โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ใช้พริกไทยกำจัดศัตรูพืช ได้ผลดี - ไม่มีสารตกค้าง

รักบ้านเกิด

อัพเดต 21 ม.ค. 2564 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 04.03 น. • รักบ้านเกิด.คอม

พริกไทย เป็นทั้งอาหารและเครื่องเทศและพืชสมุนไพร ส่วนใหญ่ที่พบตามตลาดจะมี 2 ชนิดคือ พริกไทยดำ และ
พริกไทยขาว สารสำคัญที่พบในพริกไทยแก่ สารรสเผ็ด คือ chavicine และสารที่มีกลิ่นฉุนและเผ็ดร้อนคือ piperic acid นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอมจะพบที่เปลือกผลและรสเผ็ดฉุนพบที่เมล็ด

Plant/7686_1.jpg

การนำพริกไทยมาใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูพืชนั้น ส่วนมากจะทำโดยการนำเมล็ดไปหมักด้วย เหล้าขาว ให้ท่วมประมาณ 3-4 เซนติเมตร จากนั้นกรองเอาน้ำยา ไปฉีดพ่นยุงและแมลงวัน หลังจากฉีดพ่น 3 ชั่วโมง พบยุงตาย 60% และแมลงวันตาย 80% หรือด้วยการนำเมล็ดพริกไปหมักกับน้ำ ในสัดส่วน พริกไทย 1 ส่วนต่อน้ำ 2 ส่วน หมักไว้ 24 ชั่วโมง จึงกรองเอาส่วนของสารละลายไปฉีดพ่นที่แปลงผัก
หลังการฉีดพ่น พบว่ามีหนอนกระทู้ผักตาย 30-40% นอกจากนี้ยังนำเอาเมล็ดพริกไทยแห้งป่นให้ละเอียด 2 ส่วนแล้วคลุกเมล็ดถั่วเขียว สามารถยับยั้งการวางไข่ของด้วงถั่วได้มากถึง 70-80%

 

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับพริกไทยที่กรมวิชาการเกษตรศึกษาอยู่นั้น มีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ซาราวัค พันธุ์บราซิล พันธุ์ซีลอน พันธุ์มาเลเซีย พันธุ์จันทบุรี และพันธุ์ปะเหลียน ซึ่งแต่ละพันธุ์จะให้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์กับแมลงแตกต่างกัน แหล่งปลูกและอายุการเก็บเกี่ยวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์กับแมลงแตกต่างกันด้วย ส่วนพันธุ์อื่น ๆ เช่น พันธุ์ซีลอน มาเลเซีย จันทบุรี และปะเหลียน พบ Piperine อยู่ในช่วง 0.19-6.8% พริกไทยพันธุ์ลูกผสมพบปริมาณ Piperine มากกว่าพันธุ์แท้
จากการสกัดเศษพริกไทยดำและขาวออกมาเป็น Alkaloid และน้ำมันหอมระเหย (volatile oils) แล้วนำสารสกัดทั้ง 2 ชนิดมาผสมเป็นสูตรในรูปของเหลว แล้วหยดลงบนกระดาษเซลลูโลสที่ใช้เป็นเหยื่อ หลังจากนั้นใส่ลงไปในขวดปากกว้างให้ด้วงข้าวโพดที่อยู่ในข้าวสารกิน พบว่า สามารถป้องกันกำจัด ด้วงงวงข้าวโพดในข้าวสาร
ได้ระดับหนึ่ง และเมื่อทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์ต่อมาจำนวนด้วงงวงไม่ได้เพิ่มปริมาณมากเท่ากับชุดควบคุม แสดงว่าไข่อาจถูกทำลายบางส่วนทำให้ด้วงฟักออกมาเป็นตัวอ่อนไม่ได้ แต่เมื่อทิ้งไว้ต่อมาปริมาณด้วงงวงไม่แตกต่างจากชุดควบคุม เห็นได้ว่าความเป็นพิษของเศษพริกไทยมีน้อยมาก สามารถป้องกันกำจัดได้ระดับหนึ่งภายใน 2-3 สัปดาห์เท่านั้น
ไม่เป็นอันตรายเมื่อใช้ป้องกันกำจัดด้วงงวงข้าวโพดในข้าวสาร หลังจากนั้นสามารถนำข้าวสารมาหุงกินได้อย่างปลอดภัย และเป็นการประหยัดเงินในการซื้อหา เพราะเป็นของเหลือใช้ แต่กลับนำมาทำประโยชน์ได้ใหม่

 

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำให้นำสารสกัดจากพริกไทยมาป้องกันกำจัด มด เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนผีเสื้อ ด้วงปีกแข็ง หนอนเจาะกะหล่ำปลี ด้วงงวงข้าว ฯลฯ โดยเกษตรกรสามารถทำได้เองดังนี้

1. บดพริกไทย 100 กรัม
2. นำพริกไทยที่บดแล้วมาผสมน้ำ 1 ลิตร คนเป็นครั้งคราว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
3. กรองเอาน้ำออก ด้วยผ้าบาง ๆ
4. เติมน้ำลงไปอีก 1 ลิตร
5. ก่อนใช้ให้ผสมสารจับใบ เช่น ผงซักฟอก หรือแชมพูลงไป 1 หยด แล้วเขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นทุก 7 วัน
 

ทั้งนี้ จะสามารถลดปริมาณของมด เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนผีเสื้อ ด้วงปีกแข็ง หนอนเจาะกะหล่ำปลี ด้วงงวงข้าว แต่ต้องไม่ใช่ช่วงที่มีการระบาดรุนแรง สามารถนำไปใช้สลับกับสารเคมีได้

 

สำหรับแนวทางในการลดปัญหาศัตรูพืชมีหลากหลายวิธี เช่น การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและเหมาะสม การใช้กฎหมายบังคับ การใช้พันธุ์พืชต้านทานศัตรูพืช การเขตกรรมและระบบปลูกพืชหมุนเวียน การควบคุมโดยวิธีกล (เช่น การใช้กับดักแมลง สีและไฟล่อแมลง) การใช้วิธีการอื่น ๆ (เช่น การทำให้แมลงเป็นหมัน) การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี เช่น การใช้จุลินทรีย์ควบคุมแมลงศัตรูพืช การใช้ตัวห้ำ และตัวเบียน และการใช้สารสกัดจากพืชตามธรรมชาติ (plant extract) ซึ่งการนำสารสกัดมาควบคุมศัตรูพืชได้รับความสนใจมากขึ้น

 

เนื่องจากไม่มีฤทธิ์ตกค้างที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเป้าหมายและควรใช้สารฆ่าแมลงจากพืช กับแมลงในบ้านเรือน ในเกษตรอินทรีย์ ในแหล่งที่มีแมลงศัตรูพืชต้านทานต่อสารเคมี ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค.

ภาพประกอบ : www.dailynews.co.th
------------------------ ------------------------
ที่มา :
"รายงานพิเศษ ใน ข่าวเกษตร".เดลินิวส์.(ออนไลน์).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...