โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก สวายอันแดต ถึง พิเชษฐ กลั่นชื่น ว่าด้วย 'รามเกียรติ์-เรียมเกร์'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 ม.ค. 2566 เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2565 เวลา 07.05 น.

“คือ ผกา-กลั่นชื่น อันรื่นรมย์”

ถ้อยวลีนี้กระมังที่ฉันพบพานประสบและจบด้วยการค้นหาวิจัยความหมายที่อยู่ในนามสกุล 2 นักโขนไทย-เขมรมาเป็นกรณีศึกษา

ก็ดูสิ ฉันเอาแต่พึมพำวลีนี้ ราวกับโศลกบทหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการถอดรหัสในที่มาและความหมายเชิงนัยยะของที่มาที่ไปใน “รามเกียรติ์-เรียมเกร์” หรือระหว่างสายพันธุ์ไทย-เขมรว่าด้วย“โขน-โขล” ในวันที่นาฏศิลป์สายนี้กำลังตกเป็นเครื่องมือทำลายล้างต่อการสำแดง “อัตลักษณ์” แห่งความเป็นชนชาติที่หมายถึงความเป็นอารยะต่อการครอบครองและคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอ่อนละมุนแขนงนี้

พลัน ข้ออ้างแห่งการนำไปสู่การแย่งชิงใดๆ ในความเป็น “หนึ่งเดียว” ของนาฏศิลป์แขนงนี้ ก็ถูกยกระดับสูงค่าจนเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและความเป็นชาติอย่างไม่อาจแยกได้

ทั้งไทยและเขมร

1นักรำโขนไทยนามว่า “พิเชษฐ กลั่นชื่น” กับอีก 1 นักโขลเขมรหรือ “เรียมเกร์-กัมปูเจีย” นามว่า “ผกา สอย” คือคนที่ทำให้ฉันตื่น ทั้งสองได้กลายเป็นที่มาแห่งการค้นหารหัสนัย ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การชำระสะสางแห่งความคับข้องใจของฉันเอง

เมื่อโลก (คำยกย่องผู้อาวุโส หมายถึงท่าน) ทั้งสองต่างมี “โขน/โขล” ที่ไม่แค่นักรำโขน บุคคลที่เศียรถูกครอบปิดบังไว้ด้วยเครื่องทรงอลังการ จะหน้ากาก-เทริดหรือใดๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่โลก (คำเขมรที่แปลว่าท่าน) ปล่อยวางและทิ้งไว้ คือนัยยะของความ “ร่วมสมัย” ในโขนไทย-แขมร์ที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ว่าโดยทีแล้ว ความร่วมสมัยนั้นต่างหากที่เป็นเหมือน “มรรค” อันเปิดเผย และเราควรได้เรียนรู้ แทนอารมณ์อันพลุ่งพล่านปนความอหังการ์แห่งการแย่งชิง

“แต่นักโขน/โขล 2 ที่มา 2 สัญชาติ คนหนึ่งคือนักรำ, แล คนหนึ่งนักพากษ์

และ ณ ประเทศตน คนหนึ่งนั้นเรียกกันว่า-โขน, ส่วน ณ ประเทศตน คนหนึ่งเล่าเรียกกันว่า-โปล

โปล/พากย์ละครโขลพื้นบ้านฉบับกัมปูเจีย ในรามเกียรติ์ หรือเรียมเกร์!”

แต่อะไรกันที่ทำให้ฉันตื่น? ตื่นจากภวังค์แห่งความเชื่ออันรกรุงรังไปด้วยความยิ่งใหญ่อลังการแห่งความเป็น “รามเกียรติ์-เรียมเกร์” ในอดีต ฉะนั้น?

หรือผงะตกตื่นจาก “ขอบเขต” เก่าอันจำกัดนิยามต่อคำว่ารามเกียรติ์-เรียมเกร์ ที่ถูกขยายความและปลดแอกออกไปอย่างมีมิติโดยครูโขน 2 นามและ 2 สัญชาตินั้น!

