โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

คุณูปการและความผิดพลาดของ “เหมาเจ๋อตง” รัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของจีน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.ย 2568 เวลา 00.11 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2568 เวลา 23.54 น.
เหมาเจ๋อตง ในวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ภาพจาก BEIJING, CHINA

คุณูปการและความผิดพลาดของ “เหมาเจ๋อตง” รัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของจีน

เหมาเจ๋อตง (26 ธันวาคม ค.ศ. 1893/พ.ศ. 2436 – 9 กันยายน ค.ศ. 1976/พ.ศ. 2519) เด็กชายจากตำบลเสาซัน อำเภอเชียงถัน มณฑลหูหนัน ที่ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) เหมาเจ๋อตงเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของจีน ที่นักวิชาการศึกษาเรื่องของเขามากมาย ในจำนวนนั้นมีงานของ เชาวน์ พงษ์พิชิต-นักวิชการคนสำคัญด้านจีนศึกษาร่วมอยู่ด้วย กับผลงานที่ชื่อว่า “วิพากษ์ประธานเหมา”

วิพากษ์ประธานเหมา (สนพ.มติชน) กล่าวถึงคุณูปการและความผิดพลาดที่มอบให้กับประเทศจีน ซึ่งงานของเชาวน์ พงษ์พิชิต เล่มนี้น่าสนใจเพราะว่า

“เป็นงานศึกษาที่อิงกับข้อมูลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนค่อนข้างมาก ดังนั้น เมื่อผลงานชิ้นนี้กล่าวถึงประเด็นความผิดพลาดของเหมาเจ๋อตงด้วยแล้ว จึงนับว่าน่าสนใจไม่น้อยในอันที่เราจะใคร่รู้ว่าอะไรคือความผิดพลาดที่ว่านั้น (นอกเหนือจากคุณูปการ) และทำให้เห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีระบบการจัดเก็บ รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูลของบุคคลระดับนำของตนอย่างไรบ้าง” (วรศักดิ์ มหัทธโนบล อดีตผอ.ศูนย์จีนศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ)

ซึ่งในที่นี้ขอสรุปมานำเสนอบางส่วนดังนี้

เหมาในฐานะนักยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในด้านการทหาร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงกันข้ามกับท่าน และไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ

ในสงครามต้านการล้อมปราบครั้งที่ 1-3 และชัยชนะของการเดินทัพทางไกลในสมัยสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของความคิดวิถีทางชนบทล้อมเมืองของท่าน

ในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เหมาได้นำเสนอให้ยุติสงครามกลางเมือง ดำเนินสงครามประชาชนที่เป็นสงครามยืดเยื้อที่ถือสงครามจรยุทธ์เป็นหลัก โดยไม่ละเว้นสงครามเคลื่อนที่ในสภาพการณ์ที่เป็นผลดี ในที่สุดก็ได้มาซึ่งชัยชนะในเวลา 8 ปี

ในสงครามกลางเมืองครั้งที่ 3 ท่านดำเนินยุทธการตั้งรับเชิงบวก โดยรวบรวมกำลังที่เป็นต่อทำลายล้างข้าศึกทีละส่วน ๆ ในสถานภาพที่มีกำลังน้อยกว่าฝ่ายข้าศึกถึง 1 : 3 พอถึงระยะจะเผด็จศึก เหมาเรียกร้องให้กองทัพสนามทุกกองทัพต้องกล้าตัดสินใจเข้าชิงจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ ที่มีแนวป้องกันที่มั่นคง กล้าทำสงครามทำลายล้างขนานใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน กล้าทำลายกลุ่มทัพขนาดใหญ่ของก๊กมินตั๋ง สิ่งที่ติดตามมาคือชัยชนะใน 3 ยุทธการ เหลียวเงิน หวยไห่ และผิงจิน ผลก็คือทำลายข้าศึกได้ถึง 1,540,000 คน ภายในเวลา 142 วัน และสิ้นสุดลงที่ยุทธการบุกข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง บนแนวรบยาวถึง 1,000 ลี้ (500 กิโลเมตร) ทำลายข้าศึกได้ถึง 420,000 คน ภายในเวลา 42 วัน

