โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"วันที่มุเตาพังทลาย" ประวัติศาสตร์พลังแห่ง'รอยเลื่อนสะกาย'ที่สะเทือนถึงบางกอก

The Better

อัพเดต 30 มี.ค. 2568 เวลา 14.19 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2568 เวลา 11.20 น. • THE BETTER

การปลดปล่อยพลังของ 'รอยเลื่อนสะกาย' ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่เมียนมาตอนเหนือบรเวณเมืองสะกายหรือมัณฑเลย์หรืออังวะเท่านั้น แต่มันยังเคยปลดปล่อยพลังมหาศาลในดินแดนเมียนมาตอนล่างด้วย ซึ่งอยู่ใกล้กับไทยมากขึ้นไปอีก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1930 (พ.ศ. 2473) เวลา 01:21 น.ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวในตอนล่างของเมียนมา ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ทางเหนือของเมืองบาโก หรือเมืองหงสาวดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลบริติชอินเดียที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงประมาณ 7.3 Mw หรือ 7.3 Ms

แผ่นดินไหวนี้ทำให้เมืองปยู ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหงสาวดี ไปทางเหนือประมาณ 130 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างอาคารจำนวนมากในเมืองปยูถูกทำลาย และรู้สึกได้ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ห่างออกไปประมาณ 660 กิโลเมตร (410 ไมล์) มีรายงานว่าน้ำในคลองแสนแสบปั่นป่วนรุนแรงจนล้นตลิ่งมากกว่าหนึ่งครั้ง

แผ่นดินไหวครั้งนี้และแผ่นดินไหวที่ก่อนหน้านี้เมืองบาโก หรือพะโค หรือหงสาวดีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1930 (พ.ศ. 2473) ทั้งสองครั้งตั้งอยู่ในบริเวณรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนแบบเลื่อนลงที่ทอดยาวไปตลอดเหนือจรดใต้ของเมียนมา โดยรอยเลื่อนสะกายก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลายครั้งในประวัติศาตร์ชของเมียนมาและของไทย

และแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวในเขตปยูเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1930 (พ.ศ. 2473) เกิดแผ่นดินไหวขนาดโมเมนต์ (Mw) 7.4 เกิดขึ้นที่ความลึก 35 กิโลเมตร (22 ไมล์) ใต้พื้นผิว โดยมีความรุนแรงสูงสุดของ Rossi–Forel ที่ IX (การสั่นสะเทือนรุนแรง) แผ่นดินไหวเกิดจากรอยเลื่อนสะกายที่มีความยาว 131 กิโลเมตร มีรายงานความเสียหายอย่างกว้างขวางทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะที่เมืองบาโก หรือหงสาวดีและย่างกุ้ง ซึ่งอาคารบ้านเรือนพังทลายและเกิดไฟไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 550 คนและอาจถึง 7,000 คน คลื่นสึนามิปานกลางพัดถล่มชายฝั่งพม่า ส่งผลให้เรือและท่าเรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย

แรงสั่นสะเทือนสามารถรู้สึกได้ในพื้นที่กว่า 570,000 ตารางกิโลเมตร (220,000 ตารางไมล์) และไกลถึงรัฐชานและประเทศไทย แผ่นดินไหวหลักตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกหลายครั้ง ซึ่งหลายครั้งสร้างความเสียหายด้วย โดยในประเทศไทย แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ในเชียงใหม่ พบรอยแตกร้าวในอาคารอิฐหลายแห่งและปูนปลาสเตอร์แตกในโรงพยาบาล อาคารสูง 6 หรือ 7 ชั้นในกรุงเทพฯ พบรอยแตกร้าวเล็กๆ

แต่ความเสียหายทางวัตถุึและจิตใจที่สำคัญที่สุดคือการพังทลายลงมาของ 'พระธาตุมุเตา' หรือ เจดีย์ชเวมอดอ ซึ่งเป็นเจดีย์สำคัญในเมืองพะโค หรือหงสาวดี มีความสูง 114 เมตร (374 ฟุต) ถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศพม่า และเชื่อกันว่าเจดีย์ชเวมอดอเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระเขี้ยวแก้วของพระโคตมพุทธเจ้า

มีการสันนิษฐานว่าเจดีย์ชเวมอดอสร้างขึ้นราวประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตั้งแต่สมัยอาณาจักรมอญเรืองอำนาจ เดิมเจดีย์ชเวมอดอมีความสูง 21 เมตร (69 ฟุต) สร้างโดยชาวมอญ ตามตำนานเล่าว่าพ่อค้าชาวมอญสองคนชื่อ มหาศาลและจุลศาล ได้เดินทางไปอินเดียสมัยพุทธกาลและได้รับพระเกศาธาตุจากพุทธองค์ นำกลับมาประดิษฐาน ณ เจดีย์ชเวมอดอ ภายหลังได้มีการบรรจุพระเขี้ยวแก้วไว้ในเจดีย์เมื่อปี ค.ศ. 982

