โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนัส สัตยารักษ์ : หวยอลเวง เดิมพันสูงกว่า 30 ล้าน

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 11.02 น.

พอเริ่มมีข่าว “หวยอลเวง 30 ล้าน” ระหว่าง “ครูปรีชา” (นายปรีชา ใคร่ครวญ) กับ “หมวดจรูญ” (ร.ต.ท.จรูญ วิมูล) อดีตตำรวจ ผมนึกอยากจะเขียนถึงทันที มันเป็นข่าวเรื่องลอตเตอรี่ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 5 ใบ เงินรางวัล 30 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่จากการที่ถูกตำรวจอายัดเนื่องด้วยครูปรีชาแจ้งความดำเนินคดีโดยอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริง

ผมอยากเขียนถึงเพราะมีประสบการณ์อยู่บ้าง แต่ลังเลด้วยเกรงว่าความเห็นทางกฎหมายของคนที่เกษียณอายุราชการมากว่า 20 ปี โบราณเกินไปอาจจะผิดพลาดได้

ประกอบกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเป็นตำรวจ ก็อาจจะถูกมองว่าผู้เขียนมีอคติ ทำนอง “ตำรวจย่อมเข้าข้างตำรวจด้วยกัน”

ประสบการณ์ของผมก็ไม่น่าสนใจเท่าไรนัก เป็นแค่ประสบการณ์ของคนเคยทำลอตเตอรี่หาย ไม่ใช่ประสบการณ์ของคนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 (ฮา)

บทเรียนจากประสบการณ์นี้สอนผมแค่ว่าต้อง “ทำใจ” สถานเดียว

อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นกลางได้ก็คือ ในระหว่างที่ยังชุลมุนสับสนกันอยู่ ความที่เป็นคนมีจินตนาการสูง ผมโน้มเอียงเชื่อถือตำรับโบราณที่ว่าด้วย “ลักษณะของอาชญากร” ของฝรั่ง ทั้งที่ตำราอันว่าด้วยลักษณะอาชญากร เป็นแค่สัญชาตญาณ ความรู้สึกสังหรณ์ สถิติ หรือความเชื่อส่วนบุคคล

มิใช่วิทยาศาสตร์อย่างพิมพ์ลายนิ้วมือ ม่านตา หรือ DNA

ตำรับโบราณที่ว่านี้ผมเคยตามไปดูของจริงในพิพิธภัณฑ์ตำรวจ กรุงปารีส และส่วนหนึ่งในความคิดยังคงยึดติดอยู่ราวกับคนจีนยึดถือโหงวเฮ้ง … “หน้าตาบอกยี่ห้อ”

ในกรณี “หวยอลเวง” นี้ ผมจึงจำเป็นต้องสงวนชื่อคนที่ผมค่อนข้างโน้มเอียงว่าใครเป็นพระเอก-ใครเป็นผู้ร้าย ระหว่างครูปรีชากับหมวดจรูญ เก็บไว้เป็นความลับในส่วนลึก และท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าไม่เขียนถึงเสียเลยจะดีกว่า

ก่อนที่ข่าว “หวยอลเวง” เริ่มอลหม่าน คนที่ผมเรียกว่า “อาจารย์” ตามสถานะของท่าน ได้ไลน์ส่งข้อมูลมาให้พิจารณา…

…ลอตเตอรี่ไม่ใช่ทรัพย์มีทะเบียน ผู้ใดครอบครองย่อมเป็นเจ้าของ

ลอตเตอรี่ไม่ต้องจัดให้มีการลงชื่อก่อนซื้อเหมือนกู้เงินสหกรณ์ หรือการเข้าพักโรงแรม จึงระบุตัวผู้ซื้อและผู้ขายจำเพาะเจาะจงได้ยาก แม้ซื้อมาแล้วก็แบ่งขายให้ผู้อื่นได้ ไม่จำต้องขออนุญาตเหมือนอาวุธปืน

ทรัพย์เมื่อตกหล่นสูญหาย เจ้าของทรัพย์ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานทันที โดยเฉพาะหวยเป็นชุดหลายใบ เจ้าของอ้างว่าจำหมายเลขได้ มีภาพถ่าย ยิ่งเป็นการแจ้งความไว้จำเพาะเจาะจง พิสูจน์ได้ง่าย

มีฎีกาตัวอย่าง มีคำพิพากษาตัวอย่าง

“เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งความลงหมายเลขเลขสลากและหมายเลขชุดสลากไว้ก่อน กลับมีการแจ้งความในภายหลังจากที่สลากประกาศผลรางวัลแล้ว คดีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของสลากจริงหรือไม่ เมื่อไม่มีพยานอันหนักแน่นเพียงพอ ผู้ครอบครองสลากจึงเป็นผู้มีสิทธิดีกว่า”

ประกอบกับด้านหลังสลากได้มีคำเตือนระบุว่า จะจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ครอบครองสลากเท่านั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอว่า ผู้ครอบครองสลากได้สลากมาโดยมิชอบ

อ่าน “ข้อพิจารณา” ข้างต้นแล้ว ผมก็คิดว่าเรื่องอลวนนี้น่าจะจบเร็วแบบมวยไทยฉบับ “บัวขาว” ที่จะมีน็อกเร็ว จึงตั้งใจแค่รอคำพิพากษาของศาลเท่านั้น