ท้ายสุดในสงครามต่อต้านสหรัฐเพื่อช่วยเหลือเกาหลีเหนือ ยุทธศาสตร์ของเหมา คือรวบรวมกำลังที่เป็นต่อ ตัดขบวนทัพข้าศึกเป็นตอน ๆ แล้วโอบล้อมทำลายเสีย ยุทธการครั้งแรก จีนใช้เวลา 13 วัน ทำลายข้าศึก 15,000 คน ยุทธการครั้งที่ 2 ใช้เวลาหนึ่งเดือน ทำลายข้าศึก 36,000 คน ขับไล่กองทัพ “สหประชาชาติ” ไปถึงใต้เส้นขนาน 38 ในดินแดนของเกาหลีใต้ รบกันแค่ 2 ยก จีนและเกาหลีเหนือสามารถเปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับเป็นฝ่ายรุก ยุทธการครั้งที่ 3 เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1950 กองทัพจีนและเกาหลีเหนือบุกทะลวงแนวต้านกว้าง 200 กิโลเมตร ลึก 15-20 กิโลเมตร ของข้าศึก เข้ายึดกรุงโซลเมื่อวันที่ 4 และเข้ายึดอินชอนได้เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1951 กองทัพสหประชาชาติต้องไปตั้งแนวป้องกันที่เส้นขนาน 37

ยุทธการครั้งที่ 4 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1951 ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติเป็นฝ่ายรุก ฝ่ายจีนและเกาหลีเหนือเป็นฝ่ายตั้งรับเชิงบวก ถอนออกจากกรุงโซล กลับไปตั้งรับทางเหนือของเส้นขนาน 38 ยุทธการครั้งที่ 4 นี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1951 ใช้เวลา 87 วัน ทำลายข้าศึก 78,000 คน ฝ่ายจีนและเกาหลีเหนือเริ่มต้น ยุทธการครั้งที่ 5 วันที่ 22 เมษายนถึงวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1951 โดยเปลี่ยนไปใช้ยุทธวิธีเล็มกินข้าศึกทีละ 1-2 กองพัน รวมแล้วสามารถทำลายข้าศึกได้มากถึง 42,000 คน ยังผลให้แนวรบยืนอยู่ตรงเส้นขนาน 38 สงครามสู่ขั้นยันกัน บีบบังคับให้ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติต้องยอมเจรจาสงบศึกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1951

นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1950 กองอาสาสมัครจีนเริ่มยุทธการครั้งที่ 1 ถึงวันที่ 10 มิถุนายนสิ้นสุดยุทธการครั้งที่ 5 ใช้เวลาแค่ 7 เดือนครึ่ง ทำลายข้าศึก 230,000 คน กองทัพสหประชาชาติที่มีสหรัฐเป็นผู้นำต้องเปลี่ยนผู้บัญชาการถึง 3 คน ในที่สุดก็ต้องยอมเข้าร่วมโต๊ะเจรจาสงบศึกกับจีนและเกาหลีเหนือ

จากที่ประมวลมาข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า เหมามีความคิดยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นเพียงใด แน่นอนแผนยุทธศาสตร์จะยอดเยี่ยมสักเพียงใดก็ตาม ยังต้องผ่านนายและพลทหารจำนวนนับล้านนับแสนไปดำเนินปฏิบัติการในยุทธการและในการรบที่เป็นรูปธรรมอย่างถูกต้อง จึงจะสามารถได้มาซึ่งชัยชนะ แต่อย่างไรก็ตาม การชี้นำทางยุทธศาสตร์ย่อมมีความสำคัญที่จะชี้ขาดว่า สงครามครั้งนั้นจะได้รับชัยชนะหรือประสบความปราชัย

