โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คาดไทยอาจใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery มากขึ้นในอีก 5 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มี.ค. 2568 เวลา 15.28 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2568 เวลา 08.28 น.

Krungthai COMPASS คาดในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีการใช้โดรน ในธุรกิจ Food Delivery เพิ่มขึ้นจนมีมูลค่าราว 1.6 พันล้านบาท โดยช่วยลดมลพิษแก้ ปัญหาขาดแคลนไรเดอร์

ธนา ตุลยกิจวัตร นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ธุรกิจ Food Delivery ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชิวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ จากความสะดวกสบายและความคุ้นเคยของผู้บริโภคตั้งแต่ช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19 แม้ว่าปัจจุบันการใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารในไทยจะยังมีความคุ้มค่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการใช้รถจักรยานนต์ แต่ด้วยราคาของเทคโนโลยีโดรนที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในอนาคต โดรนจะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Food Delivery ในประเทศไทยมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ จีน เป็นต้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Food Delivery เติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใช้บริการออนไลน์มากขึ้น และเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่นอกจากจะตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายแล้วยังช่วยทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงร้านอาหารต่าง ๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ผลสำรวจของ ETDA ระบุว่า 1ใน 2ของผู้ที่ใช้บริการ Online Food Delivery ในไทย ได้แก่กลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มักมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ ประกอบกับหากเป็นการจัดส่งอาหารในช่วงเวลายอดนิยมอย่าง 12.00-14.00 น. หรือ 10.00-12.00 น.อาจทำให้จำนวนพนักงานส่งอาหารมีไม่เพียงพอกับความต้องการ และส่งผลต่อเนื่องให้ระยะเวลาจัดส่งนานกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง สะท้อนจากระยะเวลาจัดส่งต่อออเดอร์ของไทยโดยเฉลี่ยที่สูงถึง 40 นาที นานกว่าในสหรัฐฯ หรือจีนที่ 25-35 นาทีอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งอาหาร Krungthai COMPASS มองว่า “โดรน” มีโอกาสที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Online Food Delivery ของไทยมากขึ้นในอนาคต โดยในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าในปัจจุบัน การใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารทั่วโลกเป็นอย่างไร? และในกรณีของไทยนั้นโอกาสในการใช้โดรนเพื่อส่งอาหารจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?

โอกาสที่“โดรน” จะถูกนำมาใช้ ในธุรกิจ Online Food Delivery ไทย มีแค่ไหน?

โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่าในอนาคตโดรนจะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Food Delivery ของประเทศไทยมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุน 4 ข้อ

  • ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการขนส่งแบบดั้งเดิม ทั้งในมิติค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดย PwC ประเมินว่าในปี 2567 ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการใช้โดนเพื่อการขนส่งสินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6–25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อครั้ง แต่ในปี 2577 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายในการใช้โดรนเพื่อการขนส่งสินค้าจะลดลงเหลือ 2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อครั้ง หรือลดลงมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับปัจจุบัน อีกทั้งโดรนยังใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งถูกกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก รวมถึงโดรนมีอุปกรณ์ที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า
  • ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการด้าน Food Delivery สูง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ว่า รายได้ของธุรกิจร้านอาหารในกรุงเทพฯ ในปี 2566 มีสัดส่วนถึง 82.5% ของรายได้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก LINE MAN Wongnai ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai มีผู้ใช้กว่า 10 ล้านรายต่อเดือน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนว่าในแต่ละวันมีการสั่งอาหารแบบ Delivery เป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น การใช้โดรนในการส่งอาหารจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่ติดขัดและช่วยให้ส่งอาหารได้เร็วขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของอาหารไว้ได้ รวมถึงยังช่วยลดปริมาณรถจักรยานยนต์ที่ต้องใช้ในการส่งอาหารลงได้ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหาการจราจรในเมือง อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ดี เช่น สัญญาณ GPS ที่แม่นยำ และการเข้าถึงเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งข้อมูลและการนำทางของ
    โดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยลดปัญหามลพิษภายในเมือง การใช้โดรนในการขนส่งอาหารยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ เนื่องจากโดรนใช้พลังงานจากไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก รวมถึงยังช่วยลดปริมาณยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในการส่งอาหาร ทำให้ปัญหามลพิษภายในเมืองใหญ่ เช่น ฝุ่น PM 2.5 บรรเทาลงได้ โดยในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีค่า Air Quality Index (AQI) ถึง 165 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 9 ของโลกซึ่งการใช้โดรนในการขนส่งอาหารจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงกว่า 30%-50% เทียบกับการใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน
  • ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลน Rider โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ช่วงพักกลางวัน หลังเลิกงาน หรือในช่วงเทศกาล ที่มีความต้องการสั่งซื้ออาหาร Online เป็นจำนวนมาก รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจ Food Delivery ส่งผลให้ปัญหาการแย่งชิงพนักงาน Rider ทวีความรุนแรงขึ้นและด้วยจำนวนพนักงาน Rider ที่มีจำกัด ทำให้พนักงานแต่ละคนต้องแบกรับปริมาณงานเป็นจำนวนมาก โดยจากผลสำรวจพบว่ามีพนักงาน Rider มากกว่า 37% ต้องทำงานมากกว่า 8 ชม. ต่อวัน และ กว่า 40% เป็นผู้ที่เข้ามาทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น การใช้โดรนอาจช่วยแบ่งเบาภาระงานของพนักงานลงได้ และช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการระบบการจัดส่งอาหารได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาด Food Delivery มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่าในปี 2572 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า การใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารในธุรกิจ Food Delivery จะมีมูลค่าราว 1.6 พันล้านบาท และในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2577 อาจมีมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 66% ต่อปี

เตรียมพร้อมใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery

และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery ของไทย ผู้ประกอบการควร

1) วางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการใช้ระบบโดรน เช่น การออกแบบระบบคำสั่งซื้อและระบบติดตาม ที่สามารถเชื่อมต่อกับโดรนได้ ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้โดรนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการประเมินรูปแบบทางธุรกิจที่อาจได้รับประโยชน์จากใช้โดรนในอนาคต เช่น การจัดส่งด่วนในระยะสั้น หรือการส่งในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

2) ศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีโดรน เช่น อาจศึกษาและทดสอบการใช้โดรนในพื้นที่นำร่องที่มีศักยภาพ เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในบริบทต่างๆ ทั้งในด้านของเทคนิคและการดำเนินงาน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในอนาคตทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการใช้งาน และการประเมินความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทยเองอาจ 1) เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การจัดตั้งสนามทดสอบโดรนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทดสอบการบินโดรนในสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาระบบจัดการการจราจรทางอากาศของอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้โดรน

นอกจากนี้ อาจมีการจัดตั้งพื้นที่นำร่องพิเศษที่อนุญาตให้ใช้โดรนเชิงพาณิชย์ เช่น พื้นที่ชนบทหรือในเมืองขนาดเล็ก ก่อนที่จะขยายไปสู่พื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูงในเมืองใหญ่ๆ 2) พัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับการใช้โดรนในอนาคต เช่น กำหนดเส้นทางการบินสำหรับโดรนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากร เพื่อให้โดรนไม่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งทางอากาศอื่น ๆ รวมถึงควรมีการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มาตรฐานสำหรับโดรนที่ใช้ในการขนส่งอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้โดรนจะมีความปลอดภัยและใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...