กล่าวกันว่าก่อนที่พระเจ้าบุเรงนองจะออกทำศึกคราใด จะทรงมานมัสการเจดีย์นี้ก่อนทุกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันจุดที่เชื่อว่าพระองค์ทำการสักการะก็ยังปรากฏอยู่ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยกทัพมาตีพะโคก็ได้เสด็จมานมัสการเช่นกัน (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเจดีย์ชเวมอดอได้รับความเสียหายเนื่องจากแผ่นดินไหวหลายครั้ง รวมทั้งในปี ค.ศ. 1912, ค.ศ. 1917 และ ค.ศ. 1930 โดยครั้งหลังเกอิดความเสียหkยที่รุนแรงมาก โดยองค์เจดีย์แกว่งไปมาจนหักออกจากฐานแล้วท่อนบนของเจดีย์ตกลงมาทับพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณนั้นเสียชีวิต

พระเจดีย์มุเตาแห่งนี้ ไม่ใช่ศาสนสถานสำคัญขอวชาวพม่า และชาวมอญเท่านั้น ชาวไทยก็ยังให้ความเคารพสักการะอย่างยิ่ง การพังทลายของพระธาตุมุเตาจึงสร้างความสะเทือนใจให้คนไทยไม่น้อย เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จเยือนเมียนมา ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ 'เที่ยวเมืองพม่า' เอาไว้ตอนหนึ่งว่า

"เมื่อรถแล่นไปราว 2 ชั่วโมง ใกล้จะถึงเมืองหงสาวดีข้ามเนินแห่งหนึ่งเป็นที่สูง เห็นพระมหาธาตุมุเตาแต่ไกล พอแลเห็นก็ใจหาย ฉันทราบอยู่แล้วว่าเมื่อแผ่นดินไหวในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2473 (ซึ่งไหวไปถึงกรุงเทพฯ ด้วย แต่เวลานั้นฉันไปยุโรป กำลังอยู่ในเรือแล่นทางทะเล ไม่รู้สึก) ที่เมืองพะม่าแผ่นดินไหวแรงมากถึงพระมุเตาหักพัง เคยนึกแต่ว่าเพียงยอดหักและเชื่อว่าคงปฏิสังขรณ์คืนดีดังเก่าแล้ว ถึงได้ออกปากถามที่เมืองร่างกุ้งว่าพระมุเตานั้นซ่อมเสร็จแล้วหรือยัง เขาตอบแต่ว่ายังไม่แล้ว ฉันก็สำคัญว่าการปฏิสังขรณ์ยังค้างอยู่บ้างสักเล็กน้อย พอแลเห็นที่ไหนเล่า พระมุเตาพังหมดทั้งองค์เหลือแต่ฐานจึงตกใจ"

ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงเล่าเหตุการณ์เมื่อตอนเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เอาไว้ว่า

"เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2473 ด้วยในคืนวันนั้นเวลา 20 นาฬิกาเศษเกิดแผ่นดินไหวอย่างแรง สะเทือนทั่วทั้งประเทศพะม่าตลอดไปจนถึงเมืองไทย แต่ตรงเมืองหงสาวดีแผ่นดินไหวแรงกว่าแห่งอื่น บ้านเรือนหักพังเกือบหมดทั้งเมือง คนหนีออกกลางแจ้งไม่ทันเรือนล้มทับตายกว่าร้อย ในครั้งนั้นเองทั้งองค์พระมหาธาตุมุเตาและสิ่งอื่นซึ่งสร้างไว้ในบริเวณหักโค่นทั้งวัด แม้เวลาล่วงมาได้ 6 ปี ความเสียหายยังปรากฏอยู่จนบัดนี้ พอเข้าบริเวณแลเห็นวัดก็อนาถใจตั้งแต่ขึ้นบันได ด้วยศาลาหลังคาปราสาทซึ่งเคยมีติดต่อกันตลอดทางขึ้นก็พังหมด ยังเห็นแต่โคนเสารายอยู่ทั้งสองข้าง กรรมการเขามีแก่ใจทำฉนวนเสาไม้มุงสังกะสีขึ้นไว้แทน พอให้พวกสัปบุรุษได้อาศัยร่มเงาเมื่อขึ้นบันได ร้านขายเครื่องสักการก็ได้แต่ทำแคร่วางของขายอยู่ข้างทางไม่กี่ร้าน ขึ้นไปถึงลานพระมหาธาตุยิ่งอนาถใจหนักขึ้น พอแลเห็นองค์พระมุเตาก็แทบจะพลั้งปากออกอุทานว่า “แม่เจ้าโวย” เพราะเมื่อเห็นมาแต่ไกลสำคัญว่าพังเพียงปากระฆังเหนือชั้นทักษิณ ที่จริงเป็นเช่นนั้นแต่ทางด้านตะวันตก ทางด้านอื่นพังลงมาจนชั้นทักษิณ แลเห็นเป็นแต่กองดินสูงใหญ่พังท่วมถมออกไปจนพ้นลานพระมหาธาตุ ที่ในลานรอบพระมุเตานั้น วิหาร 4 ทิศที่บูชากับทั้งเหล่าวิหารน้อยและศาลารายรอบขอบลานพระมหาธาตุของเดิมพังเกือบหมด ในเวลานี้มีของที่สร้างขึ้นใหม่บ้าง แต่เป็นของสร้างชั่วคราวเป็นพื้น เช่นวิหารทิศก็ทำชั่วคราวพอให้มีร่มสำหรับสัปบุรุษกราบไหว้และถวายเครืองสักการบูชา ศาลาสำนักงานของกรรมการและศาลารายที่สัปบุรุษพักก็ล้วนสร้างเป็นอย่างชั่วคราวทั้งนั้น ที่กรรมการสร้างเป็นของถาวรมีคลังหลังหนึ่ง ก่อเป็นตึกแน่นหนาถาวร เพราะเมื่อพระมุเตาพัง ปรากฏเครื่องเพ็ชรพลอยเงินทองของมหัคฆภัณฑ์อันเคยประดับหรือบรรจุไว้ในองค์พระมุเตามากมายหลายอย่าง จำต้องเก็บรวบรวมรักษาไว้ให้มั่นคง พวกกรรมการเขาเปิดคลังนั้นให้ฉันดูของมหัคฆภัณฑ์ที่จัดไว้เป็นพวกๆ ของจำพวกที่บรรจุไว้ในองค์พระมุเตามีพระพุทธรูปขนาดย่อมๆ เป็นพื้น พระเจดีย์ลังกาและผอบบรรจุพระบรมธาตุ (หรือบางทีจะเป็นอัฏฐิธาตุผู้อื่น ๆ) ก็มีบ้าง สังเกตดูพระพุทธรูปมีทั้งของลังกาพะม่ามอญไทย แต่พิเคราะห์ลักษณะไม่มีแบบเก่าถึงสมัยพุกามหรือสมัยสุโขทัย เป็นแบบสมัยภายหลังมาทั้งนั้น ส่อให้เห็นว่าคงมีการบุรณะพระมุเตาและบรรจุเพิ่มเติมหลายครั้ง ฉัตรยอดพระมุเตาใหญ่โตตามแบบฉัตรพะม่ามอญ มีระฆังใบโพหล่อด้วยเงินอยู่มาก กรรมการเขาบอกว่ายังมีเพ็ชรพลอยที่ประดับยอดฉัตรเขาเก็บไว้ในกำปั่นเหล็กอีกห้องหนึ่งต่างหาก แต่ฉันเห็นไม่จำเป็นจะต้องดู จึงมิได้ขอให้เขาไขกำปั่น (ที่จริงเป็นเพราะถึงเวลากว่าเที่ยงแล้วอยากกลับอยู่ด้วย) ฉันเคยสงสัยอยู่ตั้งแต่เห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวเล่าเรื่องยกฉัตรพระเกศธาตุไม่ช้ามานัก ว่ามีผู้ศรัทธาถวายเพ็ชรนิลจินดาให้ประดับฉัตรนั้น คิดไม่เห็นว่าจะประดับเพชรนิลจินดาที่ตรงไหนเพราะฉัตรใหญ่โตมาก"