ยุทธศาสตร์ในมิติทางการเมืองและมิติทางเศรษฐกิจ เหมาแบ่งการปฏิวัติของจีนออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ การปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ และการปฏิวัติสังคมนิยมนั้นน่าจะถูกต้องและเหมาะสม

นับแต่เหมามีฐานะเป็นผู้นำที่มีอำนาจเต็มใน พคจ. เมื่อ ค.ศ. 1935 เป็นต้นมา ในสมัยสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 2 เหมาเริ่มปฏิเสธการชี้นำที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสากลที่ 3 แสวงหาวิถีทางสู่ความสำเร็จโดยพึ่งลำแข้งตนเอง นี่เป็นเงื่อนไขที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เหมาจะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองของตนเองอย่างเป็นอิสระ

ขั้นแรกสุดก็คือ การก่อตั้งแนวร่วมแห่งชาติต่อต้านญี่ปุ่น ตั้งแต่ ค.ศ. 1935 ผ่านการแก้ปัญหากรณีที่อันเร่งรัดให้เกิดความร่วมมือครั้งที่ 2 กับพรรคก๊กมินตั้ง อาศัยสงครามประชาชาติขยายกำลังทางกองทัพและฐานที่มั่นต่อต้านญี่ปุ่น ขยายกระบวนการรักชาติรักประชาธิปไตยเรียกร้องให้ก่อตั้งรัฐบาลร่วมในเขตก๊กมินตั๋งปกครอง ผลก็คือสร้างพันธมิตรในกลุ่มบุคคลที่รักชาติรักประชาธิปไตยได้เป็นจำนวนมาก

เมื่อจีนชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น กำลังฝ่าย พคจ. เติบใหญ่ถึงขนาดปกครองเขตปลดปล่อยซึ่งมีเนื้อที่ 1,000,000 ตารางกิโลเมตร ที่มีประชากรถึง 100 ล้านคน มีกองทัพ 1,200,000 คน และทหารบ้าน 2,200,000 คน ถึงเวลานี้ พรรคก๊กมินตั๋งทั้งภายใต้ความสนับสนุนของสหรัฐก็ต้องหาทางขจัดกำลัง พคจ. ที่เปรียบเสมือนหนามยอกให้จงได้ ในที่สุดสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 3 ก็เกิดขึ้น เหมานอกจากวางแผนยุทธศาสตร์ทางการทหารเพื่อพิชิตข้าศึกในสมรภูมิแล้ว ยังได้เปิดแนวรบที่ 2 ก่อกระบวนการรักชาติรักประชาธิปไตยที่ท่านได้วางพื้นฐานเอาไว้ตั้งแต่ปลายสมัยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น แล้วพัฒนาให้กลายเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยประชาชน

เพื่อให้แนวร่วมประชาธิปไตยประชาชนมีฐานรองรับที่มั่นคง เหมายังได้อาศัยประสบการณ์ที่ได้มาจากสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 2 ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในเขตปลดปล่อยใหม่ในที่ดินจากชนชั้นเจ้าที่ดินมาแบ่งปันให้ชาวนาผู้ไร้ที่ดินหรือมีที่ดินน้อยไม่พอทำกิน เพื่อปลุกใจให้ชาวนาเข้าร่วมสงครามปกปักรักษาที่ดินซึ่งเพิ่งได้รับมา แม้การปฏิรูปที่ดินในสมัยสงครามต่อต้านสหรัฐเพื่อช่วยเหลือเกาหลีก็เกิดบทบาทคล้ายคลึงกัน ชาวนา 300 ล้านคนสลัดเครื่องพันธนาการที่ผูกมัดพวกเขาให้มีชีวิตเยี่ยงทาสมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ฯลฯ เป็นเวลาหลายพันปีต่างก็สนับสนุน พคจ. จับปืนสู่สนามรบภายใต้คำขวัญ “รักษาบ้าน ป้องกันประเทศ”

