โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Reimagine ครั้งใหญ่เมื่อ SCB ไม่เท่ากับธนาคาร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.ย 2564 เวลา 09.38 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2564 เวลา 09.38 น.

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น “ยานแม่” ภายใต้ชื่อ SCBX (เอสซีบี เอกซ์)  SCBX  คำว่า  X แสดงถึงการยกกำลังหรือเพิ่มกำลัง (Exponential) เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้ เป็นการจินตนาการใหม่ ( Reimagine) ว่า SCB จะไม่เท่ากับธนาคารในความหมายเดิมอีก แต่จะแปลงสภาพกลายเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารที่แข็งแรงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และจะขยายเข้าสู่ธุรกิจการเงินส่วนบุคคลที่มีการเติบโตสูงที่ธนาคารไม่สามารถตอบสนองได้ โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ และระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้

“ในปี 2025 ความคาดหวังของ SCB  คือ การสามารถสร้างมูลค่าของบริษัทจากธุรกิจใหม่ให้มีขนาดที่มีนัยยะสำคัญนอกเหนือจากผลกำไรพื้นฐานและความมั่นคงของธุรกิจธนาคารหลัก  ซึ่งรวมถึงการสร้างฐานลูกค้าระดับภูมิภาคในระบบให้ได้ถึง 200 ล้านคน มีมูลค่าตลาด (Market Cap )1 ล้านล้านบาท  ผ่าน การขยายธุรกิจใหม่ออกสู่ต่างประเทศ และการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยี (technology platform) ขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และหลังจาก 3 ปีนี้ SCB จะไม่เท่ากับธนาคารอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจการเงินและแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยี(technology platform} ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ของผู้บริโภคและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในระดับโลกได้อย่างทัดเทียม เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นทดแทนธุรกิจธนาคารที่อาจจะมีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที”

ทำไมต้องปรับโครงสร้าง SCB X

บริบทของธุรกรรมทางการเงินในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม (Universal Banking) จึงมีข้อจำกัดในการแข่งขัน ส่งผลให้ธุรกิจการเงินในรูปแบบใหม่ ภายใต้ธนาคารไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว การปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการเงินในช่วงนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการประกอบธุรกิจของธนาคารในอนาคต เพื่อให้เช้ากับวิถีธุรกิจใหม่และกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวสูงสุดของธุรกิจการเงินและธนาคาร ในการนี้ ธนาคารเล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจในหลาย ๆ ด้านทั้งภายในและภายนอกธนาคาร ธนาคารจึงมีแผนที่จะปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของธนาคาร โดยจะดำเนินการให้มีการจัดตั้ง SCBX เพื่อเป็นบริษัทใหญ่ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงิน และมีบทบาทในการกำหนด นโยบายกำกับดูแลและบริหารจัดการกลุ่มธุกิจการเงินให้เกิดความสอดคล้องในด้านยุทธศาสตร์โดยรวม ตลอดจนบริหารจัดการการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ด้วย

แผน Share Swap ปรับโครงสร้าง

กลุ่มธุรกิจทางการเงินไทยพาณิชย์ โดยธนาคารได้ดำเนินการให้มีการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด คือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX ) (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า บริษัท ไทยพาณิชย์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในวันที่ 15 พ.ย. 2564 เพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company)

โดยภายหลังจากที่แผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นได้รับการอนุญาตเบื้องต้นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่แล้ว SCBX จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารจากผู้ถือหุ้นของธนาคาร

 โดยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ในอัตราการแลกหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX (ณ ปัจจุบัน หุ้นบุริมสิทธิของธนาคารมีสิทธิเป็นอย่างเดียวกับหุ้นสามัญของธนาคาร

ทั้งนี้ ในการทำคำเสนอซื้อดังกล่าว SCBX จะยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ หากจำนวนหุ้นที่มีผู้แสดงเจตนาขายมีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร และกายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารเสร็จสิ้น หลักทรัพย์ของ SCBX จะ เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหลักทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันเดียวกัน ทั้งนี้ ธนาคารจะดำเนินการให้ SCBX ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์เดียวกันกับธนาคาร (คือ SCB)  นอกจากนี้จะโอนหุ้นในบริษัทย่อย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ให้แก่ SCBX หรือบริษัทย่อยของ SCB X

