คาดไทยอาจใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery มากขึ้นในอีก 5 ปี
Krungthai COMPASS คาดในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีการใช้โดรน ในธุรกิจ Food Delivery เพิ่มขึ้นจนมีมูลค่าราว 1.6 พันล้านบาท โดยช่วยลดมลพิษแก้ ปัญหาขาดแคลนไรเดอร์
ธนา ตุลยกิจวัตร นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ธุรกิจ Food Delivery ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชิวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ จากความสะดวกสบายและความคุ้นเคยของผู้บริโภคตั้งแต่ช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19 แม้ว่าปัจจุบันการใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารในไทยจะยังมีความคุ้มค่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการใช้รถจักรยานนต์ แต่ด้วยราคาของเทคโนโลยีโดรนที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในอนาคต โดรนจะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Food Delivery ในประเทศไทยมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ จีน เป็นต้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Food Delivery เติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใช้บริการออนไลน์มากขึ้น และเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่นอกจากจะตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายแล้วยังช่วยทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงร้านอาหารต่าง ๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ ผลสำรวจของ ETDA ระบุว่า 1ใน 2ของผู้ที่ใช้บริการ Online Food Delivery ในไทย ได้แก่กลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มักมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ ประกอบกับหากเป็นการจัดส่งอาหารในช่วงเวลายอดนิยมอย่าง 12.00-14.00 น. หรือ 10.00-12.00 น.อาจทำให้จำนวนพนักงานส่งอาหารมีไม่เพียงพอกับความต้องการ และส่งผลต่อเนื่องให้ระยะเวลาจัดส่งนานกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง สะท้อนจากระยะเวลาจัดส่งต่อออเดอร์ของไทยโดยเฉลี่ยที่สูงถึง 40 นาที นานกว่าในสหรัฐฯ หรือจีนที่ 25-35 นาทีอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งอาหาร Krungthai COMPASS มองว่า “โดรน” มีโอกาสที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Online Food Delivery ของไทยมากขึ้นในอนาคต โดยในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าในปัจจุบัน การใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารทั่วโลกเป็นอย่างไร? และในกรณีของไทยนั้นโอกาสในการใช้โดรนเพื่อส่งอาหารจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?
โอกาสที่“โดรน” จะถูกนำมาใช้ ในธุรกิจ Online Food Delivery ไทย มีแค่ไหน?
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่าในอนาคตโดรนจะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Food Delivery ของประเทศไทยมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุน 4 ข้อ
- ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการขนส่งแบบดั้งเดิม ทั้งในมิติค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดย PwC ประเมินว่าในปี 2567 ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการใช้โดนเพื่อการขนส่งสินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6–25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อครั้ง แต่ในปี 2577 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายในการใช้โดรนเพื่อการขนส่งสินค้าจะลดลงเหลือ 2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อครั้ง หรือลดลงมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับปัจจุบัน อีกทั้งโดรนยังใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งถูกกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก รวมถึงโดรนมีอุปกรณ์ที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า
- ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการด้าน Food Delivery สูง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ว่า รายได้ของธุรกิจร้านอาหารในกรุงเทพฯ ในปี 2566 มีสัดส่วนถึง 82.5% ของรายได้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก LINE MAN Wongnai ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai มีผู้ใช้กว่า 10 ล้านรายต่อเดือน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนว่าในแต่ละวันมีการสั่งอาหารแบบ Delivery เป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น การใช้โดรนในการส่งอาหารจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่ติดขัดและช่วยให้ส่งอาหารได้เร็วขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของอาหารไว้ได้ รวมถึงยังช่วยลดปริมาณรถจักรยานยนต์ที่ต้องใช้ในการส่งอาหารลงได้ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหาการจราจรในเมือง อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ดี เช่น สัญญาณ GPS ที่แม่นยำ และการเข้าถึงเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งข้อมูลและการนำทางของ
โดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ - ช่วยลดปัญหามลพิษภายในเมือง การใช้โดรนในการขนส่งอาหารยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ เนื่องจากโดรนใช้พลังงานจากไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก รวมถึงยังช่วยลดปริมาณยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในการส่งอาหาร ทำให้ปัญหามลพิษภายในเมืองใหญ่ เช่น ฝุ่น PM 2.5 บรรเทาลงได้ โดยในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีค่า Air Quality Index (AQI) ถึง 165 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 9 ของโลกซึ่งการใช้โดรนในการขนส่งอาหารจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงกว่า 30%-50% เทียบกับการใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน
- ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลน Rider โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ช่วงพักกลางวัน หลังเลิกงาน หรือในช่วงเทศกาล ที่มีความต้องการสั่งซื้ออาหาร Online เป็นจำนวนมาก รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจ Food Delivery ส่งผลให้ปัญหาการแย่งชิงพนักงาน Rider ทวีความรุนแรงขึ้นและด้วยจำนวนพนักงาน Rider ที่มีจำกัด ทำให้พนักงานแต่ละคนต้องแบกรับปริมาณงานเป็นจำนวนมาก โดยจากผลสำรวจพบว่ามีพนักงาน Rider มากกว่า 37% ต้องทำงานมากกว่า 8 ชม. ต่อวัน และ กว่า 40% เป็นผู้ที่เข้ามาทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น การใช้โดรนอาจช่วยแบ่งเบาภาระงานของพนักงานลงได้ และช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการระบบการจัดส่งอาหารได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาด Food Delivery มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่าในปี 2572 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า การใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารในธุรกิจ Food Delivery จะมีมูลค่าราว 1.6 พันล้านบาท และในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2577 อาจมีมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 66% ต่อปี
เตรียมพร้อมใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery
และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery ของไทย ผู้ประกอบการควร
1) วางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการใช้ระบบโดรน เช่น การออกแบบระบบคำสั่งซื้อและระบบติดตาม ที่สามารถเชื่อมต่อกับโดรนได้ ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้โดรนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการประเมินรูปแบบทางธุรกิจที่อาจได้รับประโยชน์จากใช้โดรนในอนาคต เช่น การจัดส่งด่วนในระยะสั้น หรือการส่งในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น
2) ศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีโดรน เช่น อาจศึกษาและทดสอบการใช้โดรนในพื้นที่นำร่องที่มีศักยภาพ เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในบริบทต่างๆ ทั้งในด้านของเทคนิคและการดำเนินงาน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในอนาคตทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการใช้งาน และการประเมินความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยเองอาจ 1) เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การจัดตั้งสนามทดสอบโดรนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทดสอบการบินโดรนในสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาระบบจัดการการจราจรทางอากาศของอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้โดรน
นอกจากนี้ อาจมีการจัดตั้งพื้นที่นำร่องพิเศษที่อนุญาตให้ใช้โดรนเชิงพาณิชย์ เช่น พื้นที่ชนบทหรือในเมืองขนาดเล็ก ก่อนที่จะขยายไปสู่พื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูงในเมืองใหญ่ๆ 2) พัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับการใช้โดรนในอนาคต เช่น กำหนดเส้นทางการบินสำหรับโดรนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากร เพื่อให้โดรนไม่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งทางอากาศอื่น ๆ รวมถึงควรมีการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มาตรฐานสำหรับโดรนที่ใช้ในการขนส่งอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้โดรนจะมีความปลอดภัยและใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เพิ่มเติม…)