และทรงเล่าว่า "กรรมการเขาทำหุ่นไม้เป็นรูปพระเตาที่คิดจะสร้างใหม่ ตั้งไว้ที่เฉลียงหน้าห้องสำนักงาน เพื่อบอกบุญเรี่ยไรให้คนทั้งหลายบริจาคทรัพย์ช่วยสร้าง ได้ยินว่าเรี่ยไรได้เงินลัก 200,000 รูปีแล้ว แต่ยังไม่พอการ พิจารณาดูรูปทรงที่ทำหุ่นไว้คล้ายกับพระเกศธาตุ คลาดจากรูปพระมุเตาองค์เดิมไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะทำให้สูงใหญ่กว่าเดิม การที่จะสร้างมีลำบากอยู่บ้าง ถ้ารื้อซากพระเจดีย์ที่เหลือพังลงมาจนถึงชั้นทักษิณแล้วก่อใหม่หมดทั้งองค์พระเจดีย์ จะสะดวกและสิ้นเปลืองน้อยกว่าอย่างอื่น แต่ชาวเมืองคงจะเห็นเป็นบาปกรรม ถ้าเป็นแต่ก่อเสริมซากที่เหลือพังขึ้นไปให้กลับเป็นองค์พระเจดีย์อย่างเดิมก็น่าจะไม่อยู่ได้แน่นหนา แต่ข้อนี้ในวันเมื่อเขาเชิญฉันไปยังมหาวิทยาลัยเมืองร่างกุ้ง ได้สนทนากับศาสตราจารย์อังกฤษคนหนึ่งถึงเรื่องพระมุเตา เขาบอกว่าภราดาของเขาเป็นนายช่างสถาปนิก Architect ซึ่งรับหน้าที่คิดแบบสร้างพระมุเตา คิดจะทำรากใหม่ด้วยเสาเหล็กปักรอบรากเดิม แล้วก่อพระเจดีย์บนรากใหม่ด้วยคอนกรีตครอบรากพระเจดีย์เก่า ไม่แตะต้องรื้อแย่งของเดิมที่ยังติดเป็นรูปอยู่อย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นจะต้องใช้เงินมากสักหน่อย"

นอกจากนี้ ทรงเล่าถึงความศรัทธาของคนไทยต่อพระเจดีย์มุเตาว่า

"แม้ทุกวันนี้พวกมอญก็ยังนับถือพระมุเตายิ่งกว่าพระเกศธาตุที่เมืองร่างกุ้ง (เจดีย์ชเวดากอง) ไทยเราก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นเดียวกัน เพราะได้ฟังเรื่องพงศาวดารทางนั้นตามคำของพวกมอญเป็นพื้น ทั้งที่เกี่ยวดองเป็นเชื้อมอญก็มีมาก ถ้าว่าด้วยรูปสัณฐานของพระมหาธาตุมุเตาเมื่อยังปกติ พิจารณารูปฉายก็เป็นอย่างที่ไทยเรียกว่า “พระเจดีย์มอญ” เช่นเดียวกันกับพระเกศธาตุนั่นเอง เป็นแต่ทรวดทรงส่วนสัดและลวดลายผิดกันบ้าง แต่พระมุเตาย่อมกว่าพระเกศธาตุ และยอดเนินที่สร้างก็ต่ำกว่าเนินพระเกศธาตุ" และเล่าว่า "เมื่อไปเห็นการที่เขาคิดเรี่ยไรบุรณะพระมุเตา ฉันคิดถึงคุณแม่กลิ่น (เจ้าจอมมารดากลิ่น ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีเชื้อสายมอญ) ด้วยเคยได้ยินท่านปรารภหลายครั้งว่าอยากไปบูชาพระมุเตาที่เมืองหงสาวดี ฉันจึงบริจจาคทรัพย์เข้าเรี่ยไรตามกำลังอุทิศในนามของคุณแม่กลิ่นกับทั้งในพระนามของกรมพระนเรศวรฯ ด้วย พอฉันสอดธนบัตรลงในช่องหลังหีบสำหรับรับเงิน ตาปะขาวที่นั่งเฝ้าก็ตีกังสดาลยํ่าเสียงสนั่น แล้วสวดอนุโมทนายืดยาว"

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1952 ถึง 1954 เจดีย์ได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดยอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ส่วนทุนรอนในการบูรณะมาจากการบริจาคของประชาชนนั่นเอง

มีคำกล่าวหนึ่งในหนังสือนำเที่ยว Mayanmar (Burma) ปี 1992 ที่ชวนให้คิดมีส่วนจริงอย่างมากว่า "ไม่มีเจดีย์องค์ใดในเมียนที่รอดพ้นพลังแผ่นดินไหวไปได้ ไม่เว้นแม้แต่เจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ชเวมอดอ หรือเจดีย์อานันทะ ทั้งหมดถ้าไม่ยอดฉัตรหักลงมา ก็พังทลายลงมา" (หน้า 40)

แล้วจากนั้นด้วยพลังแห่งสาธุชนชาวเมียนมาและชาวพุทธทั่วโลก เจดีย์เหล่านี้ก็จะได้รับการบูรณะให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม บางครั้งยิ่งใหญ่และสูงใหญ่กว่าเดิมด้วยซ้ำ

รายงานโดย กรกิจ ดิษฐาน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - กรกิจ ดิษฐาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...