โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Cryptonian EP2: มารู้จักกับ ‘Alt coin’ เหล่าสกุลเงินดิจิทัลทางเลือก ที่รอลากบิตคอยน์ลงจากบัลลังก์

The Momentum

อัพเดต 12 มี.ค. 2564 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2564 เวลา 10.12 น. • ธนภาคย์ อิทธิชัยพล

In focus

  • หลังจากความสำเร็จของ บิตคอยน์ (Bitcoin) ได้มีบริษัทเทคโนโลยี และนายทุน ให้ความสนใจที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างรายได้จำนวนมหาศาล และแสดงแสนยานุภาพทางด้านเทคโนโลยีของตนให้โลกได้เห็น จึงเป็นจุดกำเนิดของเหรียญสกุลเงินดิจิทัลทางเลือกที่เราเรียกว่า ‘Altcoin’ 
  • แต่สิ่งสำคัญที่สุดของสกุลเงินดิจิทัลคือการได้รับการยอมรับจากคนในเครือข่าย และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะบังคับให้ผู้คนมาใช้งานสกุลดิจิทัลที่พึ่งกำเนิดใหม่ ดังนั้นองค์ประกอบของเหรียญ ‘Altcoin’ ที่ดีจึงต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 3 ประการได้แก่ 1.เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของเหรียญจะต้องแก้ปัญหาในโลกดิจิทัลได้ 2. กลไกการได้มาของเหรียญต้องเรียบง่ายและเป็นธรรม และ 3.การถือครองเหรียญต้องให้ประโยชน์แก่ผู้ถือครอง

หลังการกำเนิดขึ้นของเทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ (Blockchain) ธุรกรรมออนไลน์ก็ไม่ต้องการสถาบันการเงินของรัฐมาเป็นตัวกลางในการยืนยันความถูกต้องอีกต่อไปในบทความ Cryptonian สัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านอุตสาหกรรมการเงินเกิดขึ้นอย่างมากมาย เพราะเรามีระบบการเงินที่กระจายตัว (Decentralization) ไม่ได้กระจุกอยู่ในมือภาครัฐเพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว 

หลังจากที่บิตคอยน์ (Bitcoin) เถลิงราชย์สู่ตำแหน่งราชาแห่งเหรียญคริปโต บริษัทใหญ่ๆ นายทุนทั่วโลกได้ให้ความสนใจ และมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้จากสกุลเงินดิจิทัล ทว่าโอกาสที่กลุ่มผู้มีวิสัยทัศน์เหล่านี้กลับไม่ได้หยุดแค่การลงทุนในบิตคอยน์เท่านั้น แต่มองไกลไปถึงการ ‘ออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง’ เพื่อกระชากบิตคอยน์ลงมาจากบัลลังก์ เพราะในเมื่อ ‘ซาโตชิ นาคาโมโตะ’ ผู้เป็นโปรแกรมเมอร์นิรนามสามารถทำได้ ทำไมบริษัทใหญ่ๆ ผู้มีทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่พร้อมอย่างพวกเขาจะทำไม่ได้ 

ด้วยความทะเยอทะยานนี้เอง จึงได้กำเนิดสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่นๆ นอกจากบิตคอยน์ขึ้นมา เราเรียกสกุลเงินดิจิทัลที่เกิดขึ้นมาภายหลังนี้ว่า ‘Altcoin’ หรือ ‘Alternative Coin’ ที่แปลได้ว่าเป็นเหรียญทางเลือก โดย Altcoin จำนวนมากนั้นยังคงถูกสร้างมาจากพื้นฐานของบิตคอยน์ แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในโลกดิจิทัลที่แตกต่างกันไป ทำให้ปัจจุบันโลกของเรามี Altcoin มากถึง 5,000 กว่าชนิดทั่วโลก คิดเป็น 35% ของตลาดคริปโตทั้งหมด

