สรท. ชง 3 มาตราการรับมือ Reciprocal Tariff 36% แนะติดตามการเจรจาของภาครัฐ
ทรัมป์ ประกาศจะระงับการบังคับใช้ 90 วัน และลดภาษีต่างตอบแทนเหลือ 10% สำหรับกว่า 75 ประเทศที่ร่วมเจรจาแก้ปัญหาด้านการค้าโดยไม่ตอบโต้ ส่วน “จีน” ตอบโต้กลับ 125% มีผลทันที สรท. ชง 3 มาตราการรับมือ Reciprocal Tariff 36% แนะผู้ส่งออกให้ติดตามการเจรจาของภาครัฐใกล้ชิด
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าจากการที่“โดนัล ทรัมป์” โพสต์โซเชียลมีเดียระบุว่า “เนื่องจากการขาดความเคารพต่อตลาดโลกที่จีนแสดงออกมา จึงขอเพิ่มภาษีศุลกากรที่สหรัฐอเมริกาจะเก็บจากจีนเป็น 125% มีผลบังคับใช้ในทันที” และ “กว่า 75 ประเทศที่ได้ติดต่อประสานงานกับตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อหารือและร่วมกันหาทางออกต่อประเด็นข้อพิพาททางการค้า
จากการเจรจาดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะไม่ดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จึงได้อนุมัติการระงับใช้มาตรการภาษีเป็นเวลา 90 วัน พร้อมทั้งประกาศลดอัตราภาษีตอบโต้อย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 10% โดยให้มีผลบังคับใช้ในทันที”
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามาตรการภาษีอาจเป็นเพียงกลยุทธ์อย่างหนึ่งของทรัมป์ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าเข้ามาเจรจาทางการค้า เพื่อลดการขาดดุลของสหรัฐ ทว่าการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างฉับพลันถึง 125% อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอง เนื่องจากสินค้าหลายรายการจากจีนนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญของตลาดอุตสาหกรรมและสินค้าบริโภคทั่วไป
ขณะเดียวกัน การลดภาษีตอบโต้ลงเหลือ 10% สำหรับกลุ่มประเทศที่เลือกจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้กลับ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งชี้ว่าสหรัฐฯ ยังเปิดช่องทางให้กับความร่วมมือและการเจรจาบนเวทีพหุภาคี แม้จะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายแบบ “America First” อย่างแข็งกร้าวก็ตาม
ทั้งนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) ออกแถลงการณ์ว่าประเทศไทยได้รับอัตราภาษีตอบโต้เป็น 36% ที่แม้จะน้อยกว่าเพื่อนบ้านคู่แข่งอย่างเวียดนาม (46%) แต่ก็มากกว่าฟิลิปปินส์ (17%) มาเลเซีย (24%) และอินโดนีเซีย (32%)
โดยสหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ซึ่งเป็นราว 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้มาตรการนี้เสี่ยงจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าส่งออกท็อป 15 ที่มีการส่งออกสหรัฐ มูลค่าสูง สำหรับสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบจะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูง ได้แก่
- โทรศัพท์มือถือ
- ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์
- ยางรถยนต์
- เซมิคอนดักเตอร์
- หม้อแปลงไฟฟ้า
- ชิ้นส่วนอุปกรณ์การพิมพ์
- ชิ้นส่วนรถยนต์
- อัญมณี
- เครื่องปรับอากาศ
- กล้องถ่ายรูป
- เครื่องปริ้นเตอร์
- วัตถุดิบอาหารสัตว์
- แผงวงจรอิเลกทรอนิกส์
- ข้าว
- ตู้เย็น
ซึ่งตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าตัวแปรสำคัญหลังจากนี้คือการเจรจาของภาครัฐ ที่อาจชี้ชะตาหัวก้อยของผู้ส่งออกไทย โดยในการแถลงข่าวฯที่ผ่านมา สภาผู้ส่งออกจึงได้มีข้อเสนอแนะสำคัญ "3 เร่ง" ที่จะช่วยรับมือ Reciprocal Tariff ดังนี้
1.) เร่งเจรจาสหรัฐ
1.1) ส่งเสริมการลงทุนไทยในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
1.2) เร่งนำเข้าสินค้าที่ไทยต้องการจากสหรัฐฯ เพื่อลดการเกินดุลการค้า
1.3) ใช้แนวทาง ASEAN+ ในการเจรจา เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับสหรัฐ
2.) เร่งเจรจาและใช้ประโยชน์ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า และกระจายสินค้าไปในตลาดอื่นได้มากขึ้น ซึ่งภาครัฐ โดยเฉพาะทูตพาณิชย์ ต้องมีการทำงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน
3.) เร่งปฏิรูปการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย โดย
3.1) สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม ดังนี้
- 3.1.1) ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรในประเทศไทยเป็นส่วนประกอบหลัก
- 3.1.2) การมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมต้นน้ำและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ
- 3.1.3) อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- 3.1.4) เน้นต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงภายในประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยมีการยกระดับ
3.2) เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า จากการหลบเลี่ยงมาตรการสหรัฐเข้ามาทุ่มตลาดไทย รวมถึงการทำ re-export ผ่าน Free Zone
3.3) เร่งปฏิรูประบบโลจิสติกส์และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อลดต้นทุนการค้าระหว่างประเทศของไทย ให้แข่งขันได้ อาทิ เร่งแก้ไขปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง เร่งพัฒนาระบบ National Single Window ให้เป็น Single Submission โดยสมบูรณ์ เร่งรัดพัฒนาระบบ Port Community System (PCS) และส่งเสริมการถ่ายลำ (Transshipment) เป็นต้น
อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้พร้อมรับมือและปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะการดำเนินการด้านนโยบายการค้าการเจรจาของภาครัฐ