ระหว่างบรรทัดแห่งการเดินทางในความเป็นรามเกียรติ์-เรียมเกร์, ไทย-เขมรนั่น โดยคนหนุ่มไทยและผู้เฒ่ากัมพูชา ต่อการกระทำของโลกทั้ง 2 พวกเขาต่างอยู่บนความโดดเดี่ยวอย่างสูงสุด แลด้วยภาวะนั้นเล่าที่ทำให้เราได้เข้าถึงหลืบเงาแห่งความลึกเร้นของความเป็นมนุษย์โขนอีกด้านหนึ่ง

ในวันที่นักโขนหนุ่มเหน้าชาวไทยพิเชษฐได้ชันสูตรตัวเอง บนขื่อคาแห่งชื่อเสียงที่ตามมา และความสำเร็จนั้น ได้กลายเป็นโขนวิทยาที่ทิ้งให้แก่สาธารณะและเป็นตรรกะใหม่ในเชิงวิทยาศาสตร์ต่อนาฏศิลป์ไทย

พิเชษฐ กลั่นชื่น ได้ทำให้นาฏลักษณ์สายนี้ได้รับการกล่าวขานอย่างขจรขจายในชื่อเสียงและรางวัลไปยังประเทศนานา แต่แลกมาด้วยการถูกต่อต้านจากประเทศของตนต่อความเป็นคนทรยศในขนบจารีต

อีกด้านหนึ่งโลกตาผกา สอย นักโปลโขลเขมรที่ทิ้งภารกิจสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ นั่นคือ บทพากย์เรียมเกร์ฉบับปฏิพานจากความจำของตนจนเป็นเรียมเกร์ ฉบับสวายอันแดก ที่ยูเนสโกยกย่องว่าเป็นมรดกวัฒนธรรม (อันจับต้องไม่ได้) นั้น โดยพึงตระหนักว่า ละครโขลฉบับนี้ มีที่มาจากศิลปินพื้นบ้าน

ทว่า ช่างน่าใจหาย เมื่อหลายปีผ่านไป เรียมเกร์ฉบับตาสอย กลับถูกเล่นแร่แปรธาตุต่างไปจากละครโขลเก่าที่เคยเป็นการแสดงพื้นบ้าน สู่ความเป็นโขลแห่งรัฐที่ถูกยกระดับอันเกริกเกียรติไปด้วยการปรุงแต่ง และละทิ้งลักษณะดั้งเดิมความเป็นท้องถิ่นไว้เบื้องหลัง

ตามประวัติโลกตาผกา สอย เป็นชาวจังหวัดกันดาล อำเภอละว้างอม

7 ขวบเข้าบวชเรียนที่วัดมวดกรอสะ (วัดปากน้ำ) ตำบลคุ้มสาริกาแก้ว

ครั้นต่อมา มารดาให้สึกออกมาเลี้ยงสุกรตามอาชีพของครอบครัวจนอายุ 12 ปี จึงริเริ่มไปเรียนหัดกบัจ/ท่ารำโขลในบทลิงยักษ์ จนครูโขลเห็นแววว่าจำบทพากย์เก่งกว่าท่ารำกบัจ ซ้ำมีสุ้มเสียงไพเราะ จึงเริ่มสอนให้พากย์โขลเมื่ออายุเพียง 14 ปี

ครูโขลบทพากย์เรียมเกร์คนแรกของสอยนั้นมีชื่อว่าโลกครูเฌง แต่การพากย์ละครโขลเรียมเกร์สมัยนั้นไม่มีการจดจารหรือเขียนให้ร้องแทรกสอดกับดนตรีปี่พาทย์/พิณเพียตย์แต่อย่างไร สอยจึงต้องจดจำบทร้องนั้นให้ได้และเป็นการพากย์สด ต้องฝึกฝนและมีพรสวรรค์ปฏิพานในการจดจำและต่อบทให้ลื่นไหล ไม่ต่างจากนักแสดงการละครหรือศิลปินนั่นเอง

ตาสอยเล่าว่า เมื่อครูเฌงใกล้ถึงมรณกรรมนั้น แกขอให้ศิษย์รักคนนี้โดยกล่าวว่า “อย่าละทิ้งละครโขลเรียมเกร์เป็นอันขาด” ครูเฌงรักโขลมากและปรารถนาให้ศิษย์รักช่วยรักษาคณะละครของตนต่อไป

