โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แสบร้อนกลางอก จุกลิ้นปี่ หายใจไม่สะดวก อันตรายไหม

GedGoodLife

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 05.49 น. • GED good life ชีวิตดีดี เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี

เคยรู้สึกแสบร้อนกลางอก จุกแน่นที่ลิ้นปี่ หรือหายใจไม่สะดวกกันไหม อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของ กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ หรือแม้แต่ปัญหาหัวใจ ถ้าเป็นบ่อยหรือรุนแรงขึ้น อย่าปล่อยผ่าน! มาเช็กกันว่าอันตรายแค่ไหน และต้องรับมืออย่างไรให้ถูกต้อง

แสบร้อนกลางอกจุกลิ้นปี่ เกิดจากอะไร

อาการ แสบร้อนกลางอกและจุกลิ้นปี่ มักเกิดจาก กรดไหลย้อน หรือโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบ ร้อน และแน่นบริเวณกลางอก นอกจากนี้ อาจเกิดจาก อาหารไม่ย่อย หรือปัญหาหัวใจ ได้เช่นกัน

อาการของโรคกรดไหลย้อน มีกี่ประเภท

โรคกรดไหลย้อนสามารถแบ่งอาการออกเป็น 2 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ

1. อาการของหลอดอาหาร

แสบร้อนกลางอก (Heartburn) และรู้สึกเปรี้ยวในคอ กลืนลำบาก เจ็บคอ หรือมีอาการไอเรื้องรังจากการระคายเคืองของกรด

  • แสบร้อนกลางอก (Heartburn): อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกหรือลิ้นปี่
    • เรอเปรี้ยว: รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในคอ มักเกิดหลังอาหารหรือเวลานอน
    • แน่นหน้าอก จุกเสียด: อาการคล้ายอาหารไม่ย่อย
    • กลืนลำบากหรือเจ็บเวลากลืน: บางครั้งรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ

2. อาการนอกหลอดอาหาร

เสียงแหบ ไอแห้ง หรือมีเสมหะในลำคอโดยไม่ทราบสาเหตุ หายใจติดขัด แน่นหน้าอก คล้ายโรคหืด โดยเฉพาะตอนกลางคืน

  • ไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • เสียงแหบเจ็บคอเรื้องรัง
    • กลืนอาหารลำบากหรือรู้สึกติดในลำคอ
    • หายใจมีเสียงหวีด หรือหอบหืดกำเริบ
    • รู้สึกเหมือนมีก้อนในลำคอ (Globus sensation)

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อนมักถูกกระตุ้นจาก พฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้กรดไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น

  • กินอาหารรสจัด อาหารมัน ของทอด หรือช็อกโกแลต ซึ่งกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น
  • ดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และน้ำอัดลม ที่ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง
  • กินอาหารมื้อใหญ่ หรือกินแล้วนอนทันที ทำให้แรงดันในกระเพาะเพิ่มขึ้น
  • ความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ

อาการกรดไหลย้อนแบบไหน ที่ควรไปพบแพทย์

หากมีอาการกรดไหลย้อนเล็กน้อย อาจบรรเทาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แต่หากอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

วิธีป้องกันอาการแสบร้อนกลางอก

การป้องกัน อาการแสบร้อนกลางอก สามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เพื่อลดโอกาสที่กรดในกระเพาะอาหารจะไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร

  • หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น: ลดการกินอาหารรสจัด ของทอด อาหารมัน ช็อกโกแลต คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้กรดไหลย้อนขึ้นมา
  • แบ่งมื้ออาหารให้เล็กลง: หลีกเลี่ยงการกินมื้อใหญ่ และรับประทานอาหารช้า ๆ เพื่อช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น
  • ไม่นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร: ควรเว้นระยะ 3-4 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เพื่อลดความเสี่ยงของกรดไหลย้อน
  • ควบคุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักเกินอาจเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย
  • นอนในท่าที่เหมาะสม: ยกศีรษะสูงประมาณ 6-8 นิ้ว เพื่อลดโอกาสที่กรดในกระเพาะจะไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
  • เลิกสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์: บุหรี่ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง ส่วนแอลกอฮอล์กระตุ้นให้หลั่งกรดมากขึ้น
  • ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ: ความเครียดอาจกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก

หากปรับพฤติกรรมแล้วยังมีอาการบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาทางรักษาที่เหมาะสม

แสบร้อนกลางอก ทำอย่างไรดี

หากมีอาการ แสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อน สามารถใช้ เมอร์จีล เจล (Mirgeal Gel) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ลดอาการกรดไหลย้อน ช่วยลดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และอาการอื่น ๆ โดยมีความปลอดภัย แต่ควรระวังในผู้ที่มีอาการแพ้ชะเอมเทศ หรือผู้ที่ทานยาบางชนิด เช่น ยาลดกรด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ!

อาการแสบร้อนกลางอก มักเกิดจาก กรดไหลย้อน หรือการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถกระตุ้นได้จาก อาหารรสจัด ของทอด คาเฟอีน หรือพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม วิธีดูแลและป้องกันที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และใช้ยาลดกรดหรือเจลเคลือบ หากอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...