โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บริการ Private Banking ในยุคฟินเทค

Finnomena

อัพเดต 23 เม.ย. 2561 เวลา 04.09 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2561 เวลา 03.00 น. • FundTalk

ในวันที่แทบทุกธนาคารยกเลิกค่าธรรมเนียมทั้งการโอนเงินข้ามแบงค์ และการจ่ายสารพัดค่าธรรมเนียม ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียรายได้เป็นหลักเหยียบหมื่นล้านบาท หนึ่งในสาเหตุหลักคือการที่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) นั้นเปลี่ยนแปลงไป จากการต้องมาทำธุรกรรมที่แบงค์เป็นการใช้แอพมือถือทำธุรกรรมแทน

การที่แบงค์ตัดสินใจไม่เก็บค่าธรรมเนียมอีกต่อไปก็เพราะต้องการให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้แอพของตัวเอง และการมีจำนวนผู้ใช้งานมาก ๆ ก็เป็นโอกาสสำคัญในการแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการอื่นต่อไป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) นั่นเอง

พฤติกรรมของผู้ฝากเงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะดอกเบี้ยต่ำมากเหลือเพียงประมาณ 1% ซึ่งทำให้ผู้ฝากเงินได้โยกเงินจำนวนมากไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม หุ้นกู้ หุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งการลงทุนเหล่านี้สิ่งที่สถาบันการเงินทั้งหลายจะได้รับก็คือค่าธรรมเนียม เช่นค่าธรรมเนียมการ underwrite หุ้นกู้ ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น และกองทุน

อย่างไรก็ตามในยุคที่เทคโลยีเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ นาทีของชีวิตเช่นทุกวันนี้ เราทุกคนใช้เวลาจำนวนมากบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน การดูแลนักลงทุนในยุคนี้จึงเริ่มมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น

จากเดิมที่หลาย ๆ ผลิตภัณฑ์การลงทุนเช่น หุ้น กองทุนรวมเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป ปัจจุบันเราจะเห็นข่าวสารข้อมูลแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่านทาง Media หลายรูปแบบ ทั้ง facebook, LINE, youtube และบล็อกต่าง ๆ แทบไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้คนไทยในวงกว้างสามารถทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากขึ้น การจะลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ก็มีแนวโน้มจะง่ายขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้ที่ประเทศเราจะเริ่มมี Digital ID และ e-KYC ซึ่งจะทำให้คนไทยทุกคนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เหล่านี้ทางช่องทางออนไลน์ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องพบกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินอีกต่อไป

การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของนักลงทุนก็จะเกิดง่ายขึ้น จากอดีตที่หลาย ๆ คนมักจะผูกติดการฝากเงินและการลงทุนไว้กับไม่กี่สถาบันการเงิน เนื่องจากการเปิดบัญชีมีความยุ่งยาก และต้องใช้คนดูแล ในยุคดิจิทัลอย่างปัจจุบันนั้นมีการเปรียบเทียบข้อมูลย่อยให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเปรียบเทียบทุกธนาคาร ผลการดำเนินงานเปรียบเทียบทุกกองทุน ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นเทียบแต่ละโบรคเกอร์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้บริโภคมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์แต่ละสถาบันการเงินน้อยลง แต่จะเริ่มโยกย้ายเงินไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ประโยชน์สูงสุดมากกว่า

นักลงทุนจะมีความเป็น Segment น้อยลง

จากเดิมที่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งจะมีการแบ่งเป็น segment ที่ชัดเจน เช่นกลุ่มรายย่อยที่มีเงินฝากเงินลงทุนต่ำกว่า 1 ล้านบาท, กลุ่ม Mass affluent ที่อยู่ในช่วง 1 – 10 ล้านบาทซึ่งมีอยู่ประมาณ 5 แสนคนในปัจจุบัน, กลุ่ม Premium ที่มีเงินฝากเงินลงทุน 10 – 50 ล้านบาท และกลุ่ม Private Bank คือขนาด 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยทั้งผลิตภัณฑ์ และระดับการให้บริการ (Service Level) ที่ให้กับลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันชัดเจน เช่นในอดีตการแนะนำการลงทุนใน Structure Product หรือกองทุนรวมที่มีความซับซ้อนมักจะกระจุกตัวอยู่ในลูกค้ากลุ่มบน แต่ในปัจจุบันที่ Mobile Experience ได้สร้างความสามารถใหม่ให้กับสถาบันการเงินสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงคนในวงกว้างขึ้น ในต้นทุนที่ถูกลง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เคยแนะนำได้เฉพาะลูกค้ากลุ่มบนสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มกลางและกลุ่มล่างได้มากขึ้น ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งในที่นี้ผมขอให้คำนิยามว่าเป็นนักลงทุนที่อายุต่ำกว่า 40 ปีเริ่มที่จะสนใจในสิทธิพิเศษ (Privilege) ต่าง ๆ น้อยลงกว่าเดิม ขณะที่ใส่ใจในผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนมากขึ้น

บริการ Private Banking ในยุคฟินเทค

ผู้เขียนมองว่าบริการสำหรับนักลงทุนกลุ่มบนในยุคนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นสำคัญซึ่งจะสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว จะมีความสำคัญมากกว่าการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ สิทธิ์ในการเข้าเลานจ์ตามสนามบิน นอกจากนี้การให้ความรู้ที่ปราศจาก Bias ก็มีความสำคัญ คือการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับที่มีของทุกสถาบันการเงิน ไม่ใช่การเน้นแต่การขายผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินของตัวเอง โดยนักลงทุนรุ่นใหม่ใส่ใจกับการได้รับความรู้การเงินการลงทุนที่ลึกขึ้น และถูกต้องมากขึ้น

การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดูแลก็มีผลมากขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่ผู้ให้บริการ Private Banking จะเน้นที่ตัว RM เป็นหลัก แต่ในยุคนี้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการใช้ Robo Advisor เข้ามาช่วยให้คำแนะนำการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสะดวกรวดเร็วขึ้น แทนที่จะต้องเซ็นเอกสารเป็นปึก ๆ เปลี่ยนมาเป็นการทำธุรกรรมได้ครบจบในแอพในทีเดียว หรือการแสดงผลการดำเนินงานการลงทุนที่ถูกต้องมากขึ้น เช่นการใช้ TWRR หรือ Modified Dietz ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่เหล่า Private Banker ได้ใช้ประกอบการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนในยุคฟินเทคครับ

สุดท้ายนี้ทาง FINNOMENA ที่ผู้เขียนทำงานอยู่ปัจจุบันกำลังขยายธุรกิจ Private Banking ในสไตล์ฟินเทค และเปิดรับ Senior Investment Advisor, Portfolio Specialist จำนวนหลายอัตรา หากท่านสนใจดูรายละเอียดได้ที่ https://www.finnomena.com/careers/ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

FundTalk รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...