โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 พรรคประท้วงแท็กติก คสช. คาใจ ม.44 เลื่อนล็อกการเมือง

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 13.45 น.

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ขยายเวลาให้พรรคการเมืองเก่า-ใหม่ ทำกิจกรรมการเมืองตามกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. อ้างว่า“เพื่อความเท่าเทียมระหว่างพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก”

ทำให้ฤดูการเมืองต้นปี 2561 ร้อนระอุ

เพราะ 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ไม่ได้เชื่อตามน้ำคำของผู้มีอำนาจ

ทั้งสองพรรคสบช่องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คำสั่งที่ 53/2560 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี“วิรัตน์ กัลยาศิริ” อดีต ส.ส.สงขลา และหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค-นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค-ถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ-ราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรค ในฐานะฝ่ายกฎหมาย ผสานกับ “ถาวร เสนเนียม” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำ กปปส.เป็นตัวเดินเกม

ปชป.ตั้ง 5 ปมค้าน

แม้จะเดินคนละขา แต่ก็มาสุมหัวช่วยกันคิด เพราะล้วนเป็น “สายตรง” นายหัว-ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค โดยรับคำบัญชาจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ร่างคำคัดค้านคำสั่ง 53/2560 สกัดออกมาเป็น 5 ข้อ

1.แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบันจะรับรองอำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ไว้ แต่ก็ไม่สามารถใช้ออกคำสั่ง ที่ละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และไม่ได้ใช้เพื่อการปฏิรูปและรักษาความสงบ ตามเงื่อนไขที่มาตรา 44 กำหนดไว้

2.คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ เข้าข่ายสร้างภาระเกินจำเป็นให้กับสมาชิกพรรคการเมืองกว่า 4 ล้านคน ที่ต้องทำหนังสือต่อหัวหน้าพรรคการเมือง เพื่อยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคภายใน 30 วัน พร้อมหนังสือรับรองคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

3.การออกคำสั่ง คสช. เพื่อแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รับฟังความเห็นจากประชาชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขไว้

4.แม้คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ฉบับนี้มีนัย ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีเวลาทบทวนตัวเอง แต่พรรคการเมืองยังไม่สามารถประชุมเพื่อกำหนดนโยบาย หรือตัวผู้บริหารพรรคได้ สมาชิกพรรคจึงไม่สามารถตัดสินใจเลือก หรือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคได้

และ 5.เนื้อหาสาระในคำสั่งฉบับนี้เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ไม่ได้สร้างความเท่าเทียมระหว่างพรรคการเมืองใหม่กับพรรคการเมืองเก่า

เตรียม 2 แผนร้องศาล

พร้อมอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญ 2560 ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

“วิรัตน์” กล่าวว่า แม้การใช้อำนาจมาตรา 44 จะได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่สามารถใช้อำนาจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พูดในทำนองเดียวกันว่า มาตรา 44 จะออกมากระทบกับรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ไม่ได้ เพราะคำสั่งนี้กระทบกับบางมาตราในรัฐธรรมนูญ เช่น มาตรา 26 ระบุว่า การตรากฎหมายจะต้องไม่เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระให้สมาชิกพรรค

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมแผนไว้ 2 แผน 1.ให้ “อภิสิทธิ์” ใช้สิทธิการเป็น “หัวหน้าพรรค” ยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231

แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดิน “ตีตก” พรรคประชาธิปัตย์ก็จะให้อดีต ส.ส.ในฐานะสมาชิกพรรคยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213

เพื่อไทยไม่หวังผลชนะ-แพ้

ด้านความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทย หลังคำสั่ง 53/2560 บังคับใช้ได้ 6 วัน พรรค “ตีปี๊บ” ออกแถลงการณ์ 6 ข้อ เมื่อ 27 ธันวาคม 2560 ใจความสำคัญระบุว่า คำสั่งนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทำลายรากฐานพรรคการเมืองเดิม เพื่อประโยชน์และพวกพ้องตนถือเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ หวังเลื่อนเลือกตั้ง และสร้างโอกาสเงื่อนไขให้พวกพ้องกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง พรรคใช้ช่องทางยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

“ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรค เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของพรรคการเมืองตามวิถีของรัฐธรรมนูญ และสมาชิกพรรคการเมืองที่เป็นฐานของพรรคการเมือง ขัดแย้งในเนื้อหาของกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และของพรรคการเมืองในฐานะนิติบุคคล

“การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ พรรคไม่คิดว่าจะแพ้ ชนะ หรือหวังผลใด ๆ เพราะเมื่อเป็นคำสั่งไม่ถูกต้อง ผู้บริหารประเทศที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยก็ควรจะรับไว้พิจารณา” ภูมิธรรมกล่าว

