โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไขข้อสงสัย "การทำให้หมูสับสุก แบบร้านก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยหรือไม่"

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 06 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(6 เม.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก TUCK the CHEF - เชฟทักษ์ โพสต์ข้อความระบุว่า [การทำให้หมูสับสุก แบบร้านก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยหรือไม่] “เขาทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว” แล้วรู้ได้ยังไงว่าที่เขาทำมาตั้งนานมันดี มันปลอดภัย แล้วคำว่าตั้งนานแล้วสมัยก่อนอาจจะปลอดภัยแต่สมัยนี้สถานการณ์มันเหมือนเมื่อก่อนมั้ย ?

สรุปแบบสั้นที่สุด “เสี่ยงมากครับ เลี่ยงได้เลี้ยง หมูสับแบบที่ตักน้ำร้อนแล้วคลุกให้สุกในถ้วยเพราะอุณหภูมิไม่ถึงครับ”

ตอบแบบยาว อย่าอ่าน ปัดไปๆ

หมูสับสุก = ต้องละเอียดมากๆครับ หมูชิ้นกับหมูสับต้องแยกก่อน มีความเสี่ยงต่างกัน

หมูสเต๊ก/หมูชิ้น/หมูสับ = หมูสับเสี่ยงสุด เพราะผ่านการบดสับ ค่าออกซิเจนมีสูง (ศัพท์ food sci จะเรียกว่าค่า redox potential: E0 มีค่าสูง) เชื้อโตง่ายและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากอุปกรณ์อื่นๆ มากกว่าหมูชิ้นหรือหมูสเต๊กชิ้นใหญ่ๆ อีกด้วย

คำว่าสุก = สำหรับเนื้อสัตว์นั้นสุกคือสภาวะที่เชื้อก่อโรคของเนื้อสัตว์นั้นๆ ลดลงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย (ผักสุกอาจจะหมายความอย่างอื่น เช่น ผักบุ้งต้มจนผักทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องแล้วไม่ดำเพราะเอนไซม์ polyphenol oxidase ถูกทำลาย ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัย เกี่ยวกับเรื่องลักษณะปรากฏ)

เชื้อก่อโรคในหมู = ไทยกับสากลต่างกันนะครับ สากลเขาจะดูที่พยาธิ Trichonella spiralis (พยาธิตัวกลม) ที่พบในหมูแต่ไม่พบในวัว วัวเลยกินแบบแดงๆได้ เนื้อวัวมีความเสี่ยงน้อยกว่าหมู

แต่ในประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการอุบัติของโรค “หูดับ” จากการรับหมูเถื่อนเข้ามา (ปลอดภาษี) ที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ลองอ่านข่าวดูนะครับ เยอะมาก เวลาผมไปบรรยายวิชาการ คุณหมอจะฝากให้ช่วยพูดเรื่องนี้เสมอ เพราะเคสเยอะมาก

แบคทีเรีย S. Suis กับพยาธิ T. spiralis แล้วตัวไหนที่ควรเอามาเป็นดัชนีวัดความสุกของหมูในไทยล่ะ?

คำตอบคือ S. Suis เนื่องจากมันทนร้อนมากกว่า (พิจารณาจากค่า D value หรือเวลาที่ใช้ลดเชื้อลง 10 เท่าที่อุณหภูมิหนึ่ง กล่าวคือ D value ของ S. suis และ T. spiralis ที่ 72 องศาเซลเซียสจะอยู่ที่ 1-2 นาทีและ 0.5-1 นาที ตามลำดับครับ ที่เป็นช่วงกว้างเพราะหลายเปเปอร์ก็ระบุต่างกัน)

ในญี่ปุ่น การกินชาบูแล้วแกว่งหมูในน้ำซุป แต่หมูยังชมพูนิดๆ ก็ยังปลอดภัย เพราะหมูในญี่ปุ่นสะอาดกว่า

สรุปก็คือในไทยนั้นจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นดัชนีวัดความสุกของหมู คือ S. Suis ไม่ใช่ T. spiralis เหมือนนานาชาติ S. suis ทนร้อนมากกว่า

แล้วปรุงหมูสับแบบร้านก๋วยเตี๋ยวคืออะไร = คือนำหมูสับดิบลงถ้วยเมลามีน แล้วราดน้ำซุปที่เกือบจะเดือดลงไปคลุกๆ จนคิดว่าสุก ไม่ได้ต้มหมูในน้ำเดือดโดยตรง

การทดลองจำลอง

ทีนี้ผมก็ทดลองครับ ทดลองคือทำแบบ best case ที่สุดเลย คือพยายามทำให้สภาวะที่หมูควรจะสุกที่สุด

1) ใช้หมูสับที่ไม่เย็นแล้ว ใช้หมูสับ 29-30 องศาเซลเซียส (ก็คือควรจะสุกง่ายที่สุด)

2) ใช้น้ำเดือดจัด (บางร้านใช้น้ำซุปไม่เดือดมาลวกหมู)

3) ใช้จานเมลามีน (เลียนแบบร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป เพราะถ้าใช้ชามสเตนเลส น้ำจะหายร้อนเร็ว)

