โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

NFT คืออะไร?: The NFT Bible — Part 1

Finnomena

อัพเดต 14 ต.ค. 2564 เวลา 05.24 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2564 เวลา 08.57 น. • Bitcoin Addict

ใครก็ตามถ้าได้หลงเข้ามาในโลกของคริปโตมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็คงจะเคยได้ยินกับคำว่า “NFT” หรือ “Non-fungible tokens” ผ่านหูกันมาบ้างใช่ไหมครับ? บางทีคุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเลยว่า NFT จะทำให้ไฟล์ดิจิทัลธรรมดา ๆ ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตนั้นมีค่าขึ้นมาจริง ๆ ได้

หรือบางทีคุณอาจจะเป็นผู้ศรัทธาตัวจริงที่มี NFT อยู่เต็ม Wallet แหกขี้ตามาซื้อ NBA Top Shot ได้ทุกครั้งที่มันเปิดวางขาย หรือซื้ออัลบั้มเพลงบน Blockchain ด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงจนแพงกว่าตัวมันเอง ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วคุณจะไปเปิดฟังเพลงนี้ฟังฟรี ๆ บน Youtube เองก็ได้

หรือคุณอาจจะเป็นคนประเภทที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ เลยว่าจริง ๆ แล้ว NFT หน้าตามันเป็นยังไง? มีวันหมดอายุไหม? กินได้หรือเปล่า?

แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคนประเภทไหนใน 3 ประเภทนี้ บทความนี้ถูกสร้างมาเพื่อคุณทุกคนครับ

ยินดีต้อนรับสู่บทความแปลจากเว็บ Opensea ของเพจ NFT Addict Thailand เรื่อง “The NFT Bible ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ NFT” โดยจะถูกเขียนออกมาทั้งหมด 6 Part ได้แก่

Part 1: NFT คืออะไร? Part 2: มาตรฐานในการสร้าง NFT Part 3: การทำงานของ NFT และวิธีที่ NFT ใช้ในการเก็บข้อมูล Part 4: NFT บนหน้าประวัติศาสตร์ Part 5: ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับ NFT Part 6: ตลาดของ NFT จะเป็นอย่างไรต่อไป?

NFT คืออะไร?

Non-fungible asset เป็นสิ่งแปลกใหม่? ไม่จริงหรอก พวก Fungible แปลกกว่าอีก

หลาย ๆ ครั้งที่มีคนพยายามอธิบายว่า NFT หรือ Non-fungible tokens คืออะไร? พวกเขามักเริ่มด้วยการอธิบายถึงความหมายของคำว่า fungibility ก่อน แต่เราจะไม่เริ่มอย่างนั้น เพราะมันจะเป็นการทำให้เรื่องต่าง ๆ นั้นดูยากเกินความจำเป็น

เพื่อที่จะให้ผู้อ่านทุก ๆ คนเข้าใจแนวคิดของสินทรัพย์ประเภท Non-fungible ได้ง่าย ๆ เราอยากให้ทุกคนคิดเอาซะว่า NFT คือสิ่งของทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันของคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น เก้าอี้ที่คุณกำลังนั่งอยู่ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป หรืออะไรก็ตามที่คุณสามารถเอาไปขายได้บน Shopee สิ่งของเหล่าทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของประเภท Non-fungible ด้วยกันทั้งนั้น

ในขณะที่ Fungible asset นั้นจะต่างออกไป โดยเราจะยกตัวอย่างที่คลาสสิคที่สุดของ Fungible asset ซึ่งนั่นก็คือ “เงิน” ขึ้นมาอธิบาย

แบงก์ห้าร้อยบาทจะมีค่า 500 บาทเสมอ ไม่ว่าบนแบงก์นั้นจะมีเลข Serial number อะไร หรือแม้แต่เงิน 500 บาทในบัญชีเราก็มีค่าเท่ากับกระดาษที่เราเรียกว่าแบงก์ห้าร้อย

คุณสามารถเอาแบงก์ห้าร้อยที่อยู่ในกระเป๋าของคุณไปแทนที่หรือสับเปลี่ยนกับแบงก์ห้าร้อยในที่อื่น ๆ ได้โดยที่สิ่งที่คุณได้กลับมาไม่ได้มีมูลค่าเปลี่ยนไปจากที่คุณมีตอนแรก นี่แหละคือคุณสมบัติที่ทำให้สกุลเงินถูกจัดเป็น Fungible asset หรือแปลเป็นไทยให้เท่ ๆ ว่า สินทรัพย์ที่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทดแทนกันได้

