โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เนเมียวสีหบดีเลือก วัดป่าฝ้าย-ปากน้ำประสบ ตั้งค่ายในสงครามเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ธ.ค. 2565 เวลา 07.13 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2565 เวลา 09.14 น.
แผนที่แสดงจุดสถานที่สำคัญตั้งแต่ตำบลโพธิ์สามต้นไปจนถึงตำบลปากน้ำประสบ (ภาพปรับปรุงจาก Google Maps)

ครั้งสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า “วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ” เป็นที่ค่ายใหญ่ของเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าด้านทิศเหนือ (เส้นทางจากเชียงใหม่) ปัจจุบัน วัดป่าฝ้ายอยู่ที่ใด ปากน้ำประสบนั้นเป็นสถานที่ใด และเหตุใดเนเมียวสีหบดีจึงเลือกสถานที่ดังกล่าวนี้เป็นที่ตั้งค่าย

อชิรวิชญ์ อันธพันธ์ ค้นคว้าข้อมูลพื้น สำรวจพื้นที่ และให้คำคอบเรื่องนี้ไว้ในบทของเขาที่ชื่อว่า “วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ ค่ายใหญ่เนเมียวสีหบดี กับเรื่องราวของพระพรหม” (ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน 2564) ไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเพื่อสำรวจลำน้ำเก่าในแถบภาคกลาง เมื่อ พ.ศ. 2451 พระองค์ได้เสด็จฯ เข้ามายังลำน้ำโพธิ์สามต้น ขึ้นมาถึงวัดวรนายก รังสรรค์เจติยบรรพตาราม (วัดเขาดิน) ได้ทรงบันทึกไว้ว่า

“…ปากช่องข้างบนมาออกใต้โพธิ์สามต้น บ้านเรือนคนยังมีอยู่ตลอดหนทาง การที่แม่น้ำนี้ตื้นเห็นจะได้ตื้นมาเสียช้านาน แผ่นดินพระนเรศวรได้มีจดหมายว่าประชุมทัพที่บางขวดแล้วลำแม่น้ำโพธิ์สามต้นนี้เป็นแม่น้ำเดียวกันกับคลองเมือง ค่ายโปสุพลาตั้งอยู่เหนือวัดเขาดิน ค่ายพระนายกองตั้งที่โพธิ์สามต้น จริงๆ ยังมีรากอิฐที่ก่อกำแพงปรากฏอยู่ แต่ข้างริมแม่น้ำตลิ่งพังไปกลับงอกเป็นเกาะขึ้นเสียในกลางน้ำจึงดูแคบไป…” [1]

แต่ดูเหมือนว่าการเสด็จประพาสในครั้งนั้น พระองค์ไม่ทรงพบกับวัดป่าฝ้ายที่เคยเป็นค่ายใหญ่ของเนเมียวสีบดีหรือโปสุพลา อย่างไรก็ดี บันทึกของพระองค์เป็นลายแทงสำคัญที่ทำให้รู้ว่าปากน้ำประสบนั้นเป็นจุดที่ลำน้ำโพธิ์สามต้นมาบรรจบกันกับแม่น้ำลพบุรี สอดคล้องกับคำว่า “สบ” หรือ “ประสบ” นั้น หมายถึงบริเวณที่ลำน้ำสองสายไหลมาพบหรือบรรจบกัน การที่คนอยุธยาเรียกจุดนี้ว่า “ปากน้ำประสบ” แสดงถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้มากพอสมควร

ลำน้ำโพธิ์สามต้น เป็นคลองที่ไหลจากทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยา ในบางช่วงมีการเรียกชื่อคลองที่แตกต่างกัน เช่น ช่วงต้นของลำน้ำที่แยกออกจากคลองเมืองเรียกกันว่าคลองบางขวด ไหลผ่านด้านหลังของวัดสามพิหาร วัดเจดีย์แดงขึ้นไป บ้างก็เรียกว่าคลองบ้านม่วงตรงช่วงที่ผ่านวัดม่วง พอถึงช่วงตำบลโพธิ์สามต้นในเขตบางปะหัน ก็เรียกชื่อเป็นแม่น้ำโพธิ์สามต้น ก่อนจะไปบรรจบกับแม่น้ำลพบุรี อันเป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อไปยังเมืองลพบุรี

นอกจากชื่อลำน้ำที่มีความสำคัญแล้ว “วัดป่าฝ้าย” อาจเป็นชื่อที่บ่งบอกถึงการเป็นย่านตลาดขายผ้าฝ้ายของอยุธยา ดังที่ เดวิด บรูซ จอห์นสตัน เคยมาทำงานวิจัยในนามของมหาวิทยาลัยเยล เรื่อง “สังคมชนบทและภาคเศรษฐกิจข้าวของไทย พ.ศ. 2423-2473” ซึ่งได้มาเก็บข้อมูลในช่วง พ.ศ. 2514-2516 ได้ระบุไว้ในงานวิจัยว่า วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบนี้เคยเป็นตำบลผลิตผ้าฝ้าย สอดคล้องกับคำว่า “ป่า” ในสมัยอยุธยา มีความหมายถึง “ตลาด” ที่นี่จึงเป็นตลาดค้าขายผ้าฝ้าย ซึ่งถือเป็นสินค้าที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา เอกสารเก่าหลายฉบับ มักจะพบความสำคัญของผ้าว่าเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์พระราชทานของรางวัลให้แก่ผู้มีความดีความชอบด้วยผ้าผ่อนเป็นสำรับๆ อยู่เสมอ

ที่ตั้งของวัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ

วัดป่าฝ้ายกับปากน้ำประสบตั้งอยู่ที่ใด? เมื่อหลายสิบปีก่อนเคยมีความเข้าใจกันว่า วัดป่าฝ้ายอันเป็นที่ตั้งของค่ายพม่า มีพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกยุบรวมเข้ากับวัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม หรือวัดเขาดิน [2] ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการค้นพบว่า วัดป่าฝ้ายเป็นวัดร้างที่อยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคลริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามวัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม

คุณลุงสุบิน ช่างโก๊ะ เป็นเจ้าของบ้านที่ดูแลพื้นที่วัดป่าฝ้ายในปัจจุบันไว้ และได้อนุญาตให้ผู้เขียนเข้าไปสำรวจซากวัดป่าฝ้ายที่เหลืออยู่ภายในบ้าน โดยปรากฏซากวัดที่ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกนั้นเป็นพื้นที่อุโบสถเก่า มีการสร้างศาลาขึ้นใหม่เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวน 4 องค์ โดยองค์ประธานซึ่งมีขนาดใหญ่สุดมีการตั้งชื่อว่า “พระพุทธพรหมมนีศรีอโยธยา” นอกจากนี้ ด้านข้างขององค์พระประธานยังมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจำนวนหนึ่งวางอยู่เป็นหลักฐานว่าตรงจุดนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดเก่าสมัยอยุธยาจริง

ส่วนที่สอง อยู่ในพื้นที่ของบ้านที่อยู่ถัดไปอีกหลังห่างกันเพียงซอยเล็กๆ คั่น ที่นี่เป็นบ้านในกรรมสิทธิ์ของครอบครัวคุณสุบินเช่นเดียวกัน เนื่องจากบริเวณด้านหลังของบ้านหลังที่ 2 มีซากชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายหลายชิ้นที่มีลักษณะค่อนข้างสมบูรณ์มากกว่าพื้นที่บ้านหลังแรก วางรวมกันอยู่บนเนินโคกที่คาดกันว่าน่าจะเคยเป็นที่ตั้งของวิหารวัดป่าฝ้าย

ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายที่วางกองรวมกันนี้ มีทั้งชิ้นส่วนหน้าตัก ลำตัว และเศียรขนาดใหญ่ที่อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์พอที่จะเห็นเค้าโครงพระพักตร์ได้ค่อนข้างชัดว่าเป็นศิลปะแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 บ่งบอกถึงอายุของวัดแห่งนี้ว่าเก่าแก่ถึงช่วงอยุธยาตอนต้น และอาจเป็นวัดที่เก่าที่สุดกว่าวัดใดๆ ในย่านนั้นด้วย

อีกทั้งตำแหน่งของวัดป่าฝ้าย ตั้งอยู่ตรงปากคลองโพธิ์สามต้นที่มาบรรจบกับแม่น้ำลพบุรี อันเป็นที่มาของชื่อที่ชาวอยุธยาเรียกว่า “ปากน้ำประสบ” ซึ่งก็คือที่ที่ลำน้ำสองสายมา “พบ” หรือ “ประสบ” กัน จึงมักเรียกชื่อวัดกับย่านต่อกันดังที่ปรากฏชื่อ “วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ” ให้เป็นที่รับรู้กันว่าวัดนี้ตั้งอยู่ ณ แห่งใด

แต่ทว่าในปัจจุบัน ปากแม่น้ำโพธิ์สามต้นเหลือเพียงลำรางเล็กๆ ระยะสั้นปรากฏให้เห็นตรงเชิงสะพานฝั่งตรงข้ามวัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตารามเท่านั้น เพราะลำคลองที่เหลือถูกบ้านเรือนและถนนถมทับจนหมดสภาพความเป็นคลองไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังมีหลักฐานการมีตัวตนของคลองเส้นนี้อยู่บนแผนที่ของกรมแผนที่ทหารบก ที่ได้ทำการสำรวจและจัดทำขึ้นใน พ.ศ. 2485 อันเป็นช่วงเวลาที่คลองช่วงนี้ยังคงปรากฏอยู่ คือเป็นเส้นทางเดียวกับแม่น้ำโพธิ์สามต้น ที่ไหลลงสู่แม่น้ำลพบุรีจนเกิดเป็นสามแยกปากน้ำประสบนั้นเอง

ปากน้ำประสบ ในประวัติศาสตร์สงครามครั้งเสียกรุงฯ

จากบันทึกในพงศาวดารพม่า ก่อนที่กองทัพของเนเมียวสีหบดีจะลงมาตั้งค่ายที่ปากน้ำประสบ ฝ่ายอยุธยาได้ส่งกองทัพขึ้นไปตั้งรับอยู่ก่อนแล้ว โดยมีพระยาสุรเทพอำมาตย์เป็นแม่ทัพบก กับพระยาพระคลังเป็นแม่ทัพเรือคุมกำลังไปทางแม่น้ำลพบุรี (พม่าเรียกแม่น้ำปิง) ขึ้นไปตั้งรับเหนือปากน้ำประสบราว 1,000 เส้นเศษ [3] ส่วนกองทัพของเนเมียวสีหบดีในตอนนั้น หลังจากที่ตีหัวเมืองเหนือไว้ในอำนาจได้ทั้งหมดแล้ว จึงเคลื่อนทัพลงมาปะทะกับกองทัพของกรุงศรีอยุธยา

หลักฐานจากเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่ากองทัพของอยุธยาที่ยกขึ้นไปทางเชียงใหม่ ได้ถอยลงมาตั้งรับทัพพม่าที่เมืองชัยนาท [4] เมื่อพิจารณาจากเส้นทางทัพของอยุธยาที่ตั้งรับพม่าในเขตเมืองชัยนาทนี้ ค่อนข้างสอดคล้องกับที่กล่าวไว้ในพงศาวดารพม่า กล่าวคือทัพของเนเมียวสีหบดีสามารถตีกองทัพกรุงศรีอยุธยาที่ขึ้นไปตั้งรับจนแตกพ่ายทั้งทัพบกทัพเรือ จากนั้นก็ใช้เส้นทางคลองบางแก้ว ซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าในเขตจังหวัดอ่างทอง คลองบางแก้วนี้จะมาเชื่อมต่อกันกับแม่น้ำลพบุรีในเขตอำเภอบางปะหัน แล้วล่องลงมาจนถึงบ้านปากน้ำประสบ

ที่ปากน้ำประสบ ใช่ว่าจะมีเพียงวัดป่าฝ้าย ที่เป็นจุดตั้งค่ายใหญ่ของกองทัพพม่าเพียงแห่งเดียว พงศาวดารพม่ากล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อสีหะปะเต๊ะแม่ทัพตีทัพอยุธยามีไชยชะนะทั้งทัพบกทัพเรือแล้ว ก็มิได้หยุดพักพลทหารแลช้างม้า ก็เลยยกไปตีกรุงศรีอยุธยา ครั้นเดือน 3 ขึ้น 5 ค่ำ จุลศักราช 1127 ก็ถึงตำบลบ้านปากน้ำปสกๆ นี้ตั้งอยู่ทิศอิสาณกรุงศรีอยุธยาไปประมาณ 400 เส้น แล้วสีหะปะเต๊ะแม่ทัพก็ตั้งค่ายใหญ่ลงที่ตำบลปากน้ำปสกนั้น 9 ค่าย 2 ฟากลำแม่น้ำปิงโดยแน่นหนามั่นคง…” [5]

เอกสารของพม่าเน้นชื่อสถานที่ว่า “บ้านปากน้ำปสก” นั่นแสดงว่าอาณาเขตการตั้งค่ายนี้ครอบคลุมทั้งตำบลเป็นเนื้อที่บริเวณกว้าง ซึ่งไม่มีเพียงแค่วัดเท่านั้น ทั้งหมู่บ้าน ย่านตลาดของชุมชน คือสถานที่ที่พม่าเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่พม่าเลือกตั้งค่ายในจุดนี้คือชัยภูมิของตำบลปากน้ำประสบ ซึ่งเป็นจุดรวมของเส้นทางคมนาคมทางน้ำด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงศรีอยุธยา อันเป็นเส้นทางลำเลียงไพร่พล เสบียงอาหาร ยุทธปัจจัยต่างๆ จากหัวเมืองแถบลพบุรี ทั้งยังเป็นจุดที่สามารถป้องกันการส่งกำลังเสริมจากหัวเมืองรอบนอกที่อาจยกมาช่วยได้อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่พม่าจำเป็นต้องความคุมเส้นทางนี้ไว้

ดังนั้น ค่ายพม่าจึงมิได้มีขอบเขตจำกัดอยู่ที่วัดป่าฝ้ายเพียงแห่งเดียวอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น เพราะไพร่พลเรือนหมื่นไม่สามารถที่จะมาแออัดกันอยู่เพียงวัดแห่งเดียวได้ ยังมีวัดอื่นๆ ทั้งสองฟากแม่น้ำลพบุรีในตำบลปากน้ำประสบที่พม่าเข้ายึดและสร้างค่ายไว้ด้วย วัดที่อยู่ในรัศมีของบริเวณปากน้ำประสบนอกจากวัดป่าฝ้าย ที่สามารถสืบหาได้ปัจจุบัน มีดังนี้

1. วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม ชื่อเดิมคือ “วัดเขาดิน” เป็นวัดเก่าสมัยอยุธยา ได้รับการปฏิสังขรณ์โดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาได้บูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งโดยเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) สมุหนายกในสมัยรัชกาลที่ 4

2. วัดกร่าง ปัจจุบันมีสภาพเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ตรงปากน้ำประสบเช่นเดียวกัน แต่จะอยู่คนละฟากแม่น้ำโพธิ์สามต้น ตรงข้ามกับวัดป่าฝ้าย และตรงข้ามกับวัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม ฝั่งแม่น้ำลพบุรี

3. วัดสบสวรรค์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดป่าฝ้าย ริมฝั่งแม่น้ำลพบุรีด้านทิศตะวันตก วัดนี้มีชัยภูมิเป็นจุดสำคัญไม่แพ้วัดป่าฝ้าย เพราะตั้งอยู่ใกล้ปากคลองเกาะเลิ่งที่มาประสบกับแม่น้ำลพบุรี คลองเกาะเลิ่งนี้เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นเส้นทางที่ไปถึงเมืองสระบุรี วัดนี้มีประวัติว่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2305 ทั้งยังมีตำนานเกี่ยวกับเจ้าหญิงเชื้อพระวงศ์กษัตริย์อยุธยาเสด็จประพาสทางชลมารค และเรือพระที่นั่งล่มลงจนเจ้าหญิงพระองค์นี้ทรงจมน้ำสิ้นพระชนม์ เพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเนื่องจากติดกฎมณเฑียรบาลที่ว่า ห้ามมิให้แตะต้องพระวรกายเจ้าหญิง จากนั้นได้มีการอัญเชิญพระศพของเจ้าหญิงขึ้นถวายพระเพลิง ณ ที่ตรงนั้น สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงโปรดให้สร้างวัดขึ้น ณ ที่ถวายพระเพลิงพระศพ ชื่อว่า “วัดศพสวรรค์” ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นเรียกบริเวณปากคลองเกาะเลิ่งที่มาสบกับแม่น้ำลพบุรีนี้ว่า “ปากน้ำประสบ” ด้วยเช่นเดียวกัน วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5

ดังนั้น ทั้ง 4 วัดนี้ จึงรวมอยู่ในพื้นที่ของค่ายใหญ่เนเมียวสีหบดี สอดคล้องกับพงศาวดารพม่าว่าตั้งค่ายเรียงรายสองฟากแม่น้ำรวมกันถึง 9 ค่าย มีอาณาบริเวณกว้างขวางเป็นอย่างมาก แต่ที่ในพงศาวดารของไทยมักจะระบุชื่อ “วัดป่าฝ้าย” ปากน้ำประสบว่าเป็นค่ายใหญ่ของพม่าเพียงวัดเดียว อาจเป็นเพราะชาวอยุธยารับรู้กันดีอยู่แล้วว่าตำบลปากน้ำประสบ มีศูนย์กลางชุมชนอยู่ที่วัดป่าฝ้าย และอาจเป็นจุดที่แม่ทัพใหญ่อย่างเนเมียวสีหบดีบัญชาการอยู่

กรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพยกขึ้นมาตีค่ายของเนเมียวสีหบดี 2 ครั้ง โดยใช้เส้นทางแม่น้ำโพธิ์สามต้นขึ้นไปถึงปากน้ำประสบ และต้องเข้าปะทะกับทหารพม่าที่ค่ายวัดป่าฝ้ายเป็นด่านแรก แต่ไม่ทันที่จะเข้าตีค่ายได้ทั้งหมดก็ถูกทัพพม่าตีแตกกลับมาทั้ง 2 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งหลังสุดที่พระราชพงศาวดารระบุว่า มีชาวพระนครทั้งคฤหัสถ์และสมณะชวนกันตามกองทัพออกไปดูเขารบกัน เมื่อถูกพม่าตีแตกทั้งทหารทั้งชาวบ้านที่ชวนกันออกไปดูการรบก็โดนพม่าไล่ล่าฆ่าฟันตายเกลื่อนกลาด พวกที่รอดตายได้ถอยหนีกลับลงมาที่ตำบลโพธิ์สามต้น [6] นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้บันทึกพงศาวดารฝั่งอยุธยาจะจดจำวัดป่าฝ้าย ในฐานะที่เป็นค่ายใหญ่ของเนเมียวสีหบดีเพียงแห่งเดียว

หลังจากที่ทัพอยุธยาตีค่ายพม่าที่ปากน้ำประสบไม่สำเร็จ พม่าได้ทราบว่าใกล้จะถึงช่วงฤดูน้ำหลาก อีกทั้งยังได้รับคำสั่งจากมังมหานรธา แม่ทัพฝ่ายใต้ว่าต้องอยู่ล้อมกรุงศรีอยุธยาต่อไป เนเมียวสีหบดีจึงแบ่งกำลังเป็น 2 ทัพ เคลื่อนทัพจากค่ายใหญ่ที่ปากน้ำประสบ ทัพหนึ่งให้แยกลงไปหาที่ดอนตั้งค่ายทางทิศตะวันออกของกรุงฯ ส่วนอีกทัพหนึ่งเคลื่อนลงมาทางแม่น้ำโพธิ์สามต้น แล้วตั้งค่ายใหญ่ทางทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยา [7] ที่ตำบลโพธิ์สามต้นต่อไป

…………

…ด้วยชัยภูมิที่ดีเยี่ยมนี้เอง จึงทำให้เนเมียวสีหบดีเลือกที่จะสร้างค่ายใหญ่ ณ ชุมชนปากน้ำประสบ เพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำ พร้อมทั้งปิดล้อมอยุธยาให้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ซึ่งเป็นการบั่นทอนศักยภาพและกำลังของกรุงศรีอยุธยาให้อ่อนลงไปเรื่อยๆ อันเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนในการกุมความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของทัพพม่าที่เหนือกว่ากรุงศรีอยุธยา

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ

[1] “พระราชหัตถเลขาเรื่อง เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า เมื่อ พ.ศ. 2451,” ใน ครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร วันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2549. (จังหวัดกำแพงเพชร, 2550), น. 187.

[2] สุเจน กรรพฤทธิ์. 2310 อวสานกรุงศรี. (สำนักพิมพ์สารคดี, 2560), น. 84-85

[3] นายต่อ แปล. มหาราชวงษ์ พงษาวดารพม่า. (สำนักพิมพ์มติชน, 2545), น. 234.

[4] “คำให้การชาวกรุงเก่า,” ใน ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม 3 เรื่อง. พิมพ์ครั้งที่ 2. (สำนักพิมพ์แสงดาว, 2561), น. 134-135.

[5] นายต่อ แปล. มหาราชวงษ์ พงษาวดารพม่า. น. 234-235.

[6] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3, พิมพ์ครั้งที่ 11. (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2559), น. 236.

[7] นายต่อ แปล. มหาราชวงษ์ พงษาวดารพม่า. น. 242

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...