โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่า SpO2 บอกอะไร วัดยังไง และเกี่ยวข้องอะไรกับโรคโควิด-19?

BT Beartai

อัพเดต 28 เม.ย. 2564 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 05.47 น.
ค่า SpO2 บอกอะไร วัดยังไง และเกี่ยวข้องอะไรกับโรคโควิด-19?

สิ่งที่พบมากขึ้นในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่นี้คือ ผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ แต่ปอดมีความผิดปกติ ส่งผลให้ให้ร่างกายของผู้ป่วยทรุดลงอย่างรวดเร็วจากภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน (Hypoxemia) และเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตหากได้รับการรักษาที่ไม่ทันการณ์ การสังเกตอาการตนเองด้วยการวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) จึงเป็นอีกหนึ่งการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ

ภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจนคืออะไร

ภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน (Hypoxemia) เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนในเนื้อเยื่อต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้เกิดอาการผิวหนังซีดหรือเป็นสีเขียว ไอ มีเหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว เมื่อหายใจมีเสียงหวีด หายใจถี่ หรือหายใจลำบาก มีอาการสับสนมึนงง หากปริมาณออกซิเจนในเนื้อเยื่อต่ำอย่างต่อเนื่องและสะสมเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะโคมาและเสียชีวิตได้ในที่สุด

Photo / Freepik

ปกติแล้วค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หรือค่า SpO2 ควรจะอยู่ที่ 96-99% ของความอิ่มตัวสูงสุดในเลือดขณะพัก ซึ่งค่า SpO2 ที่ลดลงเกิดได้จากหลายปัจจัย อาทิ

  • ระบบทางเดินหายใจ เช่น เกิดการอุดกั้นหรือการติดเชื้อ ทำให้พื้นที่แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนลดลง
  • ระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหัวใจ ภาวะช็อกจากสาเหตุต่าง ๆ
  • ระบบเม็ดเลือด เช่น เม็ดเลือดแดงน้อย (โรคโลหิตจาง)
  • ระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย เช่น ความผิดปกติของสมอง กล้ามเนื้อ หรือได้รับยาที่กดการหายใจ
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนเบาบาง (บนยอดเขา, บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้), ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ (เกิดการอุดกั้นในปอด)

จะเห็นได้ว่าภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจนไม่ได้เกิดจากโรคโควิด-19 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น การวัดระดับค่า SpO2 แล้วพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าคุณติดโควิด-19 หรือไม่ แต่การวัดระดับค่า SpO2 คือวิธีการหนึ่งในการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19

ค่า SpO2 เกี่ยวข้องอย่างไรกับโรคโควิด-19

นายแพทย์ริชาร์ด เอ็ม. เลอวิทาน (Dr.Richard M. Levitan) แพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน The Littleton Regional Healthcare โรงพยาบาลในรัฐนิวแฮมเชียร์ สหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยในเว็บไซต์ The New York Times ระบุว่า ผู้ป่วยหลายรายมาโรงพยาบาลด้วยภาวะที่ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 50% ซึ่งอาการดังกล่าวอาจทำให้ร่างกายถึงขั้นวิกฤต (ภาวะโคมา) แต่ผู้ป่วยยังคงเล่นโทรศัพท์มือถือราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และบอกว่า ตัวเองแค่รู้สึกไม่สบายมา 1-2 วันเท่านั้น โดยในเวลาต่อมาอาการของผู้ป่วยเหล่านี้กลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ในบทความเดียวกันของนายแพทย์เลอวิทานเรียกอาการเช่นนี้ว่า “Silent Hypoxia” หรือ ภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจนเงียบ ซึ่งมาจากสมมติฐานที่ว่า เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อออกซิเจนของระบบประสาท ทำให้สมองไม่รับรู้ถึงภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน ช่วงเวลาสำคัญของการรักษาอาจผ่านพ้นไปแล้ว ก่อนที่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์

อาการนี้ยังเป็นที่รู้จักในอีกชื่อคือ “Happy Hypoxia”

Photo / Pressfoto Freepik

ค่า SpO2 ได้รับการพูดถึงในสื่อไทยมากขึ้น จากประกาศของกรมการแพทย์ เรื่อง “แนวทางการคัดกรองผู้ป่วย COVID-19 ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564” ที่ได้แบ่งระดับอาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว คือผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจเร็ว แต่ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ
  • ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง คือผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยหอบ แต่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และภาวะเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม
  • ผู้ป่วยกลุ่มสีแดง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดบวม เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 96% หรือภาวะออกซิเจนในเลือดลดลงหลังออกแรง และผู้ป่วยที่เอกซเรย์แล้วพบว่าปอดอักเสบรุนแรง

การแบ่งกลุ่มดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ ระบบทางเดินหายใจ (การหายใจและอาการเหนื่อยหอบ)โดยผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทุกรายเมื่อเข้าสู่กระบวนการการรักษา จะได้รับการวัดค่า SpO2 ทุกวัน ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการติดตามการทำงานของปอด ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่เชื้อไวรัสจะเข้าไปโจมตีนั่นเอง

ในกรณีผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่แสดงอาการ หรือผู้ที่ได้รับคำแนะนำให้เฝ้าติดตามอาการที่บ้าน การวัดค่า SpO2 ที่เป็นตัวบ่งชี้การทำงานของปอด จะทำให้แพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถคัดกรอง และแยกกลุ่มผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของโรคได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด

การตรวจวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดหรือค่า SpO2 สามารถทำได้ 2 แบบคือ การเก็บตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดแดง และการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) โดยวิธีหลังนี้จะรู้ผลอย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้เกิดบาดแผล และไม่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ป่วย ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก

Photo / Charlykushu Pixabay

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วมีลักษณะคล้ายไม้หนีบผ้า โดยใช้ หลักการดูดกลืนแสง (Absorption) ในการตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด กล่าวคือ เมื่อแสงเดินทางผ่านฮีโมโกลบิน (Hemoglobin – โมเลกุลที่อยู่ภายในเม็ดเลือดแดง และมีหน้าที่ในการยึดจับกับออกซิเจนแล้วนำส่งไปที่ปอด) จะทำการดูดกลืนแสงไว้ แสงที่เหลืออยู่จะเดินทางผ่านทะลุไปยังอีกด้านของเครื่องวัด ทำให้สามารถอ่านค่า SpO2 ได้นั่นเอง

Photo / Wikimedia Commons

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ประชาชนสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยา ราคาแตกต่างกันไปตามวัสดุที่ใช้ในการผลิต เช่น หน้าจอแสดงผล ความจุแบตเตอรี่ แต่โดยรวมแล้วใช้หลักการเดียวกันในการตรวจวัด

ปัจจุบัน มีอุปกรณ์ไอทีที่สามารถตรวจวัดค่า SpO2 ได้ เช่น สมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอตช์ที่มีเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยใช้หลักการเดียวกับเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ซึ่งทีมงาน beartai ได้รวบรวมรายชื่ออุปกรณ์ไอทีที่สามารถตรวจวัดค่า SpO2 ได้มาให้แล้ว (อ่านต่อหน้า 2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...