Reimagine ครั้งใหญ่เมื่อ SCB ไม่เท่ากับธนาคาร
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น “ยานแม่” ภายใต้ชื่อ SCBX (เอสซีบี เอกซ์) SCBX คำว่า X แสดงถึงการยกกำลังหรือเพิ่มกำลัง (Exponential) เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้ เป็นการจินตนาการใหม่ ( Reimagine) ว่า SCB จะไม่เท่ากับธนาคารในความหมายเดิมอีก แต่จะแปลงสภาพกลายเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารที่แข็งแรงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และจะขยายเข้าสู่ธุรกิจการเงินส่วนบุคคลที่มีการเติบโตสูงที่ธนาคารไม่สามารถตอบสนองได้ โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ และระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้
“ในปี 2025 ความคาดหวังของ SCB คือ การสามารถสร้างมูลค่าของบริษัทจากธุรกิจใหม่ให้มีขนาดที่มีนัยยะสำคัญนอกเหนือจากผลกำไรพื้นฐานและความมั่นคงของธุรกิจธนาคารหลัก ซึ่งรวมถึงการสร้างฐานลูกค้าระดับภูมิภาคในระบบให้ได้ถึง 200 ล้านคน มีมูลค่าตลาด (Market Cap )1 ล้านล้านบาท ผ่าน การขยายธุรกิจใหม่ออกสู่ต่างประเทศ และการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยี (technology platform) ขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และหลังจาก 3 ปีนี้ SCB จะไม่เท่ากับธนาคารอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจการเงินและแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยี(technology platform} ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ของผู้บริโภคและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในระดับโลกได้อย่างทัดเทียม เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นทดแทนธุรกิจธนาคารที่อาจจะมีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที”
ทำไมต้องปรับโครงสร้าง SCB X
บริบทของธุรกรรมทางการเงินในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม (Universal Banking) จึงมีข้อจำกัดในการแข่งขัน ส่งผลให้ธุรกิจการเงินในรูปแบบใหม่ ภายใต้ธนาคารไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว การปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการเงินในช่วงนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการประกอบธุรกิจของธนาคารในอนาคต เพื่อให้เช้ากับวิถีธุรกิจใหม่และกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวสูงสุดของธุรกิจการเงินและธนาคาร ในการนี้ ธนาคารเล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจในหลาย ๆ ด้านทั้งภายในและภายนอกธนาคาร ธนาคารจึงมีแผนที่จะปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของธนาคาร โดยจะดำเนินการให้มีการจัดตั้ง SCBX เพื่อเป็นบริษัทใหญ่ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงิน และมีบทบาทในการกำหนด นโยบายกำกับดูแลและบริหารจัดการกลุ่มธุกิจการเงินให้เกิดความสอดคล้องในด้านยุทธศาสตร์โดยรวม ตลอดจนบริหารจัดการการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ด้วย
แผน Share Swap ปรับโครงสร้าง
กลุ่มธุรกิจทางการเงินไทยพาณิชย์ โดยธนาคารได้ดำเนินการให้มีการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด คือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX ) (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า บริษัท ไทยพาณิชย์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในวันที่ 15 พ.ย. 2564 เพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company)
โดยภายหลังจากที่แผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นได้รับการอนุญาตเบื้องต้นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่แล้ว SCBX จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารจากผู้ถือหุ้นของธนาคาร
โดยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ในอัตราการแลกหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX (ณ ปัจจุบัน หุ้นบุริมสิทธิของธนาคารมีสิทธิเป็นอย่างเดียวกับหุ้นสามัญของธนาคาร
ทั้งนี้ ในการทำคำเสนอซื้อดังกล่าว SCBX จะยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ หากจำนวนหุ้นที่มีผู้แสดงเจตนาขายมีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร และกายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารเสร็จสิ้น หลักทรัพย์ของ SCBX จะ เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหลักทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันเดียวกัน ทั้งนี้ ธนาคารจะดำเนินการให้ SCBX ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์เดียวกันกับธนาคาร (คือ SCB) นอกจากนี้จะโอนหุ้นในบริษัทย่อย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ให้แก่ SCBX หรือบริษัทย่อยของ SCB X
อย่างไรก็มีจะมีการขออนุญาตจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคาร การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของธนาคารให้แก่ SCBx และผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ ภายหลัง จากการแลกหุ้นระหว่างธนาคารและ SCBX โดยมีผู้แสดงเจตนาแลกหุ้นของธนาคารให้แก่ SCBX ในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร และหุ้นของ SCBx ได้เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหุ้นของธนาคาร จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนการจ่ายเงินปันผลดังกล่าว ตามประกาศนโยบายและหนังสือเวียนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินปันผลของธนาคารพาณิชย์
ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นหากไม่แลกหุ้น SCB ไปเป็น SCB X
ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารเลือกที่จะนำหุ้นของธนาคาร ไปแลกกับหุ้นของ SCBX ตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น การแลกหุ้นดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของธนาคาร เนื่องจากผู้ถือหุ้นของธนาคารจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของ SCBX ซึ่งจะประกอบธุกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding) โดยถือหุ้นใน
ธนาคารและถือหุ้นในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ
ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารเลือกที่จะไม่แลกหุ้นของธนาคารกับหุ้นของ SCBX ผู้ถือหุ้นดังกล่าวจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารต่อไป และอาจได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของธนาคาร รวมทั้งจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากหุ้นของธนาคารจะถูกเพิกถอนจากตลาด
หลักทรัพย์ฯ และจะไม่สามารถรับรู้ผลการดำเนินงานจากธุรกิจที่ SCBX ได้รับโอนจากธนาคาร รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ในอนาคต (หากมี) นอกจากนั้น ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะได้รับข่าวสารของธนาคารลดลง และจะมีความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบการควบคุมบริหารธนาคารของ SCBX ได้อีกด้วย
“ส่วนลูกค้าที่มีบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบในการปรับโครงสร้างบริหารครั้งนี้”
โครงสร้างธุรกิจใหม่
ข้อดีของโครงสร้างใหม่ SCBX
เพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจการเงินอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความแข็งแกร่งให้กลุ่มไทยพาณิชย์ โดยยังคงไว้ซึ่งกรอบการดำเนินธุรกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการอย่างเป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และภายใต้การกำกับดูแลของ SCBX รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของกลุ่มไทยพาณิชย์ ในระยะยาว
เพิ่มความชัดเจนในการทำธุรกิจ ให้สามารถขยายและพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค ด้วยการตั้งทีมบริหารจัดการที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระในการวางกลยุทธ์และตัดสินใจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเชิงธุรกิจ
เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความชำนาญตรงตามความต้องการของธุรกิจ โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะและเหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ
เพื่อให้มีการแบ่งแยกการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างชัดเจนโดยสามารถจำกัดความเสี่ยงและผลกระทบจากการดำเนินงานในการลงทุนในบริษัทใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น ให้อยู่ ภายใต้ SCBX และไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจหลักภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
นักวิเคราะห์ชี้แบงก์ปรับตัวรับการแข่งขัน
หลัง SCB ปรับโครงสร้างสู่เทคคอมพานี
บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ระบุว่า SCB ปรับโครงสร้างองค์กรมาเป็น holding company ผ่านวิธี share swap กับ SCBX (จัดตั้งใหม่) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ การบริหารเงินทุนและเพิ่มมูลค่า เราชอบแผนธุรกิจนี้เพราะเห็น upside จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่มี PBV สูง
ทั้งนี้ SCB ประกาศปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่โดยจะเอาตัวเองเป็น financial holding group โดยจะเปลี่ยนจาก SCB เป็น SCBX โดยมีแผนจะดึงธุรกิจภายใต้แบงก์ที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในระยะข้างหน้าอีกด้วย อย่าง Card X, Auto X และ SCBS ที่มุ่งจะทำ Digital asset เพิ่มเติมเป็นต้น ทั้งนี้เราคาดว่าประโยชน์ที่จะได้คือความยืดหยุ่นในการบริหารงาน, การใช้เงินทุนที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและอาจหนุน ROE เพิ่มขึ้นในระยะยาว รวมถึงการ unlock value บริษัทลูกที่อยู่ภายใต้แบงก์ในอนาคต ดังนั้นเราชอบแผนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ โดยคาดว่าบริษัทจะสามารถ outperform กลุ่มได้ในระยะข้างหน้า ขณะที่การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดกลางขนาดเล็กที่ทำธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต, สินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อจำนำทะเบียนที่อาจถูกกดดันจากการที่มีรายใหญ่เข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแผนการปรับโครงสร้างโดยตั้ง SCBX เป็นบริษัทโฮลดิ้งและเพิกถอนหุ้นด้วย SCBX แบบหุ้นต่อหุ้น 1:1โดยจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 15พ.ย. โดยจะมีการโอนเงินครั้งเดียวมูลค่า 7หมื่นล้านบาทจาก SCB ไปยัง SCBX สำหรับการโอนธุรกิจสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (70%หรือ 4.9หมื่น ลบ.) และการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสำหรับ SCBX (30%หรือ 2.1หลื่น ลบ.) คาดว่า SCBX จะจ่ายเงินปันผลพิเศษ 5.1-6.2บาท/หุ้นในไตรมาส 2/65ภายใต้ SCBX
ทั้งนี้ ภายใต้ SCBX จะแบ่งธุรกิจเป็นสองกลุ่ม (cash cow และ growth) โดย Cash cow มีการเติบโตที่มั่นคง ความเสี่ยงต่ำ ROE ต่ำ เช่น ธุรกิจธนาคารและการบริหารสินทรัพย์ ซึ่งคิดเป็น 85%ของรายได้ทั้งหมด อีกกลุ่มหนึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงและ ROE สูง ซึ่งคิดเป็น 15%ของกำไรส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสินเชื่อและหลักทรัพย์ที่ไม่มีหลักประกัน ผู้บริหารตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้ 150%และธุรกิจที่เติบโตจะมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของรายได้ทั้งหมดภายในปี 69
นอกจากนี้แผน 5ปี ผู้บริหารตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 200ล้านคนด้วยการร่วมพันธมิตรเชิงรุกและการควบรวมกิจการ จากลูกค้า 40-50ล้านคน ในปัจจุบัน และยังตั้งเป้าหมายมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มากกว่า 1ล้านล้านบาท (รวมถึงการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทย่อยและสตาร์ทอัพยูนิคอร์น)
SCBX ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลเทคโนโลยี โดยมีแผนจะเสนอขายหุ้น IPO บริษัท CardX (บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล), Auto X (สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์), SCB Securities (พร้อมบริการสินทรัพย์ดิจิทัล) MONIX และ SCB ABACUS (สินเชื่อดิจิทัล) ใน 3-5ปีข้างหน้า
พร้อมกันนี้ SCB ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ ADVANC เพื่อจัดตั้ง AISCB ด้วยทุนจดทะเบียน 600ล้านบาท เพื่อให้บริการสินเชื่อดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ธนาคารยังได้จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนมูลค่า 600-800ล้านเหรียญสหรัฐกับกลุ่มซีพี เพื่อลงทุนในธุรกิจ Fin tech เช่น บล็อกเชนและ Decentralized Finance (DeFi) คือระบบการเงินรูปแบบใหม่ด้วย
บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ปัจจุบันมองแนะนำการลงทุนในหุ้น SCB จากการแนวทางการเปิดเมืองของประเทศไทยที่จะเข้ามาช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่าทุกๆธนาคารจะมีการฟื้นตัวเช่นกัน โดย SCB มีปัจจัยเร่งจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ และการลดค่าใช้จ่ายอื่นๆทำให้เลือกเป็น Top Buy ในกลุ่มแบงก์
นอกจากนี้ยังชอบในแนวคิดการปรับโครงสร้าง โดยมีเหตุผลหลักคือ ความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านฟินเทคที่กฎระเบียบต่างๆ ยังคงพัฒนาอยู่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากบริษัทในเครือผ่านการ IPO ที่คาดการแยกธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันน่าจะนำไปสู่การประเมินมูลค่าที่ดีขึ้น
โดยการจัดตั้งบริษัทลูกหลายบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายในระยะสั้น และกดดันแนวโน้มกำไรในช่วงดังกล่าว การแยกธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกันอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเนื่องจากการดำเนินการซ้ำซ้อน แต่ประเด็นต้นทุนส่วนนี้จะค่อยๆ หมดไป หลังบริษัทลูกเริ่มสร้างรายได้ คาดกำไรในอนาคตจะเพิ่มขึ้นจากกำไรที่คาดว่าจะได้รับจากการ IPO หุ้นในเครือ
บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ข่าวการประกาศปรับโครงสร้างของ SCB ถือเป็นข่าวบวกต่อ SCB โดยตรง และอาจทำให้ธนาคารอื่นๆต้องเร่งปรับตัวตาม รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่อาจถูกแข่งขันจาก SCB ในอนาคตด้วย
บล.ทรีนีตี้ มองว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าว ปัจจัยที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจะมาจากการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่เป็น Growth Business แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศเป้าหมายทางการเงินของแต่ละธุรกิจย่อย (ซึ่งบางส่วนเพิ่งเริ่มจัดตั้ง) แต่เราเห็นโอกาสในการเติบโตที่ดีมากขึ้น