โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดอาณาจักรแสนล้าน “GULF” ทำธุรกิจอะไรบ้าง

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 10.31 น. • Maratronman

ก่อนที่ Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปเจาะเบื้องลึกของบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไฟฟ้าอย่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF คงจะต้องขอย้อนหลังเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นข่าวใหญ่โตที่ทำให้ GULF กลับมาอยู่ในจอเรดาร์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และประชาขนทั่วไป ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น Wealthy Thai จะมาเล่าให้ฟัง
หลังจากที่ล่าสุด GULF หรือ “กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์” เจ้าพ่อโรงไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย ที่มีเจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งอย่าง “สารัชถ์ รัตนาวะดี” บุคคลที่รวยที่สุดในตลาดหุ้นไทย ณ ขณะนี้ ได้ทำดีลขนาดใหญ่มูลค่ามหาศาลกว่า 5.32 แสนล้านบาท
ด้วยการเข้าทำเทนเดอร์ขอซื้อหุ้นต่อจากผู้ถือหุ้นทั้งหมดใน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH และ ADVANC โดย INTUCH เป็นบริษัทโฮลดิ้ง ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งใน ADVANC หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม AIS ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออันดับหนึ่งของประเทศ
อาจจะมีคำถามว่าทำไมจะต้องใช้เงินมากถึงขนาดนั้นเลยหรือ? คำตอบคือใช่ เพราะทาง GULF จะต้องทำเทนเดอร์หุ้นทั้งหมดของ INTUCH จำนวน 81% ของหุ้นที่เหลือทั้งหมด (เพราะก่อนหน้านี้ GULFเข้าไปถือหุ้น INTUCH แล้วประมาณ 19% นั่นเอง) โดย GULF จะต้องซื้อหุ้นที่เหลือสัดส่วน 81% หรือประมาณ 2,599,631,112 หุ้น ในราคา 65บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 1.68 แสนบาท
ขณะเดียวกันทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ Chain Principleจะต้องทำเทนเดอร์หุ้น ADVANC ด้วย เพราะ INTUCH ถือหุ้นใน 40% ซึ่งทำให้ GULF จะต้องทำเทนเดอร์หุ้น ADVANC ทั้งหมด 100% คิดเป็นจำนวน 2,973,554,313 หุ้น ที่ราคา 122 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 3.62 แสนล้านบาท ประเด็นที่ทำให้ GULF เป็นที่พูดถึงในกระแสสังคมอยู่ ณ ขณะนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องนี้เป็นแน่แท้
ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาดูว่า GULF ตอนนี้ทำธุรกิจอะไรบ้าง และมีมูลค่าบริษัทใหญ่ขนาดไหนถึงกล้าที่จะก้าวข้ามเป็นเจ้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออันดับที่ 1 ของไทย ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ และเป็นอดีตภายใต้กลุ่มบริษัทชินคอร์ป
GULF เริ่มต้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 6 ธ.ค. 2560 กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค โดยประกอบธุรกิจ ถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ การลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซและพลังงานหมุนเวียน โดยให้บริการทั้งภาครัฐ (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.) และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้เรายังบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาและการก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารหลังจากเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
สำหรับ โครงสร้างธุรกิจหลักของบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า (Power generation business), ธุรกิจก๊าซ (Gas business), ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables business), ธุรกิจพลังงานน้ำ (Hydropower business), และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (Infrastructure & utilities business)เราจะพานักลงทุนไปลงลึกถึงในรายละเอียดในแต่ละหมวดธุรกิจของ GULF

ธุรกิจผลิตไฟฟ้า

เริ่มที่ธุรกิจการผลิตไฟฟ้า ซึ่ง GULFมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ สามารถผลิตและจำหน่ายไฟให้กับกฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดเล็ก มีการผลิตและจำหน่ายไฟให้กับกฟผ. ในปริมาณ 70% - 80%ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 25ปี โดยไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับกฟผ. จะกระจายผ่านเครือข่ายสายส่งทั่วประเทศของกฟผ. จากนั้นจึงจำหน่ายต่อไปยังกฟภ. และกฟน. ซึ่งเป็นผู้จ่ายไฟต่อไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ
นอกจากนี้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำเย็นให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ข้อมูลตามเว็ปไซต์ระบุว่า GULF มีโรงไฟฟ้าที่ดำเนิน 5,800 MWและอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 7,766 MW

ธุรกิจก๊าซ

ธุรกิจจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้บริษัทย่อย (Gulf LNG) เพื่อจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า SPP ในเครือ 19 โรง ในปริมาณรวม 300,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้กิจการร่วมค้า (HKH) เพื่อจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง ในปริมาณรวม 1.4 ล้านตันต่อปี
ส่วนธุรกิจสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวGulf MTP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 70.0 เป็นผู้ได้รับสิทธิพัฒนาและดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ในจังหวัดระยอง และได้รับสิทธิในการออกแบบ ก่อสร้าง และประกอบกิจการท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) โดยสามารถรองรับปริมาณการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวได้ถึง 10.8 ล้านตันต่อปี
ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อ GULF ถือหุ้น 40%ในบริษัท PTT NGD เพื่อลงทุนในการก่อสร้างระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดระยอง นอกจากนี้ ยังถือหุ้นผ่านกิจการร่วมค้า Gulf WHA MT 35%เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อจำนวน 2 โครงการ (NGD2 และ NGD4) โดยจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (eastern seaboard)

ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน

สำหรับโครงการในประเทศ กัลฟ์พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป 4 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง รวมทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 25 MW สำหรับโครงการในต่างประเทศ กัลฟ์ถือหุ้นโดยตรงในโซลาร์ฟาร์มและฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งในประเทศเวียดนาม ด้วยกำลังการผลิตรวม 246.8 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ กัลฟ์เข้าถือหุ้น 50% ในโครงการ Borkum Riffgrund II ในประเทศเยอรมนี โดยมีกำลังการผลิตรวม 464.8 MW โดยมีโรงไฟฟ้า ที่ดำเนินการ 609.2 MWอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 128 MW

ธุรกิจพลังงานน้ำ

กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนลุ่มแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามกรอบความร่วมมือ (MOU) ซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทย กับ สปป.ลาว โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำประเภท Run-of-the-river หรือ เขื่อนแบบน้ำไหลผ่านที่ไม่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยจะใช้การไหลของน้ำตามธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเท่ากับน้ำไหลออก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน

ในปี 2562 กัลฟ์ เริ่มลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในส่วนการก่อสร้างสถานีขนส่ง LNG, การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 (อาคาร F) ในส่วนการก่อสร้าง การเดินเครื่อง และการบำรุงรักษาท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์, โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) โครงการบริการเดินรถและซ่อมบำรุงมอเตอร์เวย์ระหว่างเมือง บางใหญ่ - กาญจนบุรี (M81) ในส่วนงานออกแบบและก่อสร้างงานระบบ รวมถึงบริการเดินเครื่อง บำรุงรักษา และยังมีโครงการร่วมทุนเพื่อลงทุนและดำเนินงานระบบจำหน่ายไฟฟ้าและระบบทำความเย็นสำหรับโครงการ One Bangkok ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...