แต่ที่ไหนได้… ข่าวหวย 30 ล้านอลเวงกลับอลหม่านกว่าที่คาดไว้ มีวิพากษ์วิจารณ์อย่างบันเทิงในรายการทางทีวี ข่าวพลิกกลับไปกลับมาราวกับเกมแบดมินตันแมตช์สำคัญของ “น้องเมย์” (รัชนก อินทนนท์) ที่ผมไม่กล้าดูเพราะกลัวหัวใจจะวาย

เมื่อประมวลเอาจากข่าวเรื่องหวย 30 ล้านในสื่อต่างๆ ที่พลิกไปพลิกมาแล้ว ทุกท่านย่อมสันนิษฐานว่าจุดเริ่มน่าจะมาจาก มีการคุยกันของตำรวจใหญ่

“เป็นโชคร่วมกัน แบ่งกันคนละ 15 ล้านแล้วจบคดีกันไป”

ถ้าจริงก็เป็นการแทรกแซงการสอบสวนอย่างชัดเจน

เมื่อ “เรื่องคุยกัน” ถูกเผยแพร่ออกไป ครูปรีชากับหมวดจรูญต่างให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ไปคนละทาง และต่างต้องยืนกรานคำพูดของตัวเอง เพราะถ้าใครผิดพลาดไปก็จะกลายเป็นโกหก มาถึงตอนนี้เดิมพันสูงกว่า 30 ล้านแล้ว เพราะมันหมายถึงเครดิต ค่าเสียหายและโทษทางอาญาหลายกระทงที่จะตามมาอีกด้วย

นอกจากนั้น อาจจะหมายถึงตำแหน่งหน้าที่ของบางคนด้วย

ผมเพิ่งมาสนใจในรายละเอียดเรื่องหวย 30 ล้านเอาเมื่อ พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผบช.ภ.7 แถลงผลสรุปแนวทางการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ภายหลังประชุมทีมงานกว่า 3 ชั่วโมง

“จากการตรวจสอบพบว่าทางกองสลากฯ ได้ขายลอตเตอรี่ให้ผู้ค้าที่เมืองกาญจน์ ก่อนขายต่อให้แม่ค้าในตลาดเรดซิตี้ จากนั้นแม่ค้าตลาดเรดซิตี้ได้ขายต่อให้กับครูปรีชา” นี่คือส่วนหนึ่งของการแถลง “โดยข้อเท็จจริงทั้งหมดมีพยานหลักฐานชัดเจน และมีพยานที่เห็นว่าหมวดจรูญได้เก็บหวยไปจริง”

พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เศรษฐ รอง ผบช.ภ.7 หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีหวย 30 ล้าน กล่าวว่า “จากนี้พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียก ร.ต.ท.จรูญ วิมูล มารับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่ทางครูปรีชาแจ้งเรื่องหวยหายตั้งแต่แรก คือ ยักยอกทรัพย์ พร้อมกับพ่วงข้อหารับของโจรด้วย”

บช.ภ.7 แถลงข่าวราวกับว่าตำรวจมีอำนาจหน้าที่ฟ้องและตัดสินคดี แถลงโดยไม่มีการกล่าวถึงฎีกา ข้อพิจารณา หรือข้อกฎหมาย

และพยานบางปากที่ให้รายละเอียดดีเกินไปจนเป็นพิรุธ!

ตำรวจมีอำนาจหน้าที่เพียงรวบรวมพยานหลักฐานแล้วให้ความเห็นไปยังอัยการว่าควรฟ้องหรือไม่เท่านั้น หากอัยการไม่เห็นพ้องด้วยก็ส่งสำนวนคืน สตช. ถ้า สตช. เห็นตามอัยการก็จบ หากเห็นแย้งก็ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด

ผู้ตัดสินว่าถูกผิดคือศาลแต่ผู้เดียว

สอง-สามพารากราฟข้างต้น เป็นความเห็นส่วนตัวด้วยภาษาบ้านๆ แบบโบราณของผมที่สันนิษฐานว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ บช.ภ.7 โอนสำนวนการสอบสวนมายังกองบังคับการกองปราบปราม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตอบคำถามของสังคมได้

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า สตช. จะขอให้ นายปรเมศร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอาญา เป็นที่ปรึกษากฎหมาย คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนคดีหวยอลเวงนี้ด้วย

อัยการปรเมศร์เคยรับเชิญออกรายการทีวีเกี่ยวกับคดีหวย 30 ล้าน ในฐานะเป็นนักวิเคราะห์ ท่านวิเคราะห์ว่าพยานปากไหนน่าเชื่อถือ ปากไหนศาลจะรับฟังหรือไม่ ในฐานะที่ปรึกษา ท่านคงไม่ก้าวล่วงไปทำการสอบสวนด้วยเพราะไม่มีอำนาจสอบสวน

เชื่อว่าสำนวนการสอบสวนของกองปราบปรามน่าจะเป็นที่ไว้วางใจกว่าของ บช.ภ.7

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...