โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉัตรสุมาลย์ : ภิกษุณีสงฆ์ในสังคมไทย ว่าด้วย "นรินทร์ กลึง" และ "พระบัญชา 18 มิ.ย.2471"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ก.ย 2562 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2562 เวลา 06.37 น.

บนเส้นทางภิกษุณีสงฆ์ ในประเทศไทย (1)

คําว่าภิกษุณี ไม่ใช่คำใหม่ เพราะมีอยู่ในพระไตรปิฎก แปลว่า พระผู้หญิง เรามีความเข้าใจเรื่องภิกษุอย่างไร เมื่อเป็นภิกษุณี กลับเป็นเพศหญิงเสีย เป็นผู้หญิง เท่านั้นเอง

แต่ที่ชาวไทยรู้สึกแปลก เพียงเพราะเราไม่เคยมีภิกษุณีในบริบทสังคมไทยเท่านั้นเอง

ครั้งแรกที่เราได้ยินเรื่องการบวชภิกษุณีในประเทศไทย คงจะต้องเท้าความไปถึงเรื่องราวของนรินทร์ ภาษิต และความพยายามที่นรินทร์ต้องการจะให้มีภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนให้ลูกสาวของตนออกบวช

จึงช่วยไม่ได้เลยที่การกล่าวถึงภิกษุณีครั้งนั้น ต้องอารัมภบทที่เรื่องราวของนรินทร์ ภาษิต

นรินทร์ ภาษิต เป็นคนที่มีความสามารถ เมื่อเข้ารับราชการ ได้ไต่เต้าขึ้นเป็นพระพนมสารนรินทร์ ในเวลาอันรวดเร็วเพียงวัย 35 งานที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น คือการปราบปรามโจรลักวัวควายในแถบพนมสารคาม จนกระทั่งชาวบ้านแถบนั้นชื่นชม มีศาลของพระพนมสารนรินทร์ที่ชาวบ้านกราบไหว้บูชามาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวคราวความสามารถของพระพนมสารนรินทร์ทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ถึงกับขอดูตัวพระพนมสารนรินทร์

 

ด้วยลักษณะความเป็นคนที่ทำงานเอาจริงเอาจัง และค่อนข้างคิดนอกกรอบ ในท้ายที่สุดจึงออกจากราชการ พระพนมสารนรินทร์ ชื่อตัวว่า กลึง เมื่อออกจากราชการ จึงใช้ชื่อว่า นรินทร์ แต่ชาวบ้านจะเรียกควบกันว่า นรินทร์กลึง

นรินทร์ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมาก ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางคือการทำยาดองเหล้าตรานกเขาคู่ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

เล่ากันว่า นรินทร์มีจิตวิทยาในการโปรโมตสินค้า โดยให้เจ๊กขายขวดไปตามบ้านรับซื้อขวดยาดอง เพื่อให้เห็นว่ายาดองขายดี ทำให้คนสนใจในสินค้ามากขึ้น

นรินทร์หันมาสนใจในด้านพุทธศาสนา จับกลุ่มชาวพุทธที่มีความสนใจเหมือนกันจัดตั้งเป็นสมาคมชาวพุทธที่บ้านของตนที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนนทบุรี ตอนนี้เองที่มีการศึกษาถึงความสำคัญของพุทธบริษัท 4 และเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นความรับผิดชอบของชาวพุทธทั้ง 4 กลุ่ม

นำไปสู่การพิจารณาอย่างจริงจังว่า ประเทศไทยยังขาดภิกษุณีบริษัท อาจจะพูดได้ว่า ในสังคมไทยนั้น คำว่าพุทธบริษัท 4 เพิ่งมาเป็นที่พูดคุยอย่างกว้างขวางในช่วงของนรินทร์กลึงนี้เอง

นรินทร์จัดการให้ลูกสาวสองคน คือ สาระ และจงดี ออกบวช เริ่มต้นจากการเป็นสามเณรี จนกระทั่งสาระ ลูกสาวคนโตได้บวชเป็นภิกษุณี