แต่น่าเสียดายที่เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสร้างสรรค์ประเทศ ท่านเหินห่างจากแนวทางยุทธศาสตร์ที่ท่านกำหนดนี้ไกลออกไปทุกที นับตั้งแต่การปฏิรูประบอบกรรมสิทธิ์เอกชน ในด้านเกษตรกรรมจากกลุ่มช่วยเหลือกันและกันสู่สหกรณ์การผลิตเกษตรกรรมระดับสูง ในด้านหัตถกรรมจากกลุ่มการผลิตหัตถกรรมสู่สหกรณ์การผลิตหัตถกรรม ในด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทุนนิยม จากรูปแบบทุนนิยมรัฐขั้นต้นและขั้นกลาง ที่ถือการแปรรูปสินค้าตามใบสั่งจากรัฐเป็นหลัก สู่การร่วมประกอบการระหว่างสาธารณะกับเอกชน ใช้เวลาแค่ 5-6 ปี ติดตามมาด้วยการรณรงค์ต่อต้านฝ่ายขวา ปัญญาชนและบุคคลผู้รักชาติประชาธิปไตยถูกเล่นงานอย่างผิด ๆ เป็นจำนวนมาก ต่อด้วยการก้าวกระโดดใหญ่ และขบวนการคอมมูนในชนบทใน ค.ศ. 1958

ด้วยความปรารถนาที่จะเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้แข็งแกร่งทัดเทียมกับมหาอำนาจทั้งหลายในโลก จะได้รอดพ้นปากเหยี่ยวปากเสือที่คอยตะครุบจีนอยู่รอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสหภาพโซเวียตที่ท่านเห็นว่าเป็นพวกลัทธิแก้ที่เปลี่ยนสีแปรธาตุไปแล้ว ยังผลให้เศรษฐกิจของชาติประสบความเสียหายอย่างหนักหน่วง ผ่านการฟื้นฟูที่เริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 1960-65 พอเข้า ค.ศ. 1966 เหมาก่อการปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรม-ยุควิปโยคนานถึง 10 ปี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและต่อต้านลัทธิแก้ที่ท่านเห็นว่ากำลังจะครอบงำพรรคของท่าน

เหมาในฐานะนักทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพราะว่าท่านเป็นองค์หลักในการสรุปความเจนจัดจากการปฏิวัติแห่งการรณรงค์เพื่อภารกิจปลดแอกประชาชาติ และสร้างสรรค์สังคมนิยมแห่งประเทศจีนให้เป็นระบบในนามของความคิดเหมา

งานเขียนทางทฤษฎีของเหมามีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ประกอบลัทธิมาร์กซ์ทั้ง 3 ส่วนคือ เศรษฐศาสตร์การเมือง ปรัชญาสสารนิยมวิภาษ และวิภาษวิธีสสารนิยม และทฤษฎีว่าด้วยสังคมนิยม ในจำนวนนี้เด่นเป็นพิเศษคือ ผลงานทางปรัชญา ได้แก่ ว่าด้วยการปฏิบัติ อันเป็นทฤษฎีว่าด้วยการรับรู้ของลัทธิมาร์กซ์ และ ว่าด้วยความขัดแย้ง อันเป็นทฤษฎีว่าด้วยกฎมูลฐานของวิภาษวิธี ซึ่งบทนิพนธ์ ทั้ง 2 เล่มนี้ เหมาตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1937 โดยที่ท่านก็นำเอาทฤษฎีดังกล่าวไปชี้นำการปฏิบัติแห่งการปฏิวัติของท่านเอง จนประสบผลสำเร็จทางมิติการทหาร การเมือง และการเศรษฐกิจ แต่ทว่าท่านก็ต้องประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติแห่งการปฏิวัติในเรื่องใหญ่ ๆ หลายครั้ง เพราะท่านฝ่าฝืนหลักปรัชญาที่ท่านพัฒนาด้วยตัวท่านเอง

ถ้ากระนั้นเพราะเหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งในตัวท่านถึงขนาดนี้เล่า?