อย่างไรก็มีจะมีการขออนุญาตจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคาร การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของธนาคารให้แก่ SCBx และผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ ภายหลัง จากการแลกหุ้นระหว่างธนาคารและ SCBX โดยมีผู้แสดงเจตนาแลกหุ้นของธนาคารให้แก่ SCBX ในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร และหุ้นของ SCBx ได้เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหุ้นของธนาคาร จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนการจ่ายเงินปันผลดังกล่าว ตามประกาศนโยบายและหนังสือเวียนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินปันผลของธนาคารพาณิชย์

ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นหากไม่แลกหุ้น SCB ไปเป็น SCB X

ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารเลือกที่จะนำหุ้นของธนาคาร ไปแลกกับหุ้นของ SCBX ตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น การแลกหุ้นดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของธนาคาร เนื่องจากผู้ถือหุ้นของธนาคารจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของ SCBX ซึ่งจะประกอบธุกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding) โดยถือหุ้นใน

ธนาคารและถือหุ้นในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ

ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารเลือกที่จะไม่แลกหุ้นของธนาคารกับหุ้นของ SCBX ผู้ถือหุ้นดังกล่าวจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารต่อไป และอาจได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของธนาคาร รวมทั้งจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากหุ้นของธนาคารจะถูกเพิกถอนจากตลาด

หลักทรัพย์ฯ และจะไม่สามารถรับรู้ผลการดำเนินงานจากธุรกิจที่ SCBX ได้รับโอนจากธนาคาร รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ในอนาคต (หากมี) นอกจากนั้น ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะได้รับข่าวสารของธนาคารลดลง และจะมีความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบการควบคุมบริหารธนาคารของ SCBX ได้อีกด้วย

“ส่วนลูกค้าที่มีบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบในการปรับโครงสร้างบริหารครั้งนี้”

โครงสร้างธุรกิจใหม่

ข้อดีของโครงสร้างใหม่ SCBX

  • เพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจการเงินอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความแข็งแกร่งให้กลุ่มไทยพาณิชย์ โดยยังคงไว้ซึ่งกรอบการดำเนินธุรกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการอย่างเป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และภายใต้การกำกับดูแลของ SCBX รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของกลุ่มไทยพาณิชย์ ในระยะยาว

  • เพิ่มความชัดเจนในการทำธุรกิจ ให้สามารถขยายและพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค ด้วยการตั้งทีมบริหารจัดการที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระในการวางกลยุทธ์และตัดสินใจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเชิงธุรกิจ

  • เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความชำนาญตรงตามความต้องการของธุรกิจ โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะและเหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ

  • เพื่อให้มีการแบ่งแยกการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างชัดเจนโดยสามารถจำกัดความเสี่ยงและผลกระทบจากการดำเนินงานในการลงทุนในบริษัทใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น ให้อยู่ ภายใต้ SCBX และไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจหลักภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

นักวิเคราะห์ชี้แบงก์ปรับตัวรับการแข่งขัน

หลัง SCB ปรับโครงสร้างสู่เทคคอมพานี

บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ระบุว่า SCB ปรับโครงสร้างองค์กรมาเป็น holding company ผ่านวิธี share swap กับ SCBX (จัดตั้งใหม่) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ การบริหารเงินทุนและเพิ่มมูลค่า เราชอบแผนธุรกิจนี้เพราะเห็น upside จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่มี PBV สูง

ทั้งนี้ SCB ประกาศปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่โดยจะเอาตัวเองเป็น  financial holding group โดยจะเปลี่ยนจาก  SCB  เป็น SCBX โดยมีแผนจะดึงธุรกิจภายใต้แบงก์ที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในระยะข้างหน้าอีกด้วย อย่าง Card X, Auto X และ SCBS ที่มุ่งจะทำ Digital asset เพิ่มเติมเป็นต้น ทั้งนี้เราคาดว่าประโยชน์ที่จะได้คือความยืดหยุ่นในการบริหารงาน, การใช้เงินทุนที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและอาจหนุน ROE เพิ่มขึ้นในระยะยาว รวมถึงการ  unlock value บริษัทลูกที่อยู่ภายใต้แบงก์ในอนาคต ดังนั้นเราชอบแผนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ โดยคาดว่าบริษัทจะสามารถ outperform กลุ่มได้ในระยะข้างหน้า ขณะที่การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดกลางขนาดเล็กที่ทำธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต, สินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อจำนำทะเบียนที่อาจถูกกดดันจากการที่มีรายใหญ่เข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแผนการปรับโครงสร้างโดยตั้ง SCBX เป็นบริษัทโฮลดิ้งและเพิกถอนหุ้นด้วย SCBX แบบหุ้นต่อหุ้น 1:1โดยจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 15พ.ย. โดยจะมีการโอนเงินครั้งเดียวมูลค่า 7หมื่นล้านบาทจาก SCB ไปยัง SCBX สำหรับการโอนธุรกิจสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (70%หรือ 4.9หมื่น ลบ.) และการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสำหรับ SCBX (30%หรือ 2.1หลื่น ลบ.) คาดว่า SCBX จะจ่ายเงินปันผลพิเศษ 5.1-6.2บาท/หุ้นในไตรมาส 2/65ภายใต้ SCBX