แต่ก่อนที่เราจะรู้ว่าสิ่งใดสามารถทดแทนหรือไม่สามารถทดแทนอีกสิ่งหนึ่งได้นั้น มันจำเป็นที่จะต้องมีการนำของสิ่งต่าง ๆ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นั้นมา “เปรียบเทียบ” กันก่อน

ยกตัวอย่างเช่น ตั๋วเครื่องบินทั้งสามระดับ ได้แก่ ตั๋วชั้นประหยัด ตั๋วชั้นธุรกิจ และตั๋วชั้นหนึ่ง เราอาจกล่าวได้ว่าตั๋วเหล่านี้มีความเป็น Fungible แบบหยาบ ๆ ในเงื่อนไขที่ว่าสามารถนำไปแลกเปลี่ยนทดแทนกันได้ ก็ต่อเมื่อตั๋วที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนนั้นเป็นตั๋วระดับเดียวกัน หรือกล่าวง่าย ๆ คือคุณไม่สามารถเอาตั๋วชั้นประหยัดไปแลกกับตั๋วชั้นหนึ่งได้

เช่นเดียวกันกับเก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่ เราก็อาจพูดได้ว่ามันมีความเป็น Fungible อยู่แบบหยาบ ๆ เหมือนกัน เราอาจสามารถนำเก้าอี้ที่เรานั่งอยู่ไปสลับสับเปลี่ยนกับอีกตัวได้ หากเก้าอีกตัวนั้นเป็นทรงเดียวกับที่เรามี ตราบใดที่เราไม่ได้ตกแต่งเก้าอี้ที่เรามีจนแตกต่างไปจากทรงเดิมที่มันออกมาจากโรงงาน

แต่ถึงกระนั้นเราจะมองแค่เรื่องลักษณะภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะหลาย ๆ ครั้ง Fungibility นั้นก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตัวบุคคลอยู่ด้วยเช่นกัน

อย่างตั๋วเครื่องบินที่เราเคยยกตัวอย่างไป ถึงแม้จะเป็นตั๋วระดับเดียวกัน ก็ไม่สามารถแทนกันได้ เพราะหากคนนั้นอยากที่จะนั่งริมหน้าต่างเป็นพิเศษ เขาคงไม่ต้องการตั๋วที่นั่งโซนอื่น ถึงแม้จะเป็นตั๋วระดับเดียวกันกับที่เขาต้องการจะซื้อก็ตาม

เช่นเดียวกันกับเหรียญสลึงที่แม้ว่าในแง่การใช้งานมันอาจจะมีค่าแค่ 25 สตางค์ แต่หากเหรียญนั้นเป็นรุ่นหายาก มันอาจมีค่าเป็นหมื่นบาทสำหรับนักสะสม ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะทวีความสำคัญขึ้นไปอีกเมื่อเรานำมันขึ้นไปอยู่บน Blockchain

Non-fungible tokens บน Blockchain

พูดกันตามตรง digital currencies หรือ non-fungible tokens นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งมีหลังการมาของ Blockchain สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่อินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้งานแล้ว

โดเมนเว็บไซต์ ตั๋วงานอีเว้นท์ออนไลน์ ไอเทมในเกม หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่อยู่บน Twitter หรือ Facebook สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น non-fungible digital assets ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ดิจิทัล เราสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ นำมาใช้งานร่วมกันได้ และหลาย ๆ อย่างที่ได้กล่าวมาก็ถูกตีมูลค่าสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

  • ในปี 2018 Epic Games มีรายได้จากการขายชุดในเกม Fornite เพียงอย่างเดียวถึง $2.4 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ขนาดของอุตสาหกรรมขายตั๋วออนไลน์มีแนวโน้มจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง $68 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025
  • การซื้อขายเว็บไซต์โดเมนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะเติบโตได้แข็งแกร่งอย่างนี้ไปอีกนาน

สิ่งต่าง ๆ มากมายถูกสร้างขึ้นมาบนโลกของอินเทอร์เน็ต แต่มันก็ไม่ใช่ของเราและก็ไม่เคยเป็น

เห็นได้ชัดว่าเรามีสิ่งของในรูปแบบดิจิทัลมากมายก่ายกองอยู่แล้ว แต่จริง ๆ แล้วเรามีสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านั้นมากน้อยเพียงใดกัน? หากการเป็นเจ้าของหมายความว่าสินทรัพย์นั้นไม่ได้ถูกถือครองโดยคนอื่นนอกจากคุณ เราก็อาจกล่าวได้ว่าคุณก็เป็นเจ้าของของสินทรัพย์นั้นในความหมายหนึ่ง