คำตอบคือท่านเน้นการริเริ่มทางอัตวิสัย (Subjective initiative) หรืออัตวิริยภาพแต่ประการเดียว ละเลยไปว่าอัตวิริยภาพจะสัมฤทธิผล ต้องอยู่ในเงื่อนไขทางภววิสัยที่เอื้ออำนวย ซึ่งก็คือยังต้องเน้นการเคารพต่อกฎเกณฑ์ทางภววิสัย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าท่านเคยประสบผลสำเร็จในการพิชิตความลำบากยากยิ่งมาแล้วด้วยอัตวิริยภาพของท่านนับครั้งไม่ถ้วน เริ่มต้นแต่การปลุกระดมกรรมกร ชาวนา นักศึกษา ขับไล่เจ้าเหิงธี จนถึงไล่ตีกองทัพสหรัฐและพันธมิตรหนีเตลิดเปิดเปิงกลับลงไปอยู่ฟากใต้ของเส้นขนาน 38 ในสงครามเกาหลี แต่ทั้งนี้ยังต้องมีเงื่อนไขภววิสัยอำนวยกลับกันเมื่อท่านตั้งดัชนีการผลิตเหล็กกล้าให้ไล่ทันอังกฤษภายใน 15 ปี ผลผลิตที่ออกมาส่วนไม่น้อยกลายเป็นเหล็กฟองน้ำที่ใช้การไม่ได้ ก็เพราะความปรารถนาดีของท่านนั้นฝ่าฝืนกฎภววิสัย

การที่ท่านดำเนินการปฏิรูประบอบกรรมสิทธิ์เอกชนให้เป็นระบอบกรรมสิทธิ์สาธารณะ ด้วยวิธีการรวบรัดตัดตอนจากระบอบเศรษฐกิจกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาใช้เวลาแค่ 5-6 ปีให้บรรลุสังคมนิยมเต็มรูป กระทั่งภาคภูมิใจว่าอาจก้าวไปถึงสังคมคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ ซึ่งไม่เพียงฝ่าฝืนกฎภววิสัยโดยเน้นอัตวิริยภาพมากเกินไปเท่านั้น หากยังขัดกับกฎการพัฒนาของสรรพสิ่งหมายจะตัดทอนขั้นตอนการผันแปรทางปริมาณ เร่งรัดให้เข้าสู่ขั้นตอนการผันแปรทางคุณภาพก่อนที่เงื่อนไขจะอำนวย ผู้นำรุ่นต่อจากท่านจึงต้องมีการถอยกลับไปอนุญาตให้ฟื้นคืนและพัฒนาระบอบกรรมสิทธิ์ทุกรูปแบบในนามของเศรษฐกิจการตลาดเป็นการชดเชย โดยประกาศว่าจีนยังอยู่ในขั้นตอนสังคมนิยมขั้นต้น

การที่ท่านประกาศถล่มกองบัญชาการของท่านเองในการปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรม ก็เพราะว่าท่านเชื่อในกฎ 1 แยกเป็น 2 ที่ถือว่าเป็นหลักมูลฐานของทฤษฎีว่าด้วยความขัดแย้ง โดยสำคัญว่าในศูนย์กลาง พคจ. เองได้เกิดมีกลุ่มลัทธิแก้ที่เป็นตัวแทนชนชั้นกระฎุมพีขึ้นมา แล้วจึงได้ข้อสรุปว่าการต่อสู้ทางชนชั้นยังดำรงอยู่ภายใต้เผด็จอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพ ดังนั้น ความขัดแย้งที่ท่านประเมินมาแต่แรกว่าเป็นการแยกตัวภายในหมู่ประชาชนนั้นก็กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเรากับศัตรู

เพราะฉะนั้น การก่อความรุนแรงของเรดการ์ดก็เลยเป็นที่ยอมรับของท่านว่า “ก่อกบฏมีเหตุผล” โดยคิดจะอาศัยพวกเด็กวัยรุ่น “สั่งสอนพวกผู้นำรุ่นแก่เฒ่าที่ติดลัทธิขุนนาง (แปลเป็นไทยก็ว่าติดนิสัยเจ้านาย)สักหน่อย ไม่นึกว่าจะเกิดไหม้เกรียมไปเลย” เพราะไฟแรงไปหน่อย ทั้งนี้ ก็เพราะท่านละเลยหลักทฤษฎีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมวลชนกับวีรชน พอมวลชนที่เป็นวัยรุ่นยังขาดประสบการณ์ทางการเมืองลุกฮือขึ้นมาเป็นสิบ ๆ ล้านชั่วพริบตาเดียว ในจำนวนนี้มีทั้งคนดีและคนชั่ว

เมื่อท่านควบคุมขบวนการที่สลับซับซ้อนนี้ไม่อยู่ กระแสอนาธิปไตยและความปั่นป่วนก็เกิดขึ้น มิตรสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสิบปีที่มิได้ล้มลงในสนามเพลาะด้วยลูกกระสุนและดาบปลายปืนของข้าศึก กลับถูกพวกก่อกบฏทรมานล้มลงไปทีละคน ๆ จนท่านรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายหาทางออกไม่พบ

และแล้วจุดอ่อนเหล่านี้มาจากไหน อธิบายได้อย่างไรว่านักทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้กลับสะดุดเท้าตัวเองล้มอย่างจั๋งหนับนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมมาทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งที่หลายท่านระบุว่าท่านเป็นเผด็จการนั้น น่าจะเป็นท่วงทำนองเหลือเดนที่ตกค้างมาจากระบบหัวหน้าครอบครัววงศ์ตระกูล Patriarchal Clan System ที่สืบทอดกันมาหลายพันปีโดยที่ท่านคิดว่าตัวเองมีทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จะสั่งสอน กระทั่งลงโทษลูกหลานและน้อง ๆ ที่ไม่อยู่ในโอวาท ดุจเดียวกันกับที่คุณพ่อทำกับท่าน และท่านเคยต่อต้านมาแล้วในวัยเยาว์และวัยหนุ่มประการหนึ่ง

ประการที่สอง ระบบจัดตั้งของ พคจ. ก็มีจุดอ่อนอันเนื่องจากเพิ่งผ่านสงคราม 27 ปีมาหยก ๆ เคยชินกับระบบทหารที่เน้นการรวมศูนย์มากกว่าประชาธิปไตย นั่นแหละคือเหตุผลที่ผู้นำระดับรอง ๆ ทั้งหลายไม่สามารถยับยั้งสิ่งที่ท่านทำผิดเพี้ยนจากระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์อันเป็นหลักการจัดตั้งของ พคจ. ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเองโดนกันและเจ็บตัวกันแทบทุกคน กระทั่งบางคนต้องถึงแก่ชีวิต

ประการที่สาม มวลชนชาวจีนบูชาศรัทธาท่านสูงมาก โดยที่มีความซาบซึ้งในคุณงามความดีของท่านจึงสนับสนุนการกระทำทุกอย่างของท่านทั้งที่ถูกและที่ผิด

สุดท้ายสุขภาพและอายุของท่านก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านตัดสินใจผิด ๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรม ช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน

นี่ก็คือโศกนาฏกรรมของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่กอบกู้ประเทศชาติจากภยันตรายที่ใกล้จะถูกลบชื่อออกจากแผนที่โลก โดยถูกฝูงแร้งแห่งจักรวรรดินิยมรุมทึ้งนานนับร้อยปี และนำพาประชาชนจีนไปต่อสู้จนรอดพ้นจากภาวะที่ถูกเหล่าขุนศึกทั้งหลายทำลายจนบ้านแตกสาแหรกขาด ให้ลืมตาอ้าปากกับเขาได้ ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้ปิตุภูมิยืนตระหง่านในสากลโลก เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุข แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยท่านเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จนหมดลมหายใจไปพร้อมความห่วงกังวลในอนาคตของประเทศชาติและประชาชนที่ท่านรักยิ่งชีวิต

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุณูปการและความผิดพลาดของ “เหมาเจ๋อตง” รัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของจีน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...