โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก ‘เมอร์คัลลี’ มาตราวัดระดับแผ่นดินไหว ระดับสากล

Thaiger

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 19.45 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 13.00 น. • Thaiger ข่าวไทย

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ? The Thaiger ขอพาไปทำความรู้จักกับ “มาตราเมอร์คัลลี” หรือ Mercalli Scale มาตราที่ใช้วัดระดับความรุนแรงของเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่หลายคนอาจจำสับสนกับมาตราวัดขนาดของแผ่นดินไหวอย่าง “ริกเตอร์” หรือ Richter ทั้ง 2 มาตราวัดแตกต่างกันอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ

หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด จุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา 8.2 แมกนิจูด กระทบถึงประเทศไทย หลายคนสังเกตว่า ปัจจุบันไม่มีการรายงานหน่วยด้วยคำวา ริกเตอร์แล้ว ทั้งที่สมัยสึนามิ 2547 เป็นคำคุ้นชินของคนไทย

จากการรายงานของทางกรมอุตุนิยมวิทยา และจากสำนักข่าวไทยหลาย ๆ สำนัก อาจทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าทำไมการรายงานเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ถึงไม่มีการใช้หน่วยวัด “ริกเตอร์” ต่อท้ายตัวเลขแผ่นดินไหวอย่างที่เคยใช้กันในอดีต แต่กลับเป็นการบอกตัวเลขขนาดแผ่นดินไหวโดด ๆ โดยไม่มีหน่วยต่อท้าย

วันนี้ทาง The Thaiger จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “มาตราวัดระดับแผ่นดินไหว” และแก้ไขความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ว่า “คนไทยใช้หน่วยวัดแผ่นดินไหวผิดมาโดยตลอด” เพราะน้อยคนที่จะรู้ว่าการวัดขนาดแผ่นดินไหวไม่ได้มีแค่ “มาตราริกเตอร์” เพียงอย่างเดียว

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ ทำความเข้าใจกับ ‘มาตราวัดระดับแผ่นดินไหว’ ที่ถูกใช้กันในระดับสากล

แผ่นดินไหว เป็นการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่เกิดจากการขยับเขยื่อนของเปลือกโลก สามารถวัดระดับได้ 2 แบบ คือ การวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Intensity) และ การวัดขนาดของแผ่นดินไหว (Magnitude) ซึ่งการวัดค่าแผ่นดินไหวทั้งสองแบบนั้นจะใช้การคำนวณที่ต่างกัน

การวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Intensity)

สำหรับการวัดค่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวจะวัดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ ผิวโลก โดยมาตราวัดที่นิยมใช้คือมาตราความรุนแรงเมอร์คัลลี (Mercalli Intensity Scale ซึ่งภายหลังถูกปรับปรุงเป็น The Modified Mercalli Scale) ที่ถูกเสนอโดย Guiseppe Mercalli นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ

การใช้มาตราวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวแบบเมอร์คัลลีนั้น จะกำหนดได้จากการตอบสนองของผู้คนในพื้นที่เกิดแผ่นดินไหว การสั่นไหวของเครื่องเรือน หรือความเสียหายที่เกิดกับอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ โดยจะมีระดับความรุนแรงทั้งหมด 12 ระดับ และใช้หน่วนระดับเป็นตัวเลขโรมัน I-XII

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ

ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวทั้ง 12 ระดับ

มาตราเมอร์คัลลีที่คนส่วนใหญ่นิยิมใช้มากที่สุดคือเวอร์ชันฉบับปรับปรุงแล้ว เมื่อปี ค.ศ. 1931 โดยนักวิชาการแผ่นดินชาวอมเริกัน 2 คน คือ Harry Wood และ Frank Neumann ซึ่งค่าความรุนแรงแต่ละระดับส่งผลให้เกิดความเสียหายดังนี้

– ระดับ I มีความรุนแรงน้อยมาก มนุษย์สัมผัสไม่ได้ ตรวจวัดได้โดยเครื่องตรวจแผ่นดินไหวเท่านั้น

– ระดับ II (อ่อน) คนที่มีความรู้สึกไวหรือคนที่อยู่นิ่งจะสัมผัสถึงการสั่นไหวได้ เครื่องเรือนบางชิ้นที่มีลักษณะบอบบางอาจ

– ระดับ III (เบา) คนที่อยู่ในอาคารอาจสัมผัสได้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตึกสูง เป็นการสั่นสะเทือนคล้ายกับกรณีที่รถบรรทุกวิ่งผ่าน

– ระดับ IV (พอประมาณ) ถ้าเกิดในเวลากลางวันน้อยคนที่จะสัมผัสได้ ถ้าเป็นเกิดในเวลากลางคืนคนที่นอนหลับอยู่อาจรู้สึกถึงแรงสะเทือนและตกใจตื่นได้ เครื่องเรือน รวมถึงรถยนต์ที่จอดอยู่จะมีการสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

– ระดับ V (ค่อนข้างแรง) เครื่องเรือนรวมถึงบางส่วนของอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ผู้คนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ถึงแรงสะเทือนของแผ่นดินไหวได้

แผ่นดินไหว

– ระดับ VI (แรง) สามารถรับรู้การเกิดแผ่นดินไหวได้ทุกคน เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่มีน้ำหนักมาอาจเกิดการเคลื่อนที่ แต่ตัวอาคารยังไม่ได้รับความเสียหาย

– ระดับ VII (แรงมาก) สำหรับอาคารที่มีการออกแบบมาเพื่อรองรับกรณีการเกิดแผ่นดินไหวก็จะได้รับความเสียหายค่อนข้างน้อย ส่วนอาคารที่ก่อสร้างในระดับมาตรฐานจะได้รับความเสียหายปานกลาง ส่วนอาคารที่ออกแบบมาไม่ดีจะได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก

– ระดับ VIII (ทำลาย) สำหรับอาคารบ้านเรือนที่ออกแบบมาไม่ดี รวมไปถึงกำแพง หรืออนุสาวรีย์ต่าง ๆ จะได้รับความเสียหายอย่างมาก

– ระดับ IX (ทำลายสูญเสีย) แม้แต่สิ่งก่อสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์แผ่นดินก็ยังได้รับความเสียหายมาก ตัวอาคารมีการพังทลายลงมา

– ระดับ X (วินาศภัย) ฐานรากและโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างพังทลาย รางรถไฟบิดงอ แผ่นดินอาจมีการแตกอ้าเกิดขึ้น

– ระดับ XI (วินาศภัยใหญ่) ตึกถล่ม สะพานขาด สิ่งก่อสร้างรวมถึงระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย และอาจเกิดแผ่นดินถล่มหรือน้ำท่วมได้

– ระดับ XII (มหาวิบัติ) ทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นดินในบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวเสียหายโดยสิ้นเชิง

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ

การวัดขนาดของแผ่นดินไหว (Magnitude)

สำหรับการวัดขนาดแผ่นดินไหวนั้น มาตราที่คนส่วนใหญ่รู้จักมี 2 มาตรา ได้แก่ มาตราริกเตอร์ และ มาตราโมเมนต์แมกนิจูด โดยมาตราริกเตอร์จะค่อนข้างคุ้นหูคนไทยมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าในระดับสากลนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะวัดขนาดของแผ่นดินไหวด้วยมาตราโมเมนต์แมกนิจูด แต่อย่างไรก็ตามมาตราวัดทั้งสองแบบก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ผลของความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหว หน่วยวัด

มาตราริกเตอร์ (The Richter Magnitude Scale)

สำหรับมาตราวัดแผ่นดินไหวริกเตอร์ เป็นมาตราที่คนไทยคุ้นชินมากที่สุด ถูกนำเสนอโดย Charles F. Richter นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว โดยการวัดด้วยมาตราริกเตอร์นั้นจะเป็นการวัดค่าแผ่นดินไหวจาก “พลังงานจลน์” ที่เกิดขึ้นขณะเกิดแผ่นดินไหว มาจากค่าความสูงของคลื่นแผ่นดินไหว (Amplitude) ซึ่งเป็นค่าที่ได้จากบันทึกของเครื่องวัดแผ่นดินไหว (Seismograph)

แต่อย่างไรก็ตาม การวัดค่าด้วยมาตราริกเตอร์นั้นกลับไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากการวัดค่าด้วยมาตราดังกล่าว เป็นการวัดขนาดแผ่นดินไหวแบบท้องถิ่น (Local Magnitude) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณแคลิฟอร์เนีย ดังนั้นการนำมาตรฐานดังกล่าวไปวัดค่าแผ่นดินไหวบริเวณอื่นอาจทำให้เกิดความผิดเพี้ยนได้

Seismograph

มาตราโมเมนต์แมกนิจูด (Moment Magnitude Scale)

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามาตราวัดแบบริกเตอร์ไม่เป็นที่นิยมในระดับสากลเนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหว ดังนั้นในปี ค.ศ. 1977 นักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่นชื่อว่า Hiroo Kanamori จึงเสนอวิธีวัดขนาดแผ่นดินไหวจากพลังงานโดยตรง ซึ่งเป็นค่าที่ได้มาจากเครื่องบันทึกแผ่นดินไหวเช่นเดียวกับการวัดแบบริกเตอร์แต่มีความแม่นยำกว่า จึงทำให้มาตราวัดดังกล่าวเป็นที่นิยมในการวัดขนาดแผ่นดินไหวทั่วโลก

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ

มาตราวัดขนาดแผ่นดินไหวทั้งแบบ ริกเตอร์ และ โมเมนต์แมกนิจูด แม้ว่าจะมีสูตรการคำนวณที่แตกต่างกัน แต่ค่าที่คำนวณออกมาได้นั้นยังคงมีความใกล้เคียงกันอยู่เมื่อใช้วัดค่าของขนาดแผ่นดินไหวในระดับกลาง (3-6) แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อขนาดของแผ่นดินไหวมีระดับที่มากขึ้น ค่าความต่างของทั้งสองมาตราวัดก็อาจแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

Seismograph

การเปรียบเทียบ ความรุนแรงกับ ขนาด ของแผ่นดินไหว

แม้เราจะรู้ข้อมูลการวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวทั้ง 12 ระดับแล้ว แต่เวลาที่สำนักข่าวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติรายงานสถานการณ์เหตุแผ่นดินไหวมักบอกเพียงค่าของขนาดแผ่นดินไหวเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนมากจะเข้าใจว่าขนาดของแผ่นดินไหวที่เกิน 5 ตามมาตราวัดริกเตอร์ คือระดับที่เริ่มรุนแรงแล้ว แล้วถ้าค่าที่วัดได้เกินกว่า 5 จะมีความรุนแรงระดับเท่าใดบ้าง ลองดูการเปรียบเทียบระหว่างขนาดของแผ่นดินไหว (ที่วัดด้วยค่าริกเตอร์) กับความรุนแรงของแผ่นดินไหว (ที่วัดด้วยค่าเมอร์คัลลี) ด้านล่างนี้ได้เลย

  • ขนาด น้อยกว่า 3.0 = ความรุนแรงระดับ I-II
  • ขนาด 3.0-3.9 = ความรุนแรงระดับ III
  • ขนาด 4.0-4.9 = ความรุนแรงระดับ IV-V
  • ขนาด 5.0-5.9 = ความรุนแรงระดับ VI-VII
  • ขนาด 6.0-6.9 = ความรุนแรงระดับ VII-VIII
  • ขนาด 7.0-7.9 = ความรุนแรงระดับ IX-X
  • ขนาด มากกว่า 8.0 = ความรุนแรงระดับ XI-XII
แผ่นดินไหว ริกเตอร์

ประวัติศาสตร์ของการเกิดแผ่นดินไหว

ในประวัติศาสตร์โลกได้มีการบันทึกแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดไว้ ซึ่งเกิดเมื่อราว ๆ 3,800 ปีก่อน ณ บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศชิลี โดยขนาดของแผ่นดินไหวในครั้งนั้นมากถึง 9.5 ตามมาตราวัดขนาดโมเมนต์แมกนิจูด ทำให้เกิดสึนามิสูง 20 เมตร เข้าถล่มบริเวณดังกล่าว ซึ่งการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นเองก็ทำให้ผู้คนในพื้นที่อพยพไปตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนอื่น และไม่กลับไปที่ถิ่นเดิมนานถึง 1,000 ปี

ส่วนในประเทศไทยแผ่นดินไหวที่มีระดับรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้น คือขนาด 6.3 ตามมาตราวัดริกเตอร์ โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 มีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่ทำให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย รวมถึงคนที่อยู่บนตึกในกรุงเทพมหานครก็สามารถรับรู้แรงสะเทือนได้เช่นเดียวกัน

แผ่นดินไหวมีกี่ระดับ

การวัดค่าระดับขนาดและความรุนแรงของแผ่นดินไว้นั้น มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างมาก เนื่องจากทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้สถิติการเกิดแผ่นดินไหวในแต่ละครั้งมาประมวลผลและคำนวณการเกิดแผ่นดินในครั้งต่อ ๆ ไปได้ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างวิธีป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : 1 2 3 4

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...