โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ทวี บุณยเกตุ" เป็นนายกฯ 17 วัน นอกจากเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว ทำอะไรอีกบ้าง ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ก.ย 2568 เวลา 23.57 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 23.30 น.
นายทวี บุณยเกตุุ (ภาพจาก ศิลปวัฒธธรรม ฉบับสิงหาคม 2561)

เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงจากการยอมจำนนของญี่ปุ่นในวันที่ 15 สิงหาคม 2488 วันรุ่งขึ้น นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีพระบรมราชโองการประกาศสันติภาพ อันมีใจความว่าคำประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เนื่องจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามไม่ครบถ้วน และประชาชนมิได้เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนั้นของรัฐบาล โดยมี นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ จึงกราบถวายบังคมลาออกตามมารยาททางการเมือง

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะภารกิจสำคัญคือ การเจรจาเพื่อยุติสถานะสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุด

ทุกฝ่ายเห็นควรมอบภาระนี้ให้แก่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในวงการเมืองระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากไม่สามารถรอให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย โดยปล่อยให้ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศได้ จึงจำต้องมีคณะรัฐบาลใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ตระเตรียมการต่างๆ และบริหารประเทศเป็นการ “ชั่วคราว” ไปพลางก่อน

ในการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลชั่วคราว มีการพิจารณาความเหมาะสมจากบุคคลที่เป็นแกนนำสำคัญอยู่หลายคน ในที่สุดทุกฝ่ายร่วมกันตัดสินใจสนับสนุนให้ นายทวี บุณยเกตุ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่างรับรู้ว่าเป็นเพียง “ชั่วคราว” ไม่กี่วันเท่านั้น เหตุผลหลักที่ทำให้นายปรีดี สนับสนุนการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายทวีจากการศึกษาของ วิจิตร วิชัยสาร เกิดจาก[47]

1. นายปรีดีต้องการให้มีบุคคลที่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้หลายคน มิใช่เป็นตำแหน่งที่ผูกขาดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง

2. นายปรีดีไม่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง ด้วยเกรงข้อครหาว่าต้องการล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงต้องการช่วยเหลือรัฐบาลอยู่เบื้องหลังมากกว่า

3. นายปรีดีและแกนนำเสรีไทยที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่างมีความเห็นว่านายทวีเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมมากที่สุด (ในเวลานั้น) เนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

3.1 นายทวีเป็นสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนที่จบการศึกษาจากฝรั่งเศสและได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมงานปฏิวัติมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคณะ จวบจนก่อการปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หลังจากนั้นก็ได้ร่วมงานในตำแหน่งสำคัญมาโดยลำดับ

3.2 นายทวีมีประสบการณ์สำคัญที่เหมาะสมยิ่งกว่าผู้อื่นคือ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในสมัยรัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ ชุดที่ 1 นายทวี ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการแทนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรักษาการเลขาธิการคณะรัฐมนตรี การปฏิบัติงานที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้นายทวีเป็นผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการประสานงานกับบุคคลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

3.3 เหตุผลที่น่าจะมีความสำคัญมากที่สุดคือ ฐานะของนายทวี ในขบวนการเสรีไทยนั้น นายทวีเป็นแกนนำที่นายปรีดีไว้วางใจให้ทำงานอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่หลังจากที่นายทวีขัดแย้งกับ จอมพล ป. ถึงขั้นลาออกจากตำแหน่ง การทำงานร่วมกันระหว่างนายปรีดี นายทวีกับคณะเสรีไทยและฝ่ายสัมพันธมิตร จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับในความเหมาะสมของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายทวีในช่วงเวลานี้ ดังที่นายปรีดีกล่าวว่า “เลือกเอาผู้ที่เขา [หมายถึงสัมพันธมิตร – ผู้เขียน]รู้จักดี แล้วก็รู้อยู่ว่า อยู่เพียง 9-10 วันเท่านั้น”[48]

ทวี บุณยเกตุ กับภารกิจ “นายกรัฐมนตรี 17 วัน”

