โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ระวัง! ผลข้างเคียงยาแก้ปวด ‘ไอบูโพรเฟน’

The Bangkok Insight

อัพเดต 05 มิ.ย. 2563 เวลา 05.22 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2563 เวลา 05.20 น. • The Bangkok Insight

ข่าวหญิงสาวผิวหนังไหม้ลอกไปทั้งตัว จากการซื้อยา ไอบูโพรเฟน มารับประทานทานเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันคุด จนเกิดการแพ้ยาอย่างหนัก ต้องเข้าห้องไอซียู ได้ทำให้สังคมตื่นตัวเรื่องผลข้างเคียงของยาชนิดนี้

ไอบูโพรเฟน

ยาไอบูโพรเฟน คือยาอะไร 

ไอบูโพรเฟน เป็นยาแก้อักเสบปราศจากสเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drug) หรือเอ็นเซด (NSAID) นิยมใช้เพื่อรักษาอาการปวด ลดไข้ และแก้อักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ปวดหลัง ข้อต่ออักเสบ ปวดประจำเดือน และอาการบาดเจ็บเล็กน้อย

ยาชนิดนี้เป็นยาตามใบสั่งแพทย์ หรือหาซื้อมารับประทานเองก็ได้ รูปแบบยามีทั้งชนิดเม็ด ยาน้ำ ