โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ไต้หวันวิพากษ์ e-Visa ไทย ชี้ระบบไม่เอื้อ-กระทบ "เที่ยวไทย"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ธ.ค. 2562 เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 09.19 น.
ดร.ถง เจิ้น หยวน

สัมภาษณ์พิเศษ

จากที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน (Thai Trade and Economic Office, Office Taipei หรือ TTEO)ได้ประกาศเปลี่ยนรูปแบบการยื่นขอวีซ่าสำหรับคนไต้หวันเข้าประเทศไทย เป็นระบบ e-Visa โดยกำหนดเริ่มใช้ 31 มีนาคม2563 ซึ่งเป็นการเลื่อนการบังคับใช้มาจาก 30 พฤศจิกายน 2562 เพื่อให้นักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้ประกอบการทัวร์ไต้หวันได้เตรียมความพร้อม และทำความเข้าใจในระบบการยื่นขอวีซ่ารูปแบบใหม่

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ“ดร.ถง เจิ้น หยวน” ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ถึงประเด็นการเปลี่ยนระบบยื่นขอวีซ่าของสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวันเป็นรูปแบบ e-Visa รวมถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และข้อเสนอต่าง ๆ ต่อภาครัฐของไทยไว้ ดังนี้

ยันซีเรียสเอกสารการเงิน

“ดร.ถง” เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน ออกประกาศว่า จะเปลี่ยนรูปแบบการยื่นขอวีซ่าเป็นขอผ่านระบบ e-Visa พร้อมทั้งระบุให้มีเอกสารเพิ่มเติม โดยเฉพาะเอกสารทางการเงินนั้นปฏิกิริยาตอบรับ หรือ feedback ของประชาชนคนไต้หวันค่อนข้างซีเรียสมากในเรื่องการขอเอกสารทางการเงิน

โดยมองว่าเอกสารเหล่านี้ทำให้พวกเขาไม่สะดวก และต้องใช้ระยะเวลาในการยื่นขอวีซ่า จึงมองว่าระบบของ e-Visa เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวประเทศไทย

สื่อไต้หวันทุกแขนงโหมข่าวหนัก

และบอกด้วยว่า ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นที่สนใจของประชาชนคนไต้หวัน และผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวอย่างมาก และสื่อมวลชนไต้หวันก็สนใจและให้ความสำคัญกับการนำเสนอข่าวดังกล่าวนี้มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่มีกระแสนี้เกิดขึ้น โดยพบว่าระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา มีสื่อแขนงต่าง ๆ ของไต้หวันนำเสนอข่าวมากถึง 95 ครั้ง

ที่สำคัญ ประชาชนคนไต้หวันให้ความสนใจและติดตามข่าวกันตลอด และมองว่าระบบใหม่ดังกล่าวนี้เป็นปัญหา และเริ่มมีคอมเมนต์ มีการแชร์ลิงก์ข่าวกันเป็นจำนวนมากด้วย

ไต้หวันเที่ยวไทย 5 ปีพุ่ง 157%

“ดร.ถง” บอกด้วยว่า สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่คนไต้หวันเดินทางมาเที่ยวค่อนข้างเยอะมาก โดยปี 2561 ที่ผ่านมา มีจำนวนคนไต้หวันมาเที่ยวประเทศไทยถึง 6.8 แสนคน เติบโตเพิ่มขึ้น 22.8% และคาดการณ์ว่าปีนี้ คนไต้หวันจะเข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากกว่า 8.2 แสนคน

และหากดูตัวเลขย้อนหลังตั้งแต่ปี 2015-2018 ยังพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไต้หวันที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 157% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้สะท้อนชัดเจนว่า คนไต้หวันนิยมมาเที่ยวเมืองไทยจริง ๆ ทั้งนี้ จากสถิติคนไต้หวันเที่ยวต่างประเทศในปี 2561 พบว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 5 ของคนไต้หวันรองจากญี่ปุ่น, จีน, ฮ่องกง และเกาหลีใต้

“คนไต้หวันมาเที่ยวไทยเยอะมาก และเขาก็อยากจะให้ความสำคัญกับการมาเที่ยวจริง ๆ พอเขารู้เงื่อนไขของการประกาศเปลี่ยนรูปแบบการขอวีซ่าของไทยก็เลยรู้สึกว่า ต้องเตรียมเอกสารมากมายขนาดนั้นเลยหรือ ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึงบัดเจตมากขึ้น และมองว่าการมาเที่ยวเมืองไทยจะคุ้มค่าไหม”

124 ปท.ทั่วโลกเปิดฟรีวีซ่า

พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันมีมากถึง 124 ประเทศทั่วโลกที่เปิดฟรีวีซ่าให้กับไต้หวัน ซึ่งในโซนประเทศใกล้ ๆ กับไทยอย่างอินเดีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้ก็ได้เปิดฟรีวีซ่าให้ไต้หวันด้วยเช่นกัน โดยเหตุผลก็คืออยากให้คนไต้หวันไปเที่ยวประเทศของเขา

แต่สำหรับประเทศไทยนั้นกลับเพิ่มขั้นตอนในการยื่นขอวีซ่า และเพิ่มเอกสารประกอบการขอ ทำให้คนไต้หวันรู้สึกว่ายุ่งยาก ลำบากขึ้น

ดังนั้นจึงขอสรุปออกมาเป็น 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือ คนไต้หวันเขารู้สึกว่าการเพิ่มเอกสารหลักฐานทางการเงินเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะทำให้เขาไม่สะดวก

และประการที่สอง คือ ทางไต้หวันค่อนข้างมั่นใจว่า นักท่องเที่ยวไต้หวันที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยนั้น พวกเขามีความตั้งใจที่จะมาเที่ยวจริง ๆ ไม่มีหลบมาทำงาน หรือมาทำอะไรในด้านลบ เพราะว่ารายได้พื้นฐานของคนไต้หวันค่อนข้างสูงและมากกว่าประเทศไทย

ชี้กระทบกระแสไต้หวันเที่ยวไทย

ต่อคำถามที่ว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ทำให้นักท่องเที่ยว หรือบริษัทนำเที่ยว ทำการยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยหรือยัง “ดร.ถง” ให้ข้อมูลว่า สำหรับเรื่องของการยกเลิกโปรแกรมมาเที่ยวประเทศไทยนั้นยังไม่เห็นชัดเจนนัก แต่ทำให้คนไต้หวันรู้สึกว่ายุ่งยากขึ้นแน่ ๆ และอาจจะส่งผลกระทบให้คนไต้หวันมาเที่ยวไทยลดน้อยลงได้

อย่างไรก็ตาม จากการมอนิเตอร์ของผู้อำนวยการฝ่ายการท่องเที่ยวของสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย พบว่า ทุกภาคส่วนในไต้หวันให้ความสนใจอัพเดตข้อมูลกันเป็นอย่างมาก

และนับตั้งแต่มีประกาศออกมาก็มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่แสดงความไม่พอใจ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวนี้น่าจะถูกพูดถึงกันอย่างมากอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนถึงเวลาใช้ระบบใหม่วันที่ 1 มีนาคม 2563

แนะไทยปรับเงื่อนไข-ลดขั้นตอน

ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายด้วยว่า จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปอยากนำเสนอใน 3 ประเด็นหลัก ๆ

ประกอบด้วย 1.อยากให้ทางประเทศไทยยกเลิกการใช้เอกสารหลักฐานทางการเงินเพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า 2.อยากให้ลดขั้นตอนการสแกนอัพโหลดข้อมูล เป็นการกรอกข้อมูลเบื้องต้น เบอร์ติดต่อ เพื่อยืนยันตัวตน ไม่ต้องอัพโหลดเอกสารทุกอย่าง เพราะนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ เขาอาจจะไม่สะดวกหรือทำไม่เป็น และ 3.ก่อนที่จะประกาศใช้ระบบใหม่อยากให้ประกาศออกมาก่อน หรือนัดผู้ประกอบการของไต้หวันเพื่อให้ได้รับทราบเรื่องนี้ก่อน

และหากเป็นไปได้ หรือมีโอกาสก็อยากให้ประเทศไทยพิจารณาในเรื่องการเปิดฟรีวีซ่าให้กับคนไต้หวันด้วย เพราะไต้หวันได้เปิดฟรีวีซ่าให้กับคนไทยไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2016 ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสคนไต้หวันเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้สะดวกขึ้น

พร้อมทั้งย้ำว่า หวังว่าในช่วงเวลาก่อนที่จะถึงกำหนดการใช้ระบบ e-Visa ในวันที่ 1 มีนาคม 2563 นี้ ทางรัฐบาลไทยจะพิจารณาลดเงื่อนไขในการยื่นขอวีซ่าให้กับคนไต้หวันลง เพื่อความสะดวกของคนไต้หวันที่จะมาเที่ยวประเทศไทยได้มากขึ้น…

 

“แอตต้า” หวั่นกระแสบอยคอต แนะ “ภาครัฐ” ทบทวนปัญหา

สำหรับในฟากของเอกชนท่องเที่ยวของไทยนั้น “สุรวัช อัครวรมาศ” อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) ผู้ดูแลตลาดไต้หวัน ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวว่า ทางสมาคมแอตต้าได้ติดตามข่าวที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจากกลุ่มบริษัทนำเที่ยวไต้หวันที่เดินทางมาประเทศไทยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

“สุรวัช” บอกว่า สมาคมแอตต้าในฐานะที่เป็นตัวแทนภาคเอกชน เมื่อรับทราบว่าคู่ค้าที่ไต้หวันมีปัญหาจึงมีหน้าที่ต้องดูแลเขาด้วย โดยขณะนี้ทางสมาคมแอตต้าได้เตรียมทำหนังสือเพื่อแจ้งเรียนถึงผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้น และจำเป็นต้องแก้ไขโดยเร่งด่วนต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

โดยสาระหลักของหนังสือดังกล่าวระบุว่า ให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของตลาดนักท่องเที่ยวไต้หวันที่มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึงปีละกว่า 20% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่า 8 แสนคนในปีนี้ และให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันนี้มีกว่า 120 ประเทศทั่วโลกที่คนไต้หวันสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า เนื่องจากไต้หวันเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ค่อนข้างสูง

พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาทบทวนเงื่อนไขการยื่นขอวีซ่าสำหรับคนไต้หวันที่จะเดินทางมาประเทศไทยอีกรอบ เพื่อให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกระบวนการปัจจุบันที่คนไต้หวันพูดกัน คือ แม้ว่าจะยื่นผ่านระบบ e-Visa ก็ยังต้องนำพาสปอตไปติดสติ๊กเกอร์ที่สำนักงานการค้าฯอีกครั้ง ซึ่งกลายเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน

“จากการทำงานร่วมกับเอเย่นต์ทัวร์ไต้หวันพบว่า ประเด็นสำคัญในตอนนี้ คือ คนไต้หวันเริ่มมีกระแสไม่พอใจ ต่อต้านและ boycott ประเทศไทยบ้างแล้ว โดยบางส่วนทำการยกเลิกโปรแกรมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตกอย่างมาก เพราะหากคนไต้หวันบอยคอตไม่มาเที่ยวเมืองไทยเมื่อไหร่ การจะกู้คืนสถานการณ์ให้นักท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้งจะทำได้ค่อนข้างยาก” สุรวัชกล่าว

“สุรวัช” ยังบอกด้วยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร ได้นำประเด็นปัญหาและอุปสรรคของการทำตลาดท่องเที่ยวเอาต์บาวนด์ (ขาออก) มาประเทศไทย กรณีสถานทูตไทยจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการยื่นขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน พร้อมได้เชิญผู้แทนจากกรมการกงสุล และผู้แทนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาร่วมประชุมหารือด้วย

หลังจากประชุม ภาครัฐของไทยก็ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน (Thai Trade and Economic Office, Office Taipei) หรือ TTEO ก็ได้ประกาศเลื่อนวันกำหนดใช้ระบบการยื่นขอวีซ่าให้คนไต้หวัน ไปเป็นวันที่ 1 มีนาคม 2563 จากเดิมที่จะเริ่มใช้วันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นการแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนที่สะท้อนให้คนไต้หวันรู้สึกว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับตลาดไต้หวันเช่นกัน

พร้อมทิ้งท้ายว่าในช่วงเวลาที่เหลืออีก 2 เดือนก่อนที่ระบบ e-Visa ใหม่สำหรับคนไต้หวันจะเริ่มใช้ 1 มีนาคมนี้ จึงน่าจะเป็น “เวลา” และ “จังหวะ” ที่ดี ที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะได้กลับมาทบทวนประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...