ทั้งนี้ ภายใต้ SCBX จะแบ่งธุรกิจเป็นสองกลุ่ม (cash cow และ growth) โดย Cash cow มีการเติบโตที่มั่นคง ความเสี่ยงต่ำ ROE ต่ำ เช่น ธุรกิจธนาคารและการบริหารสินทรัพย์ ซึ่งคิดเป็น 85%ของรายได้ทั้งหมด อีกกลุ่มหนึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงและ ROE สูง ซึ่งคิดเป็น 15%ของกำไรส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสินเชื่อและหลักทรัพย์ที่ไม่มีหลักประกัน ผู้บริหารตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้ 150%และธุรกิจที่เติบโตจะมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของรายได้ทั้งหมดภายในปี 69

นอกจากนี้แผน 5ปี ผู้บริหารตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 200ล้านคนด้วยการร่วมพันธมิตรเชิงรุกและการควบรวมกิจการ จากลูกค้า 40-50ล้านคน ในปัจจุบัน และยังตั้งเป้าหมายมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มากกว่า 1ล้านล้านบาท (รวมถึงการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทย่อยและสตาร์ทอัพยูนิคอร์น)

SCBX ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลเทคโนโลยี โดยมีแผนจะเสนอขายหุ้น IPO บริษัท CardX (บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล), Auto X (สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์), SCB Securities (พร้อมบริการสินทรัพย์ดิจิทัล) MONIX และ SCB ABACUS (สินเชื่อดิจิทัล) ใน 3-5ปีข้างหน้า

พร้อมกันนี้ SCB ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ ADVANC เพื่อจัดตั้ง AISCB ด้วยทุนจดทะเบียน 600ล้านบาท เพื่อให้บริการสินเชื่อดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ธนาคารยังได้จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนมูลค่า 600-800ล้านเหรียญสหรัฐกับกลุ่มซีพี เพื่อลงทุนในธุรกิจ Fin tech เช่น บล็อกเชนและ Decentralized Finance (DeFi) คือระบบการเงินรูปแบบใหม่ด้วย

บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ปัจจุบันมองแนะนำการลงทุนในหุ้น SCB จากการแนวทางการเปิดเมืองของประเทศไทยที่จะเข้ามาช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่าทุกๆธนาคารจะมีการฟื้นตัวเช่นกัน โดย SCB มีปัจจัยเร่งจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ และการลดค่าใช้จ่ายอื่นๆทำให้เลือกเป็น Top Buy ในกลุ่มแบงก์

นอกจากนี้ยังชอบในแนวคิดการปรับโครงสร้าง โดยมีเหตุผลหลักคือ ความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านฟินเทคที่กฎระเบียบต่างๆ ยังคงพัฒนาอยู่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากบริษัทในเครือผ่านการ IPO ที่คาดการแยกธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันน่าจะนำไปสู่การประเมินมูลค่าที่ดีขึ้น

โดยการจัดตั้งบริษัทลูกหลายบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายในระยะสั้น และกดดันแนวโน้มกำไรในช่วงดังกล่าว การแยกธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกันอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเนื่องจากการดำเนินการซ้ำซ้อน แต่ประเด็นต้นทุนส่วนนี้จะค่อยๆ หมดไป หลังบริษัทลูกเริ่มสร้างรายได้ คาดกำไรในอนาคตจะเพิ่มขึ้นจากกำไรที่คาดว่าจะได้รับจากการ IPO หุ้นในเครือ

บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ข่าวการประกาศปรับโครงสร้างของ SCB ถือเป็นข่าวบวกต่อ SCB โดยตรง และอาจทำให้ธนาคารอื่นๆต้องเร่งปรับตัวตาม รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่อาจถูกแข่งขันจาก SCB ในอนาคตด้วย

บล.ทรีนีตี้ มองว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าว ปัจจัยที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจะมาจากการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่เป็น Growth Business แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศเป้าหมายทางการเงินของแต่ละธุรกิจย่อย (ซึ่งบางส่วนเพิ่งเริ่มจัดตั้ง) แต่เราเห็นโอกาสในการเติบโตที่ดีมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...