โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร. อมรเทพ” ชี้ไทยยังมีโอกาสจากนโยบาย “ทรัมป์” เปิดทางส่งออกไปสหรัฐฯ – ดึงดูดลงทุนต่างชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 มี.ค. 2568 เวลา 17.25 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2568 เวลา 10.25 น.

ดร. อมรเทพ มอง นโยบายภาษี ทรัมป์ เป็นโอกาสของไทยชิงตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ จากจีน รับผลดีการย้ายฐานการผลิต ดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น แต่ต้องจับตาความเสี่ยงจากการส่งออกไปจีนได้ลดลง แนะไทยควรเป็นกลางในสงครามการค้า เตือนผู้ประกอบการรับมือสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย

วันที่ 21 มีนาคม 2568 วารสารการเงินธนาคาร จัดสัมมนา“เจาะลึกสินทรัพย์ดาวรุ่ง รับ “ทรัมป์” ป่วนโลก” โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “ทรัมป์ ป่วนโลกพลิกวิฤกติสู่โอกาส” ว่า

ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่แข็งแรง จากการว่างงานที่อยู่ในดับต่ำ โดยคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตที่ประมาณ 2% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มองว่าจะเติบโตได้ประมาณ 1.7% เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากขึ้น

“การคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วง 1.7% ไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่ากลัว รวม ๆ แล้วเราคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตได้ที่ 1.7-2.1% ในปีนี้ ขณะที่เฟดก็บอกว่าเขาจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่ตลาดคาดว่าจะลด 3 ครั้ง ก็ต้องจับตาว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราคาดว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นหลังเดือน 6”

ดร. อมรเทพ กล่าวถึงผลกระทบจากการดำเนินนโยบายด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า การเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก โดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความสำเร็จในการลดขนาดการขาดดุลการค้าจากจีน จาก 10 ปีก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีน 40% ปัจจุบันลดเหลือ 20% อย่างไรก็ตาม พบว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กลับไปเพิ่มขึ้นในประเทศอื่น เช่นเดียวกับ ประเทศไทย ที่ปัจจุบันเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับที่ 11

“ตอนนี้ไทยไม่ได้อยู่ใน TOP 10 ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยอยู่ในลำดับที่ 11 ดังนั้นหากปีนี้สหรัฐฯ ดำเนินมาตการภาษีในประเทศ TOP 10 ไทยก็ยังรอด แต่ก็ต้องจับตาวันที่ 2 เม.ย. นี้ ว่าเขาจะขึ้นภาษีอย่างไร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ประมาณ 20% หากมีการดำเนินมาตรการภาษี ผลกระทบก็อาจไม่รุนแรง สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบในระยะแรกจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ยายยนต์ และ ชิ้นส่วน ดังนั้นเรื่องสงครามการค้าก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้”

ทั้งนี้ยังต้องจับตามาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ของจีน ซึ่งจีนก็อาจมีการดำเนินมาตการตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการลดขนาดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาเพิ่มความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุน

“วันนี้จีนกับญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ ตอนนี้เราเริ่มเห็นการลดขนาดการถือครองแล้ว ก็ต้องมาดูว่าต่อจากนี้สหรัฐฯ จะปล่อยให้ใครได้”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องในระยะยาวที่ต้องจับตา คือ ในอีก 10 - 20 ปี ข้างหน้า จีนอาจกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกแทนที่สหรัฐฯ ในปัจจุบัน

“คำว่าจีนเป็นเบอร์ 1 ของโลก คือขนาดเศรษฐกิจ ไม่ใช่รายได้ต่อหัว แต่ก็ต้องมาดูว่าเราจะอยู่กันอย่างไร หากจีนขยับเป็นเบอร์ 1 ของโลก”

ดร. อมรเทพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามไทยอาจได้รับผลบวกจากสงครามการค้า เช่น การช่วงชิงการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จากจีน ทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และส่วนประกอบ

“สงครามการค้าอาจเป็นผลบวกกับเราด้วย เช่น การช่วงชิงตลาดส่งออกสหรัฐฯ จากจีน แต่ข่าวร้ายคือส่งออกไปจีนได้ลดลงเพราะเขาเองก็ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลง ดังนั้นต้องจับตาเรื่องนี้เพราะหลายอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบ ทางที่ดีไทยควรอยู่ตรงกลางเพราะอยากค้าขายกับทุกประเทศ”

ดร. อมรเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สงครามการค้ายังเป็นโอกาสของประเทศไทยยังมีโดยเฉพาะเรื่องการย้ายฐานการผลิต โดยปัจจุบันการลงทุนต่างชาติผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) เติบโตได้ดี ดังนั้นเชื่อว่าในปี 2568-2569 การลงทุนต่างชาติจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะการลงทุนจากจีน ในกลุ่ม ยานยนต์ แบตเตอรี่ EV และเครื่องใช้ไฟฟ้า

“การลงทุนจากต่างประเทศของไทยในช่วง 1-2 ปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะการลงทุนจากจีน แต่ไทยก็ไม่ใช่ประเทศเดียวที่จีนสนใจ ยังมีคู่แข่งจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่การลงทุนต่างชาติจะเป็นตัวไดรฟ์เศรษฐกิจที่ดีในปีนี้ภายใต้สงครามการค้า”

ดร. อมรเทพ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจดีที่สุดแล้ว โดยคาดว่าในไตรมาส 1 ปี ปี 2568 จะเติบโตได้ 3.1% ขณะที่ทั้งปี 2568 คาดว่าจะเติบโตได้ 2.7% อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ช้าลงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ กระทบความเชื่อมั่น การส่งออก และการผลิต

อย่างไรก็ตามในปี 2568 การส่งออก และการบริโภคในประเทศ จะยังเติบโตได้ แต่ต้องจับตาว่าการบริโภคอาจเติบโตได้ลดลง เนื่องจากการบริโภคในช่วงที่ผ่านมาเติบโตได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งในปี 2568 การท่องเที่ยวไม่ได้เติบโตได้ดีเท่าปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 39 ล้านคน

“เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า 3% หากเฟดมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นสภาพคล่อง สงครามการค้ามีแนวโน้มลดลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะโตต่ำกว่า 2.7% หากเฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาด สงครามการค้ารุนแรงขึ้น และต้องจับตาว่ามาตรการแจกเงินของภาครัฐจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน”

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในช่วงการประชุมเดือน มิ.ย. และ ส.ค. 2568 จากระดับ 2.00% ต่อปีในปัจจุบัน มาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้ากว่าคาด การส่งออกที่มีโอกาสชะลอตัวลง เงินเฟ้อที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูง โดยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อไทยจะอยู่ที่ 1% ขณะที่รายได้ครัวเรือนภาคเกษตรยังอ่อนแอ สำหรับค่าเงินบาทคาดว่าในช่วงปลายปี 2568 จะอยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

“การลดดอกเบี้ยจะไม่ได้เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เข้ามาประคองเศรษฐกิจได้แบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตามภายใต้สงครามการค้าอยากเตือนผู้ประกอบการว่าตอนนี้สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญคือสินค้าราคาถูก เพราะสินค้าจีนเข้ามาในไทยเยอะ เราเจอการแข่งขันกับจีนมากขึ้นเพราะเขาส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้ ของจึงทะลักมาที่ไทย เอสเอ็มอีไทยก็แข่งขันได้ลำบาก ซึ่งจะกระทบกับการผลิตของไทยได้”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...