รัฐบาล ทวี บุณยเกตุ (31 สิงหาคม-17 กันยายน 2488) จึงเป็นรัฐบาลชุดเสรีไทยที่มีนายปรีดีเป็น “ผู้จัดการ” อยู่เบื้องหลัง ผู้กลั่นกรองว่าควรจะให้ใครดำรงตำแหน่งอะไรบ้าง[49] รัฐบาลชุดนี้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมการทุกอย่างไปสู่การเจรจายุติสถานะสงครามกับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และต้องแสดงออกถึงการให้ความร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติ รัฐบาลจึงต้องดำเนินการหลายด้านดังนี้

1. ด้านการต่างประเทศ รัฐบาลนายทวีดำเนินการปิดสถานทูตแมนจูกั๊วะ ถอนทหารออกจากเชียงตุง เมืองพาน ในภูมิภาคฉาน เพื่อลดการเผชิญหน้ากับจีน ส่งมอบดินแดนทั้งหลายที่เคยได้รับระหว่างสงครามกลับคืนแก่เจ้าของเดิม ได้แก่ คืน 4 รัฐมาลัย (ไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ตรังกานู) และสหรัฐไทยเดิม (เชียงตุง เมืองพาน ในภูมิภาคฉาน) แก่อังกฤษ และส่งมอบดินแดน 4 จังหวัดอินโดจีน (ไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ พระตะบอง หรือจังหวัดลานช้าง นครจำปาศักดิ์ พิบูลสงคราม พระตะบอง) รวมทั้งเกาะแก่งทั้งหลายในแม่น้ำโขงกลับคืนแก่ฝรั่งเศส ยกเลิกประกาศทุกฉบับที่ลงนามกับญี่ปุ่น ส่งคณะผู้แทนรัฐบาลไทยเดินทางไปเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรที่เมืองแคนดี เพื่อเจรจาเบื้องต้นเกี่ยวกับการทหาร

ผลจากการเจรจาครั้งแรกนี้ทำให้ฝ่ายไทยตระหนักว่าการเจรจาเพื่อยุติสถานะสงครามกับอังกฤษจะมิได้ดำเนินไปโดยง่าย และให้การต้อนรับคณะนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่เดินทางเข้ามาสำรวจความเสียหายและเจรจาเกี่ยวกับการยอมจำนนของทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยซึ่งรวมถึงคณะของ พลเรือเอก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรประจำเอเชียอาคเนย์ด้วย

2. ด้านภายในประเทศ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการเจรจาเพื่อยุติสถานะสงคราม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการหลายอย่าง อาทิ เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ไทย-Thailand” กลับมาใช้คำเดิมว่า “สยาม-Siam” ยุบตำแหน่ง “ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” เพื่อลดชื่อเสียงเกียรติภูมิของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

ครั้นเมื่อ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว นายทวีได้นำคณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อเปิดทางให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เข้าจัดตั้งรัฐบาลตามที่ตกลงกันไว้ (19 กันยายน-15 ตุลาคม 2488) โดยนายทวียังคงได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและยังคงเป็นตัวแทนของนายปรีดีในการผลักดันเรื่องสำคัญต่างๆ อาทิ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.อาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 เพื่อดำเนินการเอาผิดกับ จอมพล ป. และคณะ[50]

นายทวีจะมาปรากฏชื่ออีกครั้งในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการในสมัยรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ (24 มีนาคม-23 สิงหาคม 2489) แต่หลังจากนายปรีดีลาออกแล้ว นายทวีไม่ยอมรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกโดยให้เหตุผลว่าสภาพของการเมืองระหว่างนั้น (2488-90) เต็มไปด้วยความสกปรกที่เกิดจากการแตกแยกของกลุ่มการเมือง ทั้งกลุ่มของ นายควง อภัยวงศ์ กลุ่มของ นายปรีดี พนมยงค์ และ พล.ร.ต. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งมีวิธีการแข่งขันที่ไม่ถูกต้องนานารูปแบบ ทำให้เขาต้องการถอยตัวออกมาทั้งๆ ที่ได้รับการทาบทามจากทุกกลุ่มให้เข้าร่วมพร้อมข้อเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม[51]