แต่อย่าลืมไปว่าลักษณะที่สำคัญที่สุดของการเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange) คือการได้รับการยอมรับของผู้คนในเครือข่าย เพราะมูลค่าของเหรียญนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งานของคนในเครือข่าย อย่างในยุคแรกก่อนที่สกุลเงินดิจิทัลจะเป็นที่นิยมนั้น ต้องใช้บิตคอยน์ถึง 10,000 เหรียญ สำหรับการซื้อพิซซ่าเพียงแค่ 2 ถาด หากทุกคนต่างออกสกุลเงินของตัวเองออกมา แล้วเราจะเลือกใช้สกุลเงินใดดีล่ะจึงจะเหมาะสมที่สุด

เนื่องจากลักษณะพื้นฐานของสกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่นั้นมีความคล้ายคลึงกันได้แก่ มีจำนวนเหรียญที่จำกัด และระบบการเงินที่กระจายตัวยังไม่ถูกควบคุมจากใครคนใดคนหนึ่งเนื่องจากสร้างโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) แต่ ‘วัตถุประสงค์’ ของการออกเหรียญนี้เอง ที่ทำให้สกุลเงินดิจิทัลแต่ละตัวมีความแตกต่างกันไป 

ยกตัวอย่างเช่น บิตคอยน์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการโอนมูลค่าระหว่างกัน เหรียญบิตคอยน์จึงได้รับการยอมรับว่า ตราบใดที่เทคโนโลยีตัวนี้ยังถูกใช้งานก็จะมีเหรียญถูกขุดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้มูลค่าของตัวเหรียญขึ้นลงตามการแลกเปลี่ยนของผู้คนในเครือข่าย 

เหรียญ Altcoin ก็มีหลักการที่คล้ายกัน ไม่ใช่ทุกเหรียญที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะเป็นเหรียญที่ได้รับการยอมรับ จึงจำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ของการใช้งานมารองรับด้วย ถึงจะทำให้เหรียญตัวนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต

เมื่อปัญหาทางด้านการโอนมูลค่านั้นถูกบิตคอยน์แก้ไขปัญหาไปเรียบร้อยแล้ว เหล่าบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต หากพวกเขาต้องการที่จะออกสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเองนั้น จำเป็นต้องรู้ว่า 1. เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของเหรียญที่คุณจะสร้างขึ้นมามีไว้เพื่อแก้ปัญหาอะไร 2. กลไกการได้มาของเหรียญนั้นจะเป็นอย่างไร และ 3. คนในเครือข่ายผู้ถือครองเหรียญจะได้ประโยชน์อย่างไร 

ผู้เขียนจึงจะขอยกตัวอย่างเหรียญ Altcoin 2 ตัว เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลที่มีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ประการ แตกต่างกับสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉยๆ อย่างไร

 

 

‘Ethereum’ หรือ ETH ผู้ท้าชิงตำแหน่งเจ้าแห่งคริปโตจากบิตคอยน์

อีเธอเรียม (Ethereum) คือ altcoin ที่มีมูลค่าเป็นอันดับ 2 รองจากบิตคอยน์ในปัจจุบัน ถูกสร้างมาเพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยใน ‘การเก็บข้อมูล’ บนโลกออนไลน์ เนื่องจากในโลกยุคปัจจุบันข้อมูลส่วนตัวของเราอย่างรหัสบัญชี จะถูกเก็บบนฐานข้อมูลของเจ้าของของแพลตฟอร์มต่างๆ อย่าง Facebook, Google หรือแม้กระทั่ง Amazon ที่เราเคยไปเปิดบัญชีเพื่อใช้บริการ แต่การเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้บนฐานข้อมูลเพียงแค่เซิร์ฟเวอร์เดียวนั้น ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูก ‘เจาะเข้าระบบ’ เพื่อขโมยข้อมูลจากเหล่าแฮ็กเกอร์ไปได้

อีเธอเรียมจึงใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาแทนที่บุคคลที่สามบนโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ โดยได้รับการดูแลจากอาสาสมัครทั่วโลก และให้รางวัลเป็นเหรียญ ETH เช่นเดียวกับบิตคอยน์ ซึ่งการที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของฐานข้อมูลของคุณนี่แหละ ที่จะช่วยเปิดโอกาสการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ บนโลกออนไลน์ได้อย่างมหาศาล

