โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรท. ชง 3 มาตราการรับมือ Reciprocal Tariff 36% แนะติดตามการเจรจาของภาครัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 เม.ย. 2568 เวลา 13.32 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 06.04 น.

ทรัมป์ ประกาศจะระงับการบังคับใช้ 90 วัน และลดภาษีต่างตอบแทนเหลือ 10% สำหรับกว่า 75 ประเทศที่ร่วมเจรจาแก้ปัญหาด้านการค้าโดยไม่ตอบโต้ ส่วน “จีน” ตอบโต้กลับ 125% มีผลทันที สรท. ชง 3 มาตราการรับมือ Reciprocal Tariff 36% แนะผู้ส่งออกให้ติดตามการเจรจาของภาครัฐใกล้ชิด

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าจากการที่“โดนัล ทรัมป์” โพสต์โซเชียลมีเดียระบุว่า “เนื่องจากการขาดความเคารพต่อตลาดโลกที่จีนแสดงออกมา จึงขอเพิ่มภาษีศุลกากรที่สหรัฐอเมริกาจะเก็บจากจีนเป็น 125% มีผลบังคับใช้ในทันที” และ “กว่า 75 ประเทศที่ได้ติดต่อประสานงานกับตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อหารือและร่วมกันหาทางออกต่อประเด็นข้อพิพาททางการค้า

จากการเจรจาดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะไม่ดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จึงได้อนุมัติการระงับใช้มาตรการภาษีเป็นเวลา 90 วัน พร้อมทั้งประกาศลดอัตราภาษีตอบโต้อย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 10% โดยให้มีผลบังคับใช้ในทันที”

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามาตรการภาษีอาจเป็นเพียงกลยุทธ์อย่างหนึ่งของทรัมป์ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าเข้ามาเจรจาทางการค้า เพื่อลดการขาดดุลของสหรัฐ ทว่าการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างฉับพลันถึง 125% อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอง เนื่องจากสินค้าหลายรายการจากจีนนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญของตลาดอุตสาหกรรมและสินค้าบริโภคทั่วไป

ขณะเดียวกัน การลดภาษีตอบโต้ลงเหลือ 10% สำหรับกลุ่มประเทศที่เลือกจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้กลับ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งชี้ว่าสหรัฐฯ ยังเปิดช่องทางให้กับความร่วมมือและการเจรจาบนเวทีพหุภาคี แม้จะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายแบบ “America First” อย่างแข็งกร้าวก็ตาม

ทั้งนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) ออกแถลงการณ์ว่าประเทศไทยได้รับอัตราภาษีตอบโต้เป็น 36% ที่แม้จะน้อยกว่าเพื่อนบ้านคู่แข่งอย่างเวียดนาม (46%) แต่ก็มากกว่าฟิลิปปินส์ (17%) มาเลเซีย (24%) และอินโดนีเซีย (32%)

โดยสหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ซึ่งเป็นราว 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้มาตรการนี้เสี่ยงจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าส่งออกท็อป 15 ที่มีการส่งออกสหรัฐ มูลค่าสูง สำหรับสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบจะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูง ได้แก่

  • โทรศัพท์มือถือ
  • ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์
  • ยางรถยนต์
  • เซมิคอนดักเตอร์
  • หม้อแปลงไฟฟ้า
  • ชิ้นส่วนอุปกรณ์การพิมพ์
  • ชิ้นส่วนรถยนต์
  • อัญมณี
  • เครื่องปรับอากาศ
  • กล้องถ่ายรูป
  • เครื่องปริ้นเตอร์
  • วัตถุดิบอาหารสัตว์
  • แผงวงจรอิเลกทรอนิกส์
  • ข้าว
  • ตู้เย็น

ซึ่งตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าตัวแปรสำคัญหลังจากนี้คือการเจรจาของภาครัฐ ที่อาจชี้ชะตาหัวก้อยของผู้ส่งออกไทย โดยในการแถลงข่าวฯที่ผ่านมา สภาผู้ส่งออกจึงได้มีข้อเสนอแนะสำคัญ "3 เร่ง" ที่จะช่วยรับมือ Reciprocal Tariff ดังนี้

1.) เร่งเจรจาสหรัฐ

1.1) ส่งเสริมการลงทุนไทยในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
1.2) เร่งนำเข้าสินค้าที่ไทยต้องการจากสหรัฐฯ เพื่อลดการเกินดุลการค้า
1.3) ใช้แนวทาง ASEAN+ ในการเจรจา เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับสหรัฐ

2.) เร่งเจรจาและใช้ประโยชน์ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า และกระจายสินค้าไปในตลาดอื่นได้มากขึ้น ซึ่งภาครัฐ โดยเฉพาะทูตพาณิชย์ ต้องมีการทำงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน

3.) เร่งปฏิรูปการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย โดย

3.1) สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม ดังนี้

  • 3.1.1) ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรในประเทศไทยเป็นส่วนประกอบหลัก
    • 3.1.2) การมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมต้นน้ำและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ
    • 3.1.3) อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • 3.1.4) เน้นต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงภายในประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยมีการยกระดับ

3.2) เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า จากการหลบเลี่ยงมาตรการสหรัฐเข้ามาทุ่มตลาดไทย รวมถึงการทำ re-export ผ่าน Free Zone

3.3) เร่งปฏิรูประบบโลจิสติกส์และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อลดต้นทุนการค้าระหว่างประเทศของไทย ให้แข่งขันได้ อาทิ เร่งแก้ไขปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง เร่งพัฒนาระบบ National Single Window ให้เป็น Single Submission โดยสมบูรณ์ เร่งรัดพัฒนาระบบ Port Community System (PCS) และส่งเสริมการถ่ายลำ (Transshipment) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้พร้อมรับมือและปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะการดำเนินการด้านนโยบายการค้าการเจรจาของภาครัฐ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...