4) ใช้สัดส่วนหมูใกล้เคียงกับที่ร้านก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่จะเสิร์ฟ คือ 40-50 กรัม และใช้น้ำซุปเยอะๆ 200 กรัม (คือควรจะสุกแน่ๆ)

5) ไม่ใส่เครื่องปรุงใดๆ เช่น มะนาว น้ำปลา ถั่วลิสง หมูแดง เพราะพวกนี้ยิ่งทำให้อุณหภูมิลดลง (ดังนั้นถ้าไม่มีพวกนี้ หมูสับก็ควรที่จะต้องสุกง่ายกว่า)

6) แล้ววัดอุณหภูมิขณะเทน้ำเดือดลงหมูแล้วคนไปเรื่อยๆ ว่า cooking temp จะอยู่ที่กี่องศา

ผลก็คือ

1) พอเทน้ำเดือดลงไปคลุกกับหมูตามวิธีข้างบน หมูและน้ำซุปรวมกันจะอยู่ที่อุณหภูมิเพียง 63-65 องศาเซลเซียสเท่านั้น

2) สภาวะนี้หมูเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล/ขาวทั้งหมด คือดูด้วยตาเหมือนจะสุกแน่ๆ แต่น้ำซุปกลายเป็นสีชมพูๆ

วิจารณ์ผล

1) เรียนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ หมูชิ้นต้องสุกที่ 70 องศาเซลเซียส (หมูสับก็จะขึ้นไปอีกเป็น 72-75 C แล้วแต่ตำรา) นี่ขนาดผมทำให้การทดลองเอื้อไปทางหมูสุกสุดๆ ทั้งน้ำเดือดจัด ไม่ใส่เครื่องปรุงอะไรต่างๆลงไป หมูไม่เยอะ น้ำต้มเยอะ ๆ ยังอยู่ที่ 63-65 องศาเซลเซียสเอง ดังนั้นเสี่ยงหมูดิบ หูคนกินดับแน่นอน

2) บางร้านก๋วยเตี๋ยวหมูยังออกชมพูๆอยู่เลย แสดงว่าอุณหภูมิตอนคลุกๆ ไม่น่าถึง 63-65 องศาเซลเซียส และร้านส่วนใหญ่จะปรุงน้ำตาล น้ำปลา มะนาว ถั่ว หมูชิ้นลงไปผสมกับหมูสับด้วย ดังนั้นยิ่งเสี่ยงที่จะหมูสับดิบเพราะถูกแย่งความร้อนไปจากวัตถุดิบอื่น ๆ ดังกล่าวครับ

3) ถ้าจะให้คำนวณ … วิเคราะห์ค่า D value ของแบคทีเรีย S. suis ที่ 65 องศาเซลเซียส อยู่ที่ประมาณ 5 นาที (ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้เช่น 80 C ค่า D อาจจะลดลงไปอยู่ที่แค่ 0.5-1 นาที (ต้มหมูที่ 80 C, 1 นาที เชื้อลดลงไป 10 เท่า)

4) แต่เราวัดได้ที่ 65 C หมายความว่ากว่าจะลดเชื้อ S. suis ได้ 6log (ล้านตัว) ต้องคงเวลาที่ 65 C นานถึง 5*6 = 30 นาที ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วตอนเราไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง

5) มากไปกว่านั้น ตัวเลขนี้คือคำนวณแบบ best case นะครับ คือตามที่ผมบอกคือใช้น้ำเดือด หมูสับไม่เย็น ไม่ใส่เครื่องปรุงอื่นตอนคลุกหมูกับน้ำร้อน

ขนาดแบบนี้ยังไม่สุกเลย แต่ในชีวิตจริง โห น้ำที่ราดหมูสับก็ไม่เดือด ใส่น้ำนิดเดียว หมูสับอาจจะเย็น (แช่น้ำแข็งไว้กลัวเสีย) และยังใส่เครื่องปรุงต่างๆมาแย่งความร้อนไปอีก ดังนั้นเสี่ยงมากนะครับ

6) กรมควบคุมโรครายงานปี 2567 พบผู้ป่วยโรคนี้ 956 ราย เสียชีวิต 59 รายครับ

สรุปคือ

การทำให้หมูสับสุกแบบคลุกในชามด้วยน้ำซุปร้อน ๆ เสี่ยงมากครับ เลี่ยงได้เลี่ยง หมูสับแบบที่ตักน้ำร้อนแล้วคลุกให้สุกในถ้วยเพราะอุณหภูมิไม่ถึงครับ…

ถ้าเจอร้านไหนทำแบบนี้แนะนำให้สั่งแบบไม่ใส่หมูสับครับ

แล้วถ้าถามว่าทำไมเรากินแบบนี้ไม่เห็นเป็นอะไร? เพราะเราภูมิคุ้มกันคนเราไม่เท่ากัน, ปริมาณเชื้อ S. suis เริ่มต้นในหมูสับแต่ละร้านก็ไม่เท่ากันครับ วิธีการทำแต่ละร้านก็ต่างกันครับ .. และดวงเราแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน 5555

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...