ถ้าการเป็นเจ้าของนั้นหมายถึงสิทธิในการถือครองได้เทียบเท่ากับการถือครองสินทรัพย์ในโลกของความเป็นจริง (อิสระในการถือครองและเคลื่อนย้าย) สินทรัพย์หลาย ๆ อย่างที่คุณถือครองอยู่ในแพลตฟอร์มหนึ่งอาจไม่เข้าเงื่อนไขนี้ เพราะคุณจะพบว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะเอาสกินตัวละครในเกมไปขายบน Shopee แล้วส่งต่อให้คนซื้อได้ง่าย ๆ

ซึ่งตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่ Blockchain เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานมีสิทธิถือครองและสิทธิเต็มในการจัดการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ของตัวเองได้ตามต้องการ Blockchain เพิ่มคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างที่ช่วยให้สินทรัพย์ที่อยู่บนโลกดิจิทัลอย่าง non-fungible assets มีความพิเศษและแตกต่าง และทำให้ความสัมพันธ์ของผู้สร้างและผู้ใช้งานอย่างเราเปลี่ยนไปด้วยคุณสมบัติที่ Blockchain ให้ได้ ดังต่อไปนี้

การกำหนดมาตรฐาน (Standardization)

The NFT Bible — Part 1: NFT คืออะไร?

สินทรัพย์ดิจิทัลแบบดั้งเดิมมักจะไม่ค่อยมีระเบียบแบบแผนที่ใช้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นตั๋วงานอีเว้นท์ โดเมนเว็บไซต์ หรือไอเทมในเกม ของเหล่านี้ต่างมีมาตรฐานและวิธีการใช้งานและการจัดการที่แตกต่างกันไปตามแต่ละแพลตฟอร์ม

แต่การมาของ NFT ที่ถูกใช้งานบน Blockchain จะทำให้ผู้พัฒนาสามารถสร้างมาตรฐานร่วมที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำซ้ำและถ่ายทอดคุณลักษณะที่พวกเขาสร้างมาใช้กับ NFT ทั้งหมดได้ รวมถึงเรื่องพื้นฐานอย่างความเป็นเจ้าของ การส่งมอบ และการควบคุม นอกจากนั้นยังสามารถใส่คุณสมบัติเพิ่มเติมอื่น ๆ ได้ตามต้องการเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยก็ได้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ไฟล์ดิจิทัลทั่ว ๆ ไปอย่างไฟล์ภาพ PNG หรือ JPEG ที่เป็นมาตรฐานของไฟล์รูปภาพ หรือ HTTP ที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานในการสื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับอีกเครื่องหนึ่ง เช่นเดียวกันกับ Blockchain ที่ถูกนำมาใส่ไว้ข้างบนมาตรฐานสองอย่างนี้อีกทีเพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถออกแบบคุณสมบัติพื้นฐานใหม่ที่จำเป็นต่อการออกแบบแอปพลิเคชันใหม่ของพวกเขา

ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability)

มาตรฐานของ NFT ทำให้เราสามารถเคลื่อนย้าย NFT ของเราไปยังแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่า NFT ที่เรามีจะถูกสร้างมาจากแพลตฟอร์มไหน มันจะสามารถเอาไปเก็บไว้ใน Wallet ได้ทุกอันไม่ว่า Wallet นั้นจะเป็นของผู้ให้บริการเจ้าไหน

แสดงบน Marketplace ที่ไหนก็ได้ และสามารถตรวจสอบธุรกรรมล่าสุดได้ หมายความว่าถ้าคุณสร้าง NFT อันใหม่ขึ้นมา คนอื่นจะรู้ได้ทันทีโดยตรวจสอบจาก most recently นอกจากนี้ยังสามารถเอาจัดแสดงบนโลกเสมือนจริงได้ด้วย

สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้เพราะมาตรฐานแบบเปิดที่ชัดเจน มั่นคง เชื่อถือได้ และสามารถเข้าถึงได้ด้วยการอ่านหรือเขียนด้วยคำสั่งจาก API

ความสามารถในการแลกเปลี่ยน (Tradeability)

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่เป็นผลสืบเนื่องจากความสามารถในการทำงานร่วมกันก็คืออิสระในการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างเสรีบนตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ของเขานอกแพลตฟอร์มดั้งเดิมของสินทรัพย์นั้นได้ นอกจากนั้นยังสามารถซื้อขายกันด้วยวิธีการที่ซับซ้อนกว่าการซื้อขายแบบปกติได้ เช่น การประมูล หรือการขายเป็นชุด ที่เจ๋งกว่านั้นคือสามารถใช้สกุลเงินอะไรก็ได้ในการซื้อขายสินค้า

และสำหรับนักพัฒนาเกม ความสามารถในการแลกเปลี่ยนอย่างอิสระที่ NFT มีช่วยลดภาระงานให้กับทีมผู้พัฒนาได้เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องสร้างระบบการซื้อขายด้วยตัวเองซึ่งมันเป็นงานที่หนักมาก อย่างเดียวที่พวกเขาต้องดูในส่วนนี้คือไอเทมและเงื่อนไขในการดรอปไอเทมต่าง ๆ

สภาพคล่อง (Liquidity)

ความสามารถในการแลกเปลี่ยน NFT ได้อย่างอิสระส่งผลให้ NFT เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก ตลาดสามารถรองรับผู้ใช้งานได้หลากหลายตั้งแต่นักเก็งกำไรมืออาชีพจนไปถึงมือใหม่ที่เพิ่งหัดใช้งาน เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงสินทรัพย์ได้หลากหลายมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งก็คล้ายกับสมัยปี 2017 ที่ ICO เริ่มได้รับความนิยมเพียงแต่เปลี่ยนจากสินทรัพย์ในรูป token มาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป

เปลี่ยนแปลงไม่ได้และพิสูจน์ได้ (Immutability and provable scarcity)

Smart contracts ช่วยให้ผู้สร้าง NFT สามารถจำกัดจำนวนของ NFT ที่ตัวเองต้องการจะสร้างขึ้นมาได้ นอกจากนั้นยังสามารถกำหนดคุณสมบัติที่ตายตัวของ NFT ตัวนั้น ๆ ไม่ให้สามารถแก้ไขได้หลังจากสร้างขึ้นมาแล้ว

ยกตัวอย่างเช่นการสร้างไอเทมในเกม หากไอเทมชิ้นนั้นจัดอยู่ในประเภทหายากหรือ Rare นักพัฒนาสามารถกำหนดจำนวนดรอปของไอเทมที่ตายตัวได้สำหรับไอเทมประเภทนี้ ในขณะที่ไอเทมที่ความหายากอยู่ในระดับทั่วไปก็ปล่อยให้มีจำนวนไม่จำกัด ในขณะที่คุณสมบัติของไอเทมก็สามารถเก็บอยู่บน Blockchain ได้เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อเวลาผ่านไป ไอเทมนั้นจะไม่ถูกแก้ไขในภายหลัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพิสูจน์งานศิลปะว่าเป็นของแท้หรือไม่

ถูกโปรแกรมได้ (Programmability)

การตั้งโปรแกรมหรือสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ ให้กับ NFT คุณสมบัติข้อนี้เป็นคุณสมบัติแบบเดียวกับที่สินทรัพย์ดิจิทัลแบบดั้งเดิมมี อย่าง CryptoKitties (ซึ่งเราจะมาพูดถึงกันอีกในบทต่อ ๆ ไป) ที่มีจุดขายในการเอาแมวที่เป็น NFT ตัวหนึ่ง มาผสมพันธุ์กับแมวที่เป็น NFT เช่นเดียวกันอีกตัวหนึ่งเพื่อสร้างแมวดิจิทัลอีกตัวหนึ่ง คุณสมบัติข้อนี้ทำให้ NFT สามารถสร้างความเป็นไปได้มากมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นักพัฒนามีอิสระเต็มที่ในการออกแบบกลไกในการสร้างสรรค์ NFT ในแบบของพวกเขาเองได้ตามที่ต้องการ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านทุกคนเข้าใจ NFT ได้มากขึ้นนะครับ ในบทความต่อไปเราจะเป็นบทความเรื่อง Part 2: มาตรฐานในการสร้าง NFT โดยเราจะมาพูดเจาะลึกเกี่ยวกับรูปแบบของ NFT ให้ทุกคนได้เข้าใจรายละเอียดของมาตรฐานการทำงานของ NFT แบบต่าง ๆ ให้มากขึ้นครับ

Bitcoin Addict

ที่มาบทความ: https://bitcoinaddict.org/2021/05/14/the-nft-bible-part-1-what-is-nft/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...