กาลต่อมา ครั้นเมื่อสอยเข้าสู่วัยชราเยี่ยงเดียวกับครูเฌง เขาได้พบกับพิ บุนนีน นักวิจัยผู้ช่วยซึ่งมาขอให้ตาสอยเล่าเรื่องราวบทพากย์เรียมเกร์ของตนโดยที่บุนนีนได้ทำการจดบันทึกไว้ จนกลายเป็น “บทพากย์เรียมเกร์โดยตาสอย” จำนวน 291 หน้า ในปี ค.ศ.2000 (พ.ศ.2444/ปีพุทธเขมร) ที่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์

และหลังจากตาผกา สอย มรณกรรมไปแล้วราวปีเศษ

ในความคิดของฉัน เรียมเกร์ฉบับนี้จึงเป็นฉบับพิสดาร เช่นเดียวกับหนังสือบันทึกของคณะบารังอันเป็นเรียมเกร์อีกฉบับที่ฉันพยายามจะตามหา

แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับที่เราจะรู้จักกันในภาค “รามเกียรติ์-เรียมเกร์” โขน/โขลไทย-เขมรอันมีต้นแบบของตาผกา สอย และพิเชษฐ กลั่นชื่น และท่วงท่า/กบัจทั้งแบบพิสดารและสามัญออกมาชันสูตรให้เราได้มองเข้าไป และพลัน ความเป็นศิลปะร่วมสมัยในแขนงนาฏศิลป์ก็ถูกนำมาคลี่คลายในเชิงศาสตร์องค์รวมแห่งความรู้ของวิถีโขน

ทั้งสองบรมครูยังนำพาเราไปสู่มิติความเป็นโขนรามเกียรติ์-เรียมเกร์ที่เป็นฉบับชาวบ้านหรือคนสามัญ อันสอดคล้องกับวิธีคิดและพฤติการณ์ของคนในยุคสหัสวรรษ

อันทำให้เราได้ตระหนักถึงความเป็นโขนร่วมสมัยระหว่างไทย-เขมรที่เดิมทีนั้น ยังมีครรลองของความเป็นการละเล่นพื้นบ้าน (สำหรับในฉบับเขมร) หาได้มีถูกครอบไว้ด้วยขนบอันสูงส่งของระบอบจารีตแห่งความเป็นราชสำนักอย่างรามเกียรติ์ของไทยที่ผูกมาแต่เดิมไม่

อีกยืนยงยาวนานขนานคู่กันมากับอำนาจรัฐจนถูกกำกับเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สูงส่งและเคร่งครัดหาได้ละมุนเยี่ยงคำนิยามว่าซอฟต์เพาเวอร์ เช่นที่คนยุคนี้เรียกกันไม่?

และนั่นเองที่ “ขนบ” ใหม่ๆ ในปัจจุบันได้แปรมาเป็นกระแสเสียดทานของระบอบจารีต รวมทั้งรามเกียรติ์ในปัจจุบัน

แต่สำหรับเรียมเกร์ฉบับตาสอยฉบับชาวบ้านที่ถูกประดิษฐ์ไฉนเปลี่ยนไปนั้น ใครเล่าเป็นผู้กระทำ?

พลัน การคลี่คลายในความเป็นรามเกียรติ์ขนบไทยที่สืบทอดอย่างแข็งแรงและเป็นเหมือนฉบับหลวงหาใช่ฉบับราษฎร์เช่นเขมรนั้นก็ถูกนักโขนแหวกขนบคนหนึ่งซึ่งมีนามว่าพิเชษฐ กลั่นชื่น ได้ลุกขึ้นมาชันสูตร

ฉันขอใช้คำนี้ ในมิติทันทีที่ได้ยินเสียงกระทืบเจิง/เท้าของเขาลงบนพื้นและมันยังก้องอยู่ในโสตประสาทตามท่วงท่ากบัจที่ออกรสออกชาติอย่างจับใจเช่นนั้น มิต่างเสียงพากย์/โปลโขลในเรียมเกร์ของตาสอย คนหนึ่งนั้นในท่ารำกบัจอันนุ่มนวลและแข็งแรง แลคนหนึ่งนั้น คือการร้องต่อบทและเอื้อนเอ่ยอย่างรุ่มรวยในเรื่องเล่าที่ราวกับปฏิพาน

และนี่คือโขน/โขล ฉบับบ้านๆ แบบปัจเจกของฉัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...