ทวี บุณยเกตุ ลี้ภัยที่ปีนัง

ภายหลังรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหารเปิดทางให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง นายทวีจึงเป็นบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่มักจะได้รับการทาบทามจากกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านคณะรัฐประหารให้เข้ารับตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อาทิ พล.ต. เนตร เขมะโยธิน ได้ทาบทามให้นายทวีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[52]

นายทวีจึงถูกคณะรัฐประหารจับกุมในข้อหากบฏเสนาธิการในคืนวันที่ 30 กันยายน 2491 หลังจากได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในวันที่ 11 พฤศจิกายนแล้ว นายทวีจึงตัดสินใจเดินทางไปขอลี้ภัยที่ปีนัง โดยให้เหตุผลว่าถูกขู่ว่าถ้าไม่หนีออกไปนอกประเทศจะฆ่าให้ตาย[53]

ระหว่างที่นายทวีใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ที่ปีนัง พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ชักชวนให้นายทวีเข้าร่วมยึดอำนาจอีกครั้งในเหตุการณ์ที่ภายหลังเรียกว่ากบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์ 2492) ซึ่งทำให้นายทวีมีรายชื่ออยู่ในฐานะ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ในรัฐบาลของฝ่ายกบฏที่มี นายดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี

นายทวีจึงเป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกคณะรัฐประหารส่งโทรเลขลวงให้กลับมาประเทศไทย แบบเดียวกับที่นายทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งหลบหนีมาอยู่ที่ปีนังได้รับเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากนายทวีอยู่นอกเมืองจึงมาขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ต้องรอเดินทางในวันรุ่งขึ้น นายทวีจึงรอดพ้นจากการถูกจับกุมและไม่ถูกคณะรัฐประหารฆ่าล้างเอาชีวิตแบบเดียวกับ นายทองเปลว ชลภูมิ และนักการเมืองฝ่ายสนับสนุน นายปรีดี พนมยงค์ คนอื่นๆ[54] แต่การข่มขู่คุกคามนี้คงจะมีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้นายทวีต้องกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่บำเพ็ญตนให้ “เงียบ” ที่สุดตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ที่ปีนัง จนสื่อมวลชนตั้งสมญานามว่าเป็น “นายกรัฐมนตรี 17 วันที่โลกลืม”[55]

เมื่อ ทวี บุณยเกตุ กลับบ้าน กับภารกิจสุดท้าย “สภาร่างรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511”

นายทวีเดินทางกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยอีกครั้งหลังจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงครามสิ้นสุดอำนาจลงจากการรัฐประหารวันที่ 15 กันยายน 2500 และด้วยชื่อเสียงเกียรติภูมิ นายทวีจึงได้รับการทาบทามจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้เข้าร่วมในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” ลำดับที่ 76 ในจำนวน 240 คน ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็น “รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 2”[56] รองจาก พลเอก สุทธิ์ สุทธิสารรณกร ประธานสภาฯ และ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ รองประธานสภาฯ คนที่ 1

แต่เนื่องจาก นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกา สภาฯ จึงลงมติให้นายทวีเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 1” แทน และต่อมาเมื่อ พลเอก สุทธิ์ สุทธิสารรณกร ถึงแก่อสัญกรรม สภาฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายทวีดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ นายทวีจึงได้ใช้เวลาในช่วงบั้นปลายของชีวิตผลักดันให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และเป็นผู้นำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย[57]

ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายในหลายประเด็น แต่ความสำเร็จประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นจากการเร่งรัดเอาจริงเอาจังของนายทวี ดังคำกล่าวของวิญญูชน (นามแฝง) แห่งสำนักพิมพ์ประชาธิปไตยที่กล่าวว่า “เหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วคงจะเป็นเพราะนายทวี บุณยเกตุ รองประธานฯ ซึ่งทำการแทนประธาน ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งขอร้องไม่ให้สมาชิกลุกจากที่ เพราะจะทำให้ขาดองค์ประชุม การกระทำครั้งนี้ย่อมจะได้รับการสรรเสริญจากประชาชนทั่วไป”[58]

จากนักปฏิวัติหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเมืองกรีนยอง ประเทศฝรั่งเศส จนถึงบั้นปลายแห่งชีวิต นายทวี บุณยเกตุ จึงได้รับการยกย่องเสมอว่า “เป็นสุภาพบุรุษที่เอาการเอางานและพูดจาเป็นงานเป็นการ แต่ภายในวงการเมืองก็ได้มีความเคารพยำเกรงและให้ความเชื่อถือในความซื่อสัตย์”[59]