สถานที่บ้านริมน้ำนั้น ตั้งเป็นวัตร์นารีวงศ์ให้ภิกษุณีสงฆ์ได้พำนัก

แต่อุปสรรคในการสานงานต่ออยู่ที่การอุปสมบทนั้นคลุมเครือ ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าบวชอย่างไร บวชกับใคร

ความเข้าใจของชาวไทยและคณะสงฆ์ตอนนั้น ยืนยันว่า ต้องบวชโดยสองสงฆ์ คือภิกษุณีสงฆ์ และภิกษุสงฆ์ จึงเท่ากับเป็นการปิดประตูในการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ไปโดยปริยาย เพราะประเทศไทยไม่มีภิกษุณีสงฆ์

แม้ภิกษุที่เห็นด้วยและทำการอุปสมบทให้ก็จะมีภัยมาถึงตัว ด้วยเหตุนี้ นรินทร์จึงให้ลูกสาวทั้งสองคนให้คำมั่นสัญญาว่าจะปิดปากสนิทไม่ยอมบอกว่าใครเป็นอุปัชฌาย์ เพราะต้องการปกป้องพระภิกษุที่ให้การบวช แม้จนใน พ.ศ.2544 ที่ผู้เขียนออกบวช ในการสัมภาษณ์คุณจงดีในรายการ “ย้อนรอย” ก็ยังยืนยันว่า ไม่เปิดเผยข้อมูลนี้ ด้วยรับปากกับบิดาไว้เช่นนั้น

ผู้เขียนเองสงสัยด้วยซ้ำว่า การอุปสมบทนั้น ไม่มีพระภิกษุครบองค์สงฆ์

 

นอกจากคุณสาระและจงดีแล้ว ยังมีสตรีอย่างน้อยอีก 6 นางที่ออกบวชด้วย ทั้งที่เป็นภิกษุณีและสามเณรี ปรากฏรูปทั้ง 8 นาง หน้าปกหนังสือ เณรี 8 นาง ซึ่งเป็นหนังสือต่อต้านภิกษุณีที่ค่อนข้างหยาบคายทั้งเนื้อหาและภาษา

แม้ว่าจะถูกจับ คุณสาระติดคุกอยู่ 2-3 วัน แต่เมื่อออกมาก็ยังยืนยันเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเทาแต่ยังคงใช้ชีวิตแบบภิกษุณี จนกระทั่งถูกกลั่นแกล้งโดยปลัดเช้า สุวรรณศร ขี่ม้ามารวบเอาตัวภิกษุณีสาระขึ้นหลังม้าไป ขณะออกบิณฑบาต

เป็นข่าวครึกโครมในสังคมไทยสมัยนั้น และเป็นที่มาของจุดจบเรื่องราวความพยายามเริ่มต้นภิกษุณีสงฆ์โดยนรินทร์กลึง

ที่สำคัญการบวชของคุณสาระและจงดีนี้ จริงๆ แล้วเป็นการต่อสู้ระหว่างนรินทร์กับคณะสงฆ์

ผลที่ตามมาคือสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ออกพระบัญชา ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2471 ห้ามมิให้พระสงฆ์ไทยทำการบวชให้ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี เป็นพระบัญชาที่คณะสงฆ์ในปัจจุบันยังนำมาใช้เป็นเหตุผลอ้างไม่รับภิกษุณีสงฆ์

นรินทร์เสียชีวิตในวัย 70 กว่า แต่ขอให้ลูกหลานรักษาร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว เพื่อเป็นหมายของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของท่าน

เมื่อคุณศักดินา ฉัตรกุล ทำการศึกษาวิจัยเรื่องราวของนรินทร์ และการบวชภิกษุณีในสมัยนั้น งานวิจัยนี้ สำนักพิมพ์มติชนเป็นเจ้าภาพพิมพ์เผยแพร่ ใช้ชื่อว่า “นรินทร์กลึงคนขวางโลก” และเปิดตัวหนังสือโดยจัดงานสัมมนาที่ห้องประชุมคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง พ.ศ.2539 ผู้เขียนได้รับเชิญเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปราย คุณยายสาระมาร่วมงานด้วย ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้พบท่าน

