หุ้นไทย มีอาฟเตอร์ช็อก เปิดซื้อขายพรุ่งนี้ 31 มี.ค. นักวิเคราะห์คาดทำนิวโลว์
ตลาดหุ้นไทย เปิดซื้อขายพรุ่งนี้ 31 มี.ค. นักวิเคราะห์เปิดสถิติกลับมาเทรดวันแรกหลังแผ่นดินไหว SET Index ติดลบกว่า 2.2% ทำนิวโลว์ภายในสัปดาห์แรก ก่อนฟื้นตัวในช่วงถัดมา
วันที่ 30 มี.ค.2568บล.บัวหลวง ออกบทวิเคราะห์จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา คาดผลกระทบเบื้องต้นต่อตลาดหุ้น ดังนี้
ภาพรวม:
ประเมินว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวมมีจำกัด แต่บางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ:
• อสังหาริมทรัพย์: ความกังวลเรื่องโครงสร้างอาคารและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมีเนียม บริษัทที่มีสัดส่วนคอนโดสูง เช่น ANAN, NOBLE, ORI อาจได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัทที่มีสัดส่วนแนวราบ เช่น LH, SIRI อาจได้ประโยชน์จากอุปสงค์แนวราบที่เพิ่มขึ้น
• ท่องเที่ยว: ความกังวลด้านความปลอดภัยอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว แม้ระยะสั้นอาจยังไม่เห็นการ cancel booking อย่างมีนัย
• ประกันภัย: ค่าสินไหมทดแทนอาจเพิ่มขึ้น
• ค้าปลีก-ขนส่ง: ห้างสรรพสินค้า (CPN ) และระบบขนส่งสาธารณะ (BTS, MRT) อาจหยุดให้บริการชั่วคราวในบางพื้นที่ แต่คาดว่าผลกระทบจะเป็นระยะสั้น และมีประกันคุ้มครอง
กลุ่มที่อาจได้ผลกระทบเชิงบวก:
• วัสดุก่อสร้าง: ความต้องการวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น เช่น ปูน SCCC ,กระเบื้อง DCC
• ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง: ความต้องการซ่อมแซมบ้านและเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น HMPRO (ลูกค้าในกทม./ปริมณฑล ~40%), GLOBAL (ลูกค้าในภาคเหนือ ~20–25%)
มุมมองต่อดัชนีหุ้น (SET Index):
จากข้อมูลเหตุการณ์ภัยพิบัติและก่อการร้ายในอดีต เช่น
• เหตุระเบิดศาลพระพรหม (ส.ค. 2015)
• เหตุระเบิด 8 จุดในกทม. (ธ.ค. 2006)
• สึนามิ (ธ.ค. 2004)
SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -2.2% ในวันแรกที่ตลาดเปิด และทำจุดต่ำสุดภายในสัปดาห์แรก ก่อนเริ่มฟื้นตัวในช่วงถัดมา
สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้บล.บัวหลวง ประเมินว่าอาจคล้ายกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2004 โดยคาดว่าดัชนีอาจปรับตัวลงในช่วง 1–3 วันแรก ก่อนมีแนวโน้มฟื้นตัวตามปัจจัยพื้นฐาน
ด้าน บล.พาย เปิดเผยว่าจากการศึกษาผลกระทบภัยธรรมชาติ (แผ่นดินไหว) ในอดีตของประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ สึนามิในช่วงปลายปี 2547 พบว่าหลังจากเปิดทำการตลาด หุ้นไทย ปรับลง 2.2% และใช้ระยะเวลาเพียง 4 วันทำการกลับมา ณ ระดับก่อนเกิดสึนามิ
ในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกจะได้แก่กลุ่ม Defensive (BDMS) กลุ่มก่อสร้าง (SCC) กลุ่มส่งออก (TU) แต่หุ้นที่ Underperform ได้แก่โรงแรม (MINT -5%) กลุ่มธนาคาร (BBL -3.7% KBANK -3%)
ขณะที่กรณีศึกษาของญี่ปุ่นพบว่าในช่วงปี 2554 ญี่ปุ่นได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นตึกถล่มราว 1.2 แสนตึกและความเสียหายรวม 9.8 แสนหลังคาเรือนสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจราว 3.5 แสนล้านบาท
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นพบว่าใน 1 สัปดาห์ปรับลง 16% โดยกลุ่มที่รับผลกระทบได้แก่อสังหา ค้าปลีก สายการบิน ขณะที่กลุ่มก่อสร้าง Outperform และใช้ระยะเวลากว่า 21 เดือนในการกลับมาจุดเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์
สำหรับรอบที่ 2 เกิดในช่วงต้นปี 2567 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเขย่าจังหวัดอิชิคาระวะทำให้ถนนหลายสายเกิดรอยแตกร้าว อาคารบ้านเรือนถล่ม แต่อย่างไรก็ตามกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงราว 2.6% และใช้ระยะเวลาเพียง 2 วันทำการกลับขึ้นไปก่อนระดับเดิม โดยสรุปก็คือผลกระทบต่อตลาดหุ้นจะมากหรือน้อยขึ้นกับความแรงต่อเศรษฐกิจ
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทยผลกระทบจากแผ่นดินไหวยังค่อนข้างจำกัดต่ออาคารสิ่งปลูกสร้างอย่างน้อยก็ยังไม่ได้เห็นอาคารสิ่งปลูกสร้างในกรุงเทพพังทลายลงมาก อาจมีบ้างเช่นสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่ส่วนที่เหลือยังค่อนข้างปกติ แต่คอนโดต่างๆเผชิญกับปัญหารอยแตกร้าวและเสียความเชื่อมั่นจากผู้อาศัย ซึ่งจะกระทบกับอุปสงค์ในอนาคต โดยเฉพาะอสังหาฯที่มีคอนโดเป็นส่วนประกอบเยอะอย่าง (ORI)
จากข้อมูลพบว่ามูลค่าเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท โดยที่ตลาดอสังหามูลค่าอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท ก็อาจพอคำนวนคร่าวๆได้ว่าคิดเป็น 6% ของ GDP หากพิจารณาในเบื้องต้นก็อาจสร้าง Downside ต่อเศรษฐกิจมิได้มากนัก
แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มท่องเที่ยวก็มองเป็นจิตวิทยาเชิงลบและมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ด้วยเดิมทีความน่าสนใจของประเทศไทยถูกลดเสน่ห์ลงไปบ้างสะท้อนผ่านการมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่น้อยลง YTD ขยายตัวเพียง 3% จากปีก่อน 15% และนักท่องเที่ยวจีนกลับเดินทางไปญี่ปุ่นมากกว่าระดับก่อน COVID-19 สวนทางกับไทยที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 เมื่อประกอบกับแผ่นดินไหวอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการมาท่องเที่ยวไทย
อย่างไรก็ตามหากเหตุการณ์แผ่นดินไหวมิได้เกิดขึ้นอีกเราก็เชื่อว่าจะกระทบกับการท่องเที่ยวระยะสั้น แต่การจะเติบโตข้างหน้าเป็นอีกปัจจัย
ดังนั้นการลงทุนกลุ่มได้ประโยชน์อาจมองไปที่ ค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับซ่อมแซมบ้าน (HMPRO GLOBAL DOHOME) ปูน (SCCC) รวมไปถึงกลุ่มที่ผลกระทบจำกัดอย่างโรงพยาบาล (BDMS) สื่อสาร (ADVANC TRUE) และควรระมัดระวังในหุ้นอสังหา (ผลกระทบหนักสุด) และล่าสุดกระทรวงการคลังได้เตรียมออกมาตรการมารองรับและยังยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