แต่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย จะยื่นทั้งช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้อดีต ส.ส.ในฐานะสมาชิกพรรคไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพื่อให้เกิดภาพ “อิมแพ็กต์” ทางการเมือง

โดยคำร้องที่จะยื่นผ่านช่องทางผู้ตรวจการฯ-ศาลรัฐธรรมนูญ กลั่นออกมาจากทีมกฎหมายของ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ก่อนจะร่อน “สำเนา” คำร้องไปให้แกนนำพรรคคนอื่น ๆ ช่วยกันขัดเกลา ก่อนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

นักวิชาการแนะช่องทางโต้แย้ง

เมื่อ 2 พรรคการเมือง “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ค้านคำสั่ง 53/2560 ทั้งที่เป็นคำสั่งที่ออกตามมาตรา 44 และรัฐธรรมนูญ 2560 คุ้มครองไว้ มุมมองของ “นักรัฐศาสตร์” อย่าง“พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย” จากจุฬาฯ จึงแนะมุมที่ 2 พรรคควรใช้ต่อสู้

แม้ว่าคำสั่งมาตรา 44 มีฐานอำนาจ คสช.รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่การใช้อำนาจก็ไม่สามารถทำได้ 100% เพราะรัฐธรรมนูญ 2557 ได้บัญญัติเงื่อนไขการใช้อำนาจมาตรา 44 ไว้จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์การปฏิรูป ส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน จะเห็นว่าถ้อยคำในมาตรา 44 ได้กำหนดเงื่อนไขการใช้เอาไว้ ดังนั้นการออกมาตรา 44 จะต้องทำตามเกณฑ์

ดังนั้นการจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ให้ถูกศาล “ตีตก” จะต้อง “โต้แย้ง” ในเรื่องการปฏิรูปการเมือง แม้ว่า คสช.จะเขียนเหตุผลในการออกคำสั่ง 53/2560 เพื่อให้การปฏิรูปได้ผล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และมาตรา 258 ว่า จริง ๆ แล้วคำสั่งดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขเพื่อการปฏิรูป ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 45 แต่เป็นการสลายสมาชิกพรรคการเมืองเดิม เป็นการเขียนใบลาออกแทนสมาชิกพรรคโดยอัตโนมัติ

แท็กติกดูด ส.ส.ของ คสช.

“นักวิชาการกฎหมาย” อย่าง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้เขียนบทความวิเคราะห์ผลคำสั่ง 53/2560 ไว้ว่า

คำสั่ง คสช.ฉบับนี้กำหนดให้ “สมาชิกพรรคการเมืองที่ประสงค์จะเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นต่อไป” ต้อง “มีหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกเป็นหนังสือ” โดยต้องมี “หลักฐานเป็นเอกสาร” แสดงด้วยว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามในการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง พร้อมด้วยเงินค่าสมาชิกพรรค โดยทั้งหมดนี้ถ้าไม่ดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 การเป็นสมาชิกพรรคของบุคคลนั้นก็เป็นอันสิ้นสุดลง

“ย่อมทำให้ ส.ส.เก่าของพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว สามารถออกจากพรรคเก่าได้ โดยไม่ต้องมีการลาออกอีกต่อไป ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเจตนาที่แท้จริงของคำสั่งนี้หรือไม่-ก็คือการเซตซีโร่ ส.ส.เก่าทั้งหมดนั่นเอง เมื่อครบ 30 วันนับจากวันที่ 1 เม.ย. 2561 คือวันที่ 1 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป ทุกอย่างจะเริ่มใหม่หมด อดีต ส.ส. ทุกคนสามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ตามอัธยาศัย โดยไม่ต้องไปลาออกจากพรรคเก่าอีกต่อไป”

“แล้วผลที่ตามมาคืออะไร โดยธรรมดา ส.ส. ก็ย่อมอยากจะอยู่พรรคที่จะได้เป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ส.ส.เก่าที่เห็นว่า คสช.จะได้เป็นรัฐบาล ก็จะไปเข้าพรรคใหม่ หรือพรรคเก่าที่ประกาศสนับสนุน คสช. ส่วน ส.ส.เก่าที่ไม่ต้องการให้ คสช.เป็นรัฐบาลต่อ ก็จะไปอยู่อีกข้างหนึ่ง”

แม้ว่าเกมการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ อาจเป็นเพียงแค่ “สัญลักษณ์” ในยุคที่ คสช.คุมกลไกทุกอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็ย่อมสร้างแรงกระเพื่อม-เร่งอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนระอุตั้งแต่ต้นปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...