โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนาน "วัดพระยาไกร" กับ "พระพุทธรูปทองคํา" หนักกว่า 5 ตัน ก่อนถูกย้ายสู่วัดไตรมิตร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ธ.ค. 2568 เวลา 00.22 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2568 เวลา 00.15 น.
หลวงพ่อทองคำ ภาพจาก เฟซบุ๊ก : วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เยาวราช ตลาดน้อย สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ประกอบกับพื้นหลังสำหรับตกแต่งภาพ

ตำนาน วัดพระยาไกร กับพระพุทธรูปทองคำ หนักกว่า 5 ตัน ก่อนถูกย้ายสู่วัดไตรมิตร

วัด จัดเป็นศาสนสถานด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่ส่วนมากจะสร้างเพื่อเป็นบุญกิริยา เพราะว่าวัดเป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวไทยตลอดมา

ดังนั้น วัดจึงมีบทบาทเพียงพอที่จะกำหนดประวัติศาสตร์ของสังคมนั้น ๆ ในบางช่วงบางสมัยได้ และเป็นศูนย์รวมที่ทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้บ้านเมือง รวมถึงงานศิลปกรรมด้านต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจแบ่งประเภทออกได้ดังนี้คือ พระอารามหลวง อารามราษฎร์ และสำนักสงฆ์

วัดพระยาไกร สร้างขึ้นเมื่อใด

วัดพระยาไกรมีชื่อเต็มว่า “วัดพระยาไกรโชตนาราม” ตั้งอยู่ในเขตยานนาวา กรุงเทพฯ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด และเมื่อไร?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์กันมาเป็นเวลาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีทางการทูตและการค้าขาย หรือที่เรียกว่า “จิ้มก้อง” โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวจีน อีกประเด็นหนึ่งคือ ทรงมีเจ้าจอมเป็นชาวจีนทรงพระนามว่า “เจ้าจอมมารดาอำภา” ซึ่งต้นสกุลของเจ้าจอมองค์นี้เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน “แซ่หลิม” ได้เดินทางเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยมีบุตรชายจากเมืองจีนติดตามมาด้วย 2 คนคือ นายอิน กับ นายเริก

นายอิน ทำการค้าขายจนร่ำรวยเป็นเศรษฐี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นถึงพระยาอินทรอากรในสมัยรัชกาลที่ 3 มีภรรยาเป็นชาวจีนอยู่ที่เมืองจีน และเป็นบิดาของเจ้าจอมมารดาอำภาที่เกิดที่เมืองจีน ได้เดินทางเข้ามาเมืองไทยเมื่อเจ้าจอมฯ อายุได้ 8 ขวบ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1)

เจ้าจอมมารดาอำภามีพระโอรสและพระธิดา 6 พระองค์ องค์ที่สำคัญคือ พระองค์เจ้าชายปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ที่ทรงเป็นต้นราชสกุล “ปราโมช” นั่นเอง

ส่วน นายเริก ได้เข้ารับราชการดำรงตำแหน่งเป็น “พระยาไกรโกษา” หนึ่งในตำแหน่งเสนาบดีจัตุสดมภ์ในกรมพระราชวังบวรฯ เป็นต้นสกุล “ไกรฤกษ์” และเป็นผู้สร้างวัดพระยาไกร

ดังนั้น น่าจะสันนิษฐานได้ว่า วัดพระยาไกรสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยเหตุผลที่ว่า ในสมัยนั้นพระยาไกรโกษารับราชการในตำแหน่งเสมียนกรมท่าซ้าย ซึ่งมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากรมท่า จึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันในฐานะผู้บังคับบัญชากับลูกน้อง ครั้นเมื่อรัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์ ทรงร่ำรวยมาจากการค้าทางทะเลกับจีนและประเทศอื่น ๆ ทั้งในเอเชียและ ยุโรป ทำให้มีพระราชทรัพย์ที่จะทรงใช้ในการสร้างวัดตามที่พระองค์ทรงสนพระทัย ด้วยทรงเล็งเห็นว่าการสร้างวัดเป็นถาวรวัตถุ เป็นสถานที่ที่จะอบรมสั่งสอนศีลธรรมจรรยาของพสกนิกร และพระราชอำนาจในการปกครอง

การสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น เป็นการประยุกต์ดัดแปลงศิลปะจีนให้เข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการขนานนามว่า “ศิลปะแบบพระราชนิยม” ซึ่งวัดที่เป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมแบบนี้คือวัดราชโอรส