ลองนึกภาพว่าหากคุณต้องการที่จะสร้างแอพพลิเคชันซักตัวหนึ่งบนโทรศัพท์มือถือ ตัวเลือกของคุณจะประกอบไปด้วย App Store, Google หรือ Play Store เท่านั้น และการสร้างแอพฯ จำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทเหล่านี้ให้เขาเก็บข้อมูลสำคัญของลูกค้าคุณไม่ว่าจะเป็น หมายเลขบัตรเครดิต ประวัติการซื้อ และข้อมูลส่วนตัว ซึ่งล้วนตกอยู่ในเงื้อมมือของบริษัทผู้ให้บริการเหล่านี้ 

แต่เทคโนโลยีของอีเธอเรียมจะช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเหล่านี้ควบคุมระบบเอกสารข้อมูลหลังบ้านของแอพฯ คุณได้ และอำนาจต่อรองในการบริหารแอพฯ ของคุณจะมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสั่งปิดจากตัวแพลตฟอร์ม มีเพียงแค่ตัวผู้ใช้งานแอพฯ และอาสาสมัครที่ดูแลเท่านั้นที่จะเป็นปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา 

ทุกครั้งที่ผู้ใช้แอพฯ เปลี่ยนแปลงข้อมูลจะถูกส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์ทุกระบบในเครือข่าย และอาสาสมัครมีหน้าที่ยืนยันความถูกต้องข้อมูลของคุณเท่านั้น เพียงแต่ทุกครั้งที่คุณเปิดแอพฯ บนอีเธอเรียมสามารถที่จะจ่ายเหรียญ ETH เป็นค่าดำเนินการได้ แทนที่จะจ่ายเป็นเงินสด

จะเห็นได้ว่าอีเธอเรียมนั้นเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยการสร้างแอพพลิเคชันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่ใช้เหรียญ ETH เป็นค่าดำเนินการในการรันแอพฯ  และอาสาสมัครที่ช่วยยืนยันความถูกต้องจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเหรียญ ETH ซึ่งมีองค์ประกอบครบตามทั้ง 3 ข้อที่ได้อธิบายไปก่อนหน้า ทำให้ความนิยมของการถือครองอีเธอเรียมเพิ่มขึ้นทุกปี ราคาอยู่ที่ประมาณ 55,000 บาทต่อ 1 เหรียญ ETH

Dogecoin เหรียญ ‘มีม’ (Meme) ขวัญใจชาวเน็ต

อย่างที่ได้กล่าวไปว่าหลังจากการประสบความสำเร็จของบิตคอยน์ทำให้มีกระแส การกำเนิดของสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ในยุคแรกเริ่มบิทนั้น เหรียญกลับถูกใช้งานในตลาดมืด เนื่องจากทางภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมได้ 

ในปี 2013 โปรแกรมเมอร์ที่มีชื่อว่า บิลลี มาร์คัส อยากให้สกุลเงินดิจิทัลมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ จึงได้สร้างสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงทุกคนได้และได้นำภาพของหมาชิบะอินุที่เป็นมีม (Meme) ที่โด่งดังในอินเทอร์เน็ตมาเป็นโลโก้ของเหรียญ เพื่อให้เหรียญมีความ ‘น่ารัก’ และความเป็นมิตร น่าครอบครอง

แต่ดอดจ์คอยน์ (Dogecoin) นั้นถูกสร้างมาด้วยแนวคิดขั้วตรงข้ามจากบิตคอยน์อย่างสิ้นเชิงเนื่องจากดอดจ์คอยน์เป็นเหรียญที่ไม่มีการจำกัดจำนวน ในช่วงแรกของการเปิดตัวผู้พัฒนาได้สร้างเหรียญดอดจ์คอยน์ขึ้นมา 50,000 ล้านเหรียญขึ้นมาในทันที ซึ่งต่างจากบิตคอยน์ที่กว่าจะได้มาแต่ละเหรียญนั้นแสนจะยากเย็นเหลือเกิน

