โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"แมนๆ กินเนื้อกัน" เมื่อผู้ชายครอบครองสมดุลแห่งอำนาจผ่านการกินเนื้อสัตว์

The MATTER

อัพเดต 24 ส.ค. 2560 เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2560 เวลา 10.11 น. • Byte

“สตรีมักยากที่จะจัดการ หากท่านปล่อยให้พวกเขาอยู่ใกล้ชิดเกินไป สตรีของท่านจะกลายเป็นคนไม่เชื่อฟัง แต่หากท่านเว้นระยะห่างเกินไป สตรีของท่านจะขุ่นเคืองใจ นำความลำบากให้อีก”

ขงจื้อ : คัมภีร์หลุนอวี่ ว่าด้วยการครองเรือน

แม้ขงจื้อจะไม่ได้ประดิษฐ์ความลำเอียงทางเพศ พอๆ กับการเป็นต้นแบบการปกครองปิตาธิปไตย ที่แน่ๆ เขาเองก็ไม่ใช่ 'ออริจินัล' เมื่อความเข้มข้นทางอำนาจของสังคมชายเป็นใหญ่ ล้วนอัดแน่นตั้งแต่มนุษย์บุกเบิกสังคมผ่านอาหารการกิน โดยเฉพาะ 'เนื้อ'  แหล่งอาหารสำคัญที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ ที่ต้องแลกมาด้วยอีกชีวิต จำเป็นต้องใช้พละกำลังเพื่อเข้าถึง ทำให้ความเป็นชายถูกนำเสนอผ่านการบริโภคเนื้อมาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งหลักฐานดังกล่าวอาจหาคำตอบได้จากโครงกระดูกของบรรพบุรุษมนุษย์นี้เอง

แม้จะผ่านกาลเวลาอย่างยาวนานกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่และยุคสำริด  ยังมีเนื้อเยื่อและคอลลาเจนสะสมอยู่ จากการศึกษาโครงกระดูกมนุษย์ 175 รายที่ขุดพบในประเทศจีน ด้วยวิทยาศาสตร์ปัจจุบันทำให้พิสูจน์หาค่าคาร์บอน จนสามารถระบุได้ว่า มนุษย์โบราณเหล่านี้บริโภคอะไรเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะร่องรอยของ 'ไนโตรเจน' ที่พอจะสืบทราบได้ว่า เมนูสำคัญสำหรับพวกเขามีเนื้อสัตว์รวมอยู่ด้วยไหม

ในจีนช่วงยุคหินใหม่หรือเมื่อ 10,000 ปีก่อน มนุษย์เพศหญิงและเพศชายล้วนบริโภคเนื้อกับธัญพืช (ส่วนใหญ่เป็นข้าวฟ่าง) ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมมนุษย์ก้าวสู่กสิกรรมครั้งบุกเบิก ผู้หญิงและผู้ชายมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตอาหาร ทำให้ทั้งสองเพศบริโภคอาหารที่ค่อนข้างเท่าเทียมกัน  แต่เมื่อสิ้นสุดยุคหินใหม่ เข้าสู่ยุคสำริดในประเทศจีน (ราว 20,000 - 1,700 ก่อนคริสตกาล) มนุษย์เริ่มปลูกข้าวสาลีแทนข้าวฟ่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้ลายเซ็นคาร์บอนในกระดูกเปลี่ยนแปลงไป

จากการวิเคราะห์ทางสรีระวิทยาพบว่าในช่วง 771 – 221 ก่อนคริสตกาล ผู้ชายยังกินเนื้อและข้าวฟ่างอยู่ แต่ผู้หญิงมีร่องรอยการกินเนื้อลดลง และถูกแทนที่ด้วยข้าวสาลีจนเป็นอาหารหลัก กระดูกผู้หญิงจึงบ่งบอกอาการโรคกระดูกพรุนและมีสัญญาณภาวะทุพโภชนาการในวัยเด็ก หรือหมายความว่า เด็กผู้หญิงในช่วงปฐมวัยได้รับการปฏิบัติที่ด้อยกว่าเด็กชายพอสมควรเมื่อเข้าสู่ยุคสำริด

นักมานุษยวิทยาบางคนมีทฤษฎีว่า ผู้ชายครอบครองสมดุลแห่งอำนาจอย่างชัดเจน เมื่อพวกเขาทำความรู้จักกับ ข้าวสาลี โค และบรอนซ์ ซึ่งเป็นทรัพยากรใหม่แกะกล่อง ที่สามารถสะสมเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งได้ เปิดโอกาสให้ผู้ชายได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของและมีอำนาจอย่างชอบธรรมในการปราบปรามผู้หญิง ส่วนความรุนแรงเองก็เป็นเครื่องมือยอดนิยมเช่นกัน

ในช่วงปลายยุคสำริดของจีนเต็มไปด้วยความร้อนแรงของสงคราม จนถูกเรียกว่า 'ยุครณรัฐ' (Warring States) เป็นสงครามรวมชาติของจิ๋นซีฮ่องเต้ครั้งสำคัญสุดของจีน เกิดขึ้นเมื่อ 230 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพยายามรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งแต่ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ ความยิ่งใหญ่จากการรวมชาติจะเกิดไม่ได้หากขาดกองทัพและกำลังทหาร

ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ชาติตระกูลนักรบเป็นศักดิ์พิเศษในสังคม อันเป็นความทะเยอทะยานของราชวงศ์จีนโบราณในการรวมใจผู้ชายที่กระหายจะควบคุมทรัพยากรใหม่ๆ ไว้ด้วยกัน ผู้หญิงจึงต้องถูกจัดระเบียบ รับผลพลอยได้จากทรัพยากรที่ด้อยกว่าและคงที่ ดังนั้นข้าวสาลีจึงเหมาะสมกับผู้หญิง ส่วนเนื้อสัตว์มักถูกส่งไปยังส่วนกลางเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนเลี้ยงดูกองทัพ

อำนาจความเป็นชายและเนื้อสัตว์ยังส่งอิทธิพลในศตวรรษที่ 20 เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบังคับใช้กฎหมายลดการบริโภคเนื้อในภาคประชาชน (ทั้งในกลุ่มประเทศตะวันตกและเอเชีย) เนื้อสัตว์จะถูกปันไปยังกองทัพ ทำให้ผู้หญิง เด็ก มักอยู่คู่กับความหิวโหย และกลายเป็นภาพจดจำในหน้าประวัติศาสตร์โลกมากกว่า

แม้แต่อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เองก็ยังเป็นธุรกิจที่ถูกครอบงำด้วยผู้ชายส่วนใหญ่ ข้อมูลจาก Meatingplace.com สำรวจบริษัทเนื้อวัวชั้นนำ 8 แห่ง มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ผู้หญิงนั่งตำแหน่งบริหาร เช่นเดียวกับธุรกิจยาและเทคโนโลยี ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมาคุมบังเหียนมากนัก ส่วนในมุมมองสุขภาพเอง ผู้ชายก็เป็นกลุ่มที่บริโภคโปรตีนเนื้อสัตว์ที่มากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่า ราว 110 กรัม จากที่แนะนำ 56 กรัม โดยเฉพาะเนื้อแดง (Red Meat) เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง มะเร็ง โรคหัวใจ โรคตับ

อนาคตอาหารคลื่นลูกใหม่จากกระแส 'เนื้อหลอดแก้ว' In Vitro meat (IVM) กำลังตื่นตัวอย่างมากในต่างประเทศ เมนูเนื้อสัตว์ยุคต่อไปจะเป็นเนื้อสัตว์ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองน่าจะแพร่หลายในระดับอุตสาหกรรมภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้านี้ ความตระหนักถึงมลภาวะสารตกค้างจากการใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์ ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคเร่งให้เกิดธุรกิจเนื้อ IVM ที่มากกว่าเดิม

'ก็น่าลองนะ' คนส่วนใหญ่ราว 65 เปอร์เซ็นต์ และมักเป็นผู้ชาย อยากลองเนื้อหลอดแก้ว แต่เพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่คิดว่าจะเปลี่ยนจากบริโภคเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาเป็นเนื้อจากห้องทดลองอย่างถาวร แต่มีประเด็นน่าสนใจคือ มีคนราว 4 เปอร์เซ็นต์ อยากลองเนื้อ IVM ที่เป็น ม้า สุนัข หรือแม้กระทั่งแมว (แม้จะไม่มีใครมีโครงการทำเนื้อเหล่านี้ก็ตาม)

แม้ว่าการกินเนื้อมักแสดงออกถึง 'ความแมน' และชายชาตรี แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากอยากกินเนื้อ IVM และมีทัศนคติเชิงบวก ในขณะผู้หญิงยังไม่มั่นใจนัก

หาก 'เนื้อ' ปลูกได้ราวข้าวสาลีเฉกเช่นครั้งที่เราค้นพบองค์ความรู้กสิกรรม ความเป็นชายเองจะลื่นไหลอยู่ไหม

การทบทวนความหมายของ 'ความเป็นชาย' ยังทำให้เห็นว่า เพศชาย/ผู้ชาย/ความเป็นชาย ไม่ได้ดำรงอยู่เป็นด้านตรงข้ามกับ เพศหญิง/ผู้หญิง/ความเป็นหญิงเสมอไป ตามสมมติฐานของทฤษฎีเพศศาสตร์และบทบาททางเพศ  ความเป็นชายเองก็เป็นสิ่งที่ซับซ้อนอยู่มาก

การบริโภคเนื้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายทุกคนจะประสบความสำเร็จในการเข้าถึงอำนาจทางสังคม ดังนั้น 'ความเป็นชาย' จึงไม่ได้เท่ากับการมีอำนาจ หากแต่ความเป็นชายเป็นพื้นที่ที่ผู้ชายรวมทั้งผู้หญิงจากชนชั้นต่างๆ เข้ามาบริหารตัวตนภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 'ความเป็นชาย' ว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ไร้เอกภาพและพร้อมที่จะเปลี่ยนสภาพได้ตลอดเวลา เราจะเห็น 'ความเป็นชาย' ที่ไม่ผูกติดกับเพศชายและผู้ชายแล้ว  รวมทั้งไม่ผูกติดกับอุดมการณ์แบบรักต่างเพศและระบบปิตาธิปไตยอีกต่อไป และอาจจะไม่ผูกติดกับเนื้อสัตว์อีก

ความลื่นไหลทางเพศกับรสนิยมอาหารในปัจจุบันไปไกลมากกว่ายุคหินใหม่หรือยุคสำริดมาก

แม้คุณจะแคร์ความเป็นชายหรือไม่ก็ตาม เนื้อยังเป็นอาหารเลิศรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่กินบ้างตามโอกาสและสถานภาพของกระเป๋าตังค์

อ้างอิงข้อมูลจาก

Protein Consumption and Bone Fractures in Women

Shifting diets and the rise of male-biased inequality on the Central Plains of China during Eastern Zhou

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...