เหตุที่ศิลปะแบบพระราชนิยมเป็นที่แพร่หลายมากในสมัยรัชกาลที่ 3 อาจเนื่องมาจากว่า ทรงมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับจีนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกประการหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 นี้ ทรงนิยมสร้างวัด ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าบรรดาขุนนาง พ่อค้า คหบดีในสมัยนั้นจึงสร้างวัดตามบ้าง เพื่อเป็นการเอาใจพระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงน่าจะมีการสร้างวัดพระยาไกรขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว และมีรูปทรงสถาปัตยกรรมเป็นแบบพระราชนิยมด้วย ดังที่เสมียนมีได้พรรณนาไว้ในกลอนเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ ว่า

“ทูลเรื่องอื่นมิได้ชื่นเหมือนเรื่องวัด เวียนแต่ตรัสถามไถ่ให้ใฝ่ฝัน ถึงวัดนั้นวัดนี้เป็นนิรันดร์ ถึงเรื่องปั้นเขียนถากสลักกลึง วัดโน้นแล้ววันนี้ยังรับสั่งเร่ง เตือนตำเบ็งทำไปให้ขำขึง พวกนายด้านนายงานเร่งการตะบึง ให้ทั่วถึงถ้วนวัดจังหวัดราย”

ข้อสันนิษฐานประการต่อมาคือ การสร้างวัดในสมัยก่อน หรือก่อนรัชกาลที่ 4 ขึ้นไป เป็นการสร้างในสถานที่ที่เป็นของส่วนตัวเหมือนกับการสร้างบ้านเรือน ดังเช่นในสมัยอยุธยา ผู้ใดมีกำลังคนและทรัพย์สินก็สร้างวัดไว้ให้ลูกหลานได้วิ่งเล่น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีวัดในครอบครองคือผู้ที่มีอำนาจบารมี ในสมัยนั้นวัดจึงเป็นตัวแปรสำคัญในสังคมนั้น ๆ ที่จะทำให้เจ้าของวัดมีอำนาจบารมีสูงขึ้นหรือตกต่ำลงได้ ดังนั้น การบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะในวัดทุกอย่าง เจ้าของวัดต้องสร้างเอง เป็นต้นว่า พระพุทธรูป พระวิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ ฯลฯ เหมือนกับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายไว้ในแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ ก่อนหน้าที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ว่าด้วยเรื่องการสร้างวัด มีความว่า

“…แต่เดิมมาผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาปรารถนาจะสร้างวัด ด้วยมีที่ดินเป็นสมบัติของตน อันจะยกเป็นวัดได้แล้วก็สามารถทำได้ การนิมนต์พระสงฆ์ไปอยู่ในวัดที่ตนสร้างขึ้นก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ที่ปกครองตำบลนั้น เป็นแต่นิมนต์พระภิกษุที่ตนรู้จัก หรือขอจากพระภิกษุที่ตนรู้จักจากวัดใดวัดหนึ่ง พระผู้รับนิมนต์ไปอยู่ครอง หรือพระผู้รับจัดให้หาพระไปด้วยให้ครบจำนวนสงฆ์ แล้วเพียงแต่ตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นเท่านั้น ผู้สร้างวัดก็อาจจะทำได้โดยลำพัง…”

จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การสร้างวัดในสมัยก่อน ใครก็สามารถสร้างได้ ถ้ามีกำลังคนและกำลังทรัพย์ เช่นเดียวกัน วัดพระยาไกรก็น่าจะสร้างในสมัยนั้นคือสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยเหตุที่ว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นระยะที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวเป็นราชธานีใหม่ และรวบรวมผู้คน การสร้างวัดจึงเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปจะทำได้ยาก ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ไม่เอื้ออำนวย แม้พระยาไกรโกษาจะถวายตัวเข้ารับราชการมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีแล้วก็ตาม (ขุนท่องสื่ออักษรเป็นบรรดาศักดิ์ของพระยาไกรโกษาในสมัยกรุงธนบุรี)

ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการสร้างวัดขึ้นเพียง 4 วัดเท่านั้น อาจเป็นว่าไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะสมเด็จพระราชบิดาได้ทรงสร้างวัดไว้มากแล้วก็ได้ คือ พระอารามหลวง 26 วัด ไม่รวมวัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพราะถือว่าเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นใหม่และปฏิสังขรณ์วัดวาอารามมากที่สุดถึง 60-70 วัด

ฉะนั้นวัดพระยาไกรจึงน่าจะสร้างขึ้นในสมัยนี้ด้วย ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว

วัดพระยาไกร กับพระพุทธรูปทองคำ

วัดพระยาไกรน่าจะสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลของการสร้างวัดเช่นในสมัยอยุธยา ดังนั้นเจ้าของวัดคือ พระยาไกรโกษา จึงต้องบูรณะและปฏิสังขรณ์เอง รวมทั้งพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมมานั้นสร้างขึ้นด้วยทองคำ แต่ไม่มีผู้ใดทราบ เนื่องจากภายนอกนั้นห่อหุ้มด้วยปูนซีเมนต์ปกปิดไว้ตลอดทั้งองค์อย่างมิดชิด จนกระทั่งปูนบางส่วนกะเทาะหลุดออก จึงเห็นเป็นทองคำอยู่ภายใน เมื่อ พ.ศ. 2498

พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปสุโขทัย ปางมารวิชัย มีขนาดใหญ่โตมากคือ มีหน้าตักกว้าง 6 ศอก 1 คืบ น้ำหนักประมาณ 5 ตันเศษ มีรูปลักษณะพระพักตร์ยาว คางหยัก สังฆาฏิเป็นเขี้ยวตะขาบทั้งข้างหน้าและข้างหลัง นิ้วเป็นนิ้วมนุษย์ ผิดกับนิ้วพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยหมวดพระชินราช ซึ่งมีนิ้ว พระหัตถ์เสมอกันทั้ง 5 นิ้ว และส่วนต่าง ๆ สามารถถอดได้ถึง 9 ส่วนคือ พระพาหาทั้งสอง พระหัตถ์ทั้งสอง พระชงฆ์ทั้งสอง พระเพลาทั้งสอง และตรงพระศอ โดยมีกุญแจสำหรับถอดและประกอบกันเข้าแล้วก็สนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน ลักษณะของพระพุทธรูปทองคำองค์นี้คล้ายกับหลวงพ่อพระร่วงฯ ที่วัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯ

เหตุที่พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร มีผู้สันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา หากแต่เป็นเรื่องเล่าขานกันที่เชื่อถือมิได้ บ้างก็ว่าสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ให้กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท อัญเชิญพระพุทธรูปจากเมืองสุโขทัยและเมืองอื่น ๆ เป็นจำนวน 100 กว่าองค์ นำมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ รวมทั้งพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ด้วย แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่มาก น่าจะนำไปประดิษฐานไว้ในพระอารามหลวงมากกว่าจะนำไปประดิษฐานที่วัดราษฎร์

อีกประการ ถึงจะหุ้มด้วยปูนมาก็น่าจะเกิดการกะเทาะแตกบ้าง ขณะเคลื่อนย้ายเข้ามากรุงเทพฯ หรือถ้าเป็นพระพุทธรูปทองคำจริงในสมัยก่อนหน้าทำไมจึงไม่ชะลอมาไว้ที่อยุธยาสมัยยังรุ่งเรืองและเป็นราชธานี เพราะว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีขนาดใหญ่มาก และยังเป็นการเสริมบารมีอีกด้วย

อีกประเด็นหนึ่ง เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า มีขุนนางบางคนเห็นประโยชน์ส่วนตัว จึงยักยอกเอาพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แล้วสั่งให้ช่างเอาปูนไล้เสียให้ทั่วองค์พระ เพียงเพื่อให้คนอื่นเห็นเป็นแต่เพียงว่าเป็นพระพุทธรูปปูนเท่านั้น แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ใหญ่ เพราะข้าราชการและเหล่าทหารที่ได้เดินทางไปอัญเชิญพระพุทธรูปจะต้องมีจำนวนมาก การเก็บความลับเรื่องพระพุทธรูปทองคำที่มีขนาดใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก และที่สำคัญในศิลาจารึกได้กล่าวถึงการหล่อพระพุทธรูปในสมัยพ่อขุนรามคำแหงตามหลักฐานที่ว่าหล่อด้วยทอง

ในสมัยนั้นเรียกทองสัมฤทธิ์ว่าทอง ส่วนทองคำนั้นเรียกเพียงว่า “คำ” เฉย ๆ

จากข้อสันนิษฐานจากศิลาจารึกจะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ไม่ได้หล่อในสมัยสุโขทัย

พระพุทธรูปทองคำ หล่อในสมัยไหน?

ตามข้อสันนิษฐานแล้ว พระพุทธรูปทองคำองค์นี้น่าจะหล่อขึ้นในสมัยเดียวกันกับการสร้างวัดพระยาไกร ด้วยเหตุผลที่ว่า “…ผู้ใดมีกำลังคนและทรัพย์สินก็สามารถสร้างวัดไว้ให้ลูกหลานวิ่งเล่น…”

เพราะฉะนั้น เมื่อพระยาไกรโกษาสร้างวัดพระยาไกรขึ้นมา จึงจำเป็นจะต้องสร้างพระประธานขึ้นมาด้วย และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่พระยาไกรโกษาได้สร้างพระพุทธรูปทองคำขึ้นมา เพราะได้เข้ารับราชการตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีแล้ว และเป็นถึงเสนาบดีจัตุสดมภ์ นอกจากนั้น พระยาไกรโกษายังได้ทำการค้าขายร่วมกับพี่น้อง คือ พระยาอินทรอากร ที่เคยร่วมเดินทางมาจากเมืองจีนด้วยกัน เมื่อพระยาไกรโกษาทั้งรับราชการและทำการค้า จึงร่ำรวยมีเงินทองมากมาย

การสร้างพระพุทธรูปทองคำขึ้น จึงเป็นเสมือนการเก็บออมทรัพย์สมบัติอีกทางหนึ่งของพระยาไกรโกษาก็เป็นได้ ส่วนการที่พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ถอดได้ 9 ชิ้น เป็นหลักของการหล่อพระพุทธรูปโดยทั่วไปอยู่แล้วที่จะต้องหล่อทีละชิ้น แล้วนำมาประสานกันภายหลัง และเป็นความหมายแทนความก้าวหน้าอีกด้วย สำหรับพระพุทธรูปทองคำองค์นี้มิได้ประสานต่อเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จะทำเป็นสลักกลมีกุญแจสำหรับถอดออกและประกอบใหม่ได้ มาถึงตรงนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พระยาไกรโกษาเป็นผู้มองการณ์ไกล เนื่องจากถ้าเกิดศึกสงครามขึ้นมาก็สามารถถอดออก และขนย้ายได้สะดวกกว่าการขนย้ายพระทั้งองค์

ส่วนการไล้ปูนทั่วองค์พระพุทธรูปก็อาจเป็นไปได้ว่า ประการแรก เพื่อเป็นการป้องกันการครหานินทา เนื่องจากว่าไม่เคยมีผู้ใดสร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่แบบนี้มาก่อน

ประการต่อมา น่าจะสืบเนื่องมาจากการเสียกรุงแก่พม่า พม่าได้ขนเอาของมีค่ากลับไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระพุทธรูปทองคำด้วย ดังนั้น การที่พระพุทธรูปทองคำต้องไล้ไว้ด้วยปูนก็น่าจะเป็นกลอุบาย ถ้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีกก็จะได้รอดพ้นจากอริราชศัตรู

จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ปัจจุบันพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม (วัดสามจีน) ณ วิหารสุโขทัยไตรมิตรมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนตัววัดพระยาไกรก็ได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นวัดร้าง หลังจากพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรมิตร

พระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ในวัดก็ได้เคลื่อนย้ายไปประดิษฐานตามวัดต่าง ๆ ที่เจ้าอาวาสอัญเชิญไป เช่น ชิ้นส่วนของศิลาจำหลักก็ได้ขนย้ายไปไว้ที่วัดไผ่เงินโชตนาราม เป็นต้น

ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านผู้สูงอายุได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากวัดพระยาไกรร้างลงแล้ว ก็ได้มีบริษัท อีสต์เอเชียติ๊ก จำกัด ได้มาเช่าทำโรงเลื่อยไม้ ต่อมาเมื่อบริษัท อีสต์เอเชียติ๊ก จำกัด หมดสัญญาลง ก็ได้มีเอกชนมาขอเช่าทำโรงแรม และยังมีคำบอกเล่าเกี่ยวกับอาถรรพ์ของวัดร้างนี้อีกด้วยว่า ในตอนที่ตอกเสาเข็มเพื่อวางฐานล่าง ก็ปรากฏว่าเสาเข็มตอกไม่ลงและแตกหักหมด ผู้เช่ารายนั้นจึงได้ใช้รถไถ ไถดูก็พบซากของช่อฟ้าและโครงกระดูก จึงทำให้มีการยกเลิกโครงการนี้ไป

ปัจจุบัน บริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นของกรมการศาสนา และให้บริษัท เอเชียธนะวัฒน์ คลังสินค้า จำกัด เช่าทำเป็นคลังสินค้า

วัดนี้คงเหลือไว้แต่เพียงชื่อ “วัดพระยาไกร” เป็นปริศนาเงื่อนงำให้ค้นคว้ากันต่อไปได้อีกถึงประวัติความเป็นมา และความเกี่ยวพันกับพระพุทธรูปทองคำ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หนังสืออ้างอิง :

ชาลี ศิลปรัศมี. การสร้างบ้านแปลงเมืองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (2325-2395), ม.ป.ท. :ม.ป.พ., 2533.

พุทธโฆสก. วัดของเรา, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2520.

วิยะดา ทองมิตร. สารานุกรมเมืองโบราณ “สวนขวา”. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2540.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “วัดร้างกับปริศนาพระพุทธรูปทองคำ” เขียนโดย ไพฑูรย์ บรรลือทรัพย์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2542

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำนาน “วัดพระยาไกร” กับ “พระพุทธรูปทองคํา” หนักกว่า 5 ตัน ก่อนถูกย้ายสู่วัดไตรมิตร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...