การศึกษาชีวิต แนวคิด บทบาทของบุคคล กลุ่มบุคคลและความเป็นไปของสังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับการศึกษาวิจัยมาโดยตลอด เพราะเป็นช่วงเวลาที่คณะราษฎรต้องใช้อำนาจตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งดำเนินไปท่ามกลางการบุกรุกของกองทัพญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อันมีผลทำให้แกนนำคณะราษฎร นักการเมือง ตลอดจนราษฎรทั้งหลาย จำต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

การมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน มีแนวคิดต่อสถานะของสงคราม มียุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่แตกต่างกัน จึงเป็นที่มาของความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตามมาด้วยการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบ และการเอาคืน จนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของระบบการเมืองไทยตลอดทศวรรษ 2480-90

ถ้าหากในอนาคตมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น สามารถนำอัตชีวประวัติส่วนตัวของนายทวีที่ท่านเรียกว่า “ชั่วชีวิตของข้าพเจ้า” อันเป็นบันทึกที่นายทวีเขียนขึ้นแต่ยังไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่มาใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม มีการใช้หลักฐานร่วมสมัยจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา

หรือแม้แต่การศึกษาแนวคิดและบทบาทของบุคคลร่วมสมัยคนอื่นๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กันในแต่ละช่วงเวลา คงจะทำให้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[47] วิจิตร วิชัยสาร. “รัฐบาลไทยสมัยนายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี (31 สิงหาคม-16 กันยายน 2488)”. น. 72-73.

[48] สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร. “บทบาททางการเมืองของนายควง อภัยวงศ์ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึง 2491”. น. 206.

[49] ไทยน้อย. 10 นายกรัฐมนตรี. น. 488-490.

[50] สุพจน์ ด่านตระกูล. “บทนำ,” ใน คำให้การต่อศาลอาชญากรสงคราม : เอกสารประวัติศาสตร์. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง 100 ปีชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน. 2545), น. 22.

[51] Jayanta Kumar Ray “Nai Thawee Bunyaketu,” pp. 114-121.

[52] Ibid., p. 123.

[53] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งที่สอง (พ.ศ. 2491-2500). พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : พีเพรส, 2550), น. 153-174.

[54] สัมภาษณ์ นายวิลาส โอสถานนท์ วันที่ 8 มีนาคม 2532 อ้างถึงใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งที่สอง (พ.ศ. 2491-2500). น. 192. และ Jayanta Kumar Ray. “Nai Thawee Bunyaketu,” p. 121.

[55] ไทยน้อย. 10 นายกรัฐมนตรี. น. 494.

[56] ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. รัฐสภาไทยในรอบ 42 ปี. น. 922-926, 957, 949-983.

[57] ก/ป1/2511/15 การถึงแก่อนิจกรรมของ พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการแต่งตั้ง นายทวี บุณยเกตุ ประธานสภาฯ คนใหม่ (18 เม.ย. 2511-10 พ.ค. 2511)

[58] ก/ป1/2511/5 การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2511 (1 ม.ค. 2511-29 มิ.ย. 2511)

[59] สิริ เปรมจิตต์. ประวัติศาสตร์ไทยในระบอบประชาธิปไตย 30 ปี. (พระนคร : เขษมบรรณกิจ, 2505), น. 307.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “นายทวี บุณยเกตุ นายกรัฐมนตรี 17 วัน : เพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย” เขียนโดย พีรยา มหากิตติคุณ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2561 โดยต้นฉบับเป็นบทความที่ปรับปรุงจากรายงานวิจัยเรื่องประวัติและผลงานของนายกรัฐมนตรี นายทวี บุณยเกตุ (2556) ได้รับเงินทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักนายกรัฐมนตรีและควบคุมโครงการวิจัย (นายกรัฐมนตรีรวม 27 ท่าน) โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กันยายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทวี บุณยเกตุ” เป็นนายกฯ 17 วัน นอกจากเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว ทำอะไรอีกบ้าง ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...