ท่านโทรศัพท์มาหาที่คณะอีกไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เขียนดำเนินการต่อเนื่องในเรื่องภิกษุณีสงฆ์

ผู้เขียนทราบว่า ท่านเดินทางไปพบท่านภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีด้วย เพื่อให้การสนับสนุน

คุณสาระเสียชีวิตใน พ.ศ.2540 ก่อนการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทที่ได้รับการยอมรับในปีรุ่งขึ้น คือ พ.ศ.2541

 

เมื่อคุณสาระเสียชีวิตลง ท่านเป็นคนเดียวที่ตั้งใจสืบสานงานเรื่องภิกษุณีจากนรินทร์กลึงผู้บิดา ญาติพี่น้องจึงเห็นพ้องกันว่า เมื่อขาดผู้สืบทอดแล้ว ก็ควรปลงศพพร้อมกันทั้งคุณสาระ และร่างของท่านนรินทร์ที่เก็บไว้ในโลงแก้วมานาน

ถ้าจำไม่ผิด การปลงศพของทั้งสองท่านกระทำในปี พ.ศ.2541 มีผู้เข้าร่วมงานศพจำนวนมาก เพื่อระลึกถึงคุณความดีของทั้งสองท่าน

พ.ศ.2562 คณะภิกษุณีสงฆ์ย้อนรอยไปเยี่ยมคุณอุษา ลูกสาวของคุณยายสาระที่บ้านริมน้ำที่จังหวัดนนทบุรี ที่เคยเป็นที่ตั้งวัตร์นารีวงศ์ ท่านอายุ 80 แล้ว ด้วยกำลังที่ถดถอย และความจำที่พร่ามัว แต่ยินดีมากที่ได้เห็นภิกษุณีหลายสิบรูปไปเยี่ยมท่านถึงบ้าน

เห็นร่องรอยแห่งความทรุดโทรม ผู้เขียนบันทึกไว้ในบทความก่อนหน้านี้ เรื่อง ซากที่ไร้เชื้อ ต่อมาหลานของคุณยายอุษาก็ไปเยี่ยมที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีอีก รับปากว่า จะพาคุณยายอุษามาเยี่ยมภิกษุณีที่มีอยู่ปัจจุบัน

เส้นทางของภิกษุณีไทยนั้นยาวไกล เราเริ่มประทับรอยในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ.2471 จนบัดนี้ 2562 ผ่านมา 90 กว่าปีแล้วหนอ

เรารอที่จะเห็นความเป็นธรรมจากสังคม และรอความรับผิดชอบของภิกษุสงฆ์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายไว้

 

ทบทวนซ้ำถึงเหตุที่พระพุทธเจ้าระบุว่าเป็นที่มาที่พระศาสนาจะเสื่อม เมื่อพุทธบริษัท 4 ไม่เคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และไม่เคารพซึ่งกันและกัน (ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย)

ในขณะที่โลกรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงพระธรรมคำสอนกลับไปได้ช้าเหลือเกิน แม้จะเปิดพื้นที่ให้พี่น้องพุทธบริษัทพร้อมหน้ากันก็ช้า แต่กลับไปกลัวภัยจากภายนอก ภัยภายในต่างหากเล่าที่จะกัดกร่อนพระศาสนาได้อย่างแท้จริง

ในบริบทนี้ เราต้องศึกษาข้อมูลที่ห้อมล้อมกรณีอยู่ โดยใช้สมบัติ 4 ของการอุปสมบทเข้ามาเป็นเกณฑ์วัด

นั่นคือ พิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอบวช สังฆะที่ให้บวช กรรมวาจาที่ใช้ในการบวช และสถานที่ที่ให้บวชว่ามีคุณสมบัติครบหรือไม่อย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...