ดอดจ์คอยน์จึงเป็นเหรียญที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าการใช้งานของเหรียญนั้นคืออะไร และถูกสร้างออกมาเพื่อแก้ปัญหาใด จะมีก็เพียงแต่ความน่ารักของหมาชิบะอินุที่เป็นโลโก้ แต่ด้วยความ ‘มีม’ ของเหรียญทำให้ดอดจ์คอยน์ถูกนำไปใช้งานในชุมชนบนโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Reddit และ Twitch โดยหลักๆ จะใช้ในการ ‘ให้ทิป’ แก่ผู้ที่ทำคอนเทนต์ หรือแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจในโซเชียลฯ นั่นเอง และพื้นฐานของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มทั้งสองเป็นผู้ที่นิยมชมชอบในการเสพ ‘มีม’ อยู่แล้ว ดอดจ์คอยน์จึงกลายเป็นเหรียญมหาชนโดยปริยาย 

นั่นหมายความว่า มูลค่าของดอดจ์คอยน์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาใดอย่างจริงจัง ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่อยู่เบื้องหลังเลย มูลค่าของเหรียญมาจากการใช้งานของคนในเครือข่ายจึงมีการขึ้นลงของราคาที่ผันผวนอยู่ตลอด และเป็นเหรียญที่ถูกสร้างมาเพราะ ‘อยากจะสร้าง’ เท่านั้นเอง

ในปัจจุบัน สกุลเงินดิจิทัลจึงทำหน้าที่เป็นเพียง ‘สินทรัพย์ทางดิจิทัล’ เท่านั้น ด้วยราคาที่ยังคงผันผวนจากแต่ละระบบของสกุลเงินด้วยที่ยังคงมีการพัฒนาอยู่ตลอด แต่ภายใต้การเติบโตนั้นก็ยังคงมีเหรียญที่ไม่มีการใช้งานออกมาให้เราเห็นอยู่เป็นประจำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเหรียญเหล่านี้เป็นเหรียญที่ไม่สามารถลงทุนได้

จึงขอแบ่งประเภทของเหรียญ Altcoin ไว้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

1.เหรียญที่มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

เหรียญเหล่านี้จะมีการใช้งานอยู่บ่อยครั้ง และมีระบบเป็นของตัวเอง ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์ของเหรียญในการดำเนินการในโลกดิจิทัลได้ ส่งผลให้เหรียญประเภทนี้มีความต้องการ ‘ที่แท้จริง’ ในเครือข่าย ซึ่งแสดงว่ายิ่งเทคโนโลยีดี คนยิ่งใช้ และราคายิ่งสูงนั่นเอง เหรียญที่อยู่ในหมวดนี้ได้แก่เหรียญ ETH (Ethereum), BNB (Binance Coin) และ ADA (Cardano Coin) เป็นต้น

2.เหรียญสำหรับ ‘สายซิ่ง’ เน้นเก็งกำไร

อย่างที่กล่าวไปว่า ตลาดของสกุลเงินดิจิทัลยังคงมีความผันผวน และยิ่งเป็นเหรียญที่ไม่มีองค์ประกอบทั้ง 3 ที่ได้อธิบายไปนั้น ราคาจะขึ้นอยู่กับคนในตลาดเพียงอย่างเดียว จึงทำให้สามารถเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาที่รุนแรงได้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เหรียญประเภทนี้มักจะเป็นเหรียญที่ไม่มีการใช้งานอย่างเช่น DOGE (Dogecoin)หรือ XRP (Ripple)เป็นต้น

การลงทุนในเหรียญทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจถึงพื้นฐานของเหรียญ และนี่เป็นอีกเหตุผลที่ผู้คนให้ความเชื่อมั่นต่อตลาดคริปโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการใช้งานที่แท้จริงของเหรียญรองรับอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่ตลาดเก็งกำไรที่เข้ามา ‘ซิ่งแล้วซี้’ อย่างที่นักวิเคราะห์หลายท่านเอ่ยไว้แต่อย่างใด

.

.

.

ที่มา:

https://siamblockchain.com/2021/02/02/keep-an-eye-on-3-cryptocurrency-sectors/ 

https://bitcoinaddict.org/beginner-guide-for-bitcoin-starter/ 

https://zipmex.co.th/learn/what-is-altcoin/ 

https://www.investopedia.com/terms/a/altcoin.asp 

https://siamblockchain.com/2018/10/30/is-create-crypto-hard/ 

https://coinman.co/2017/06/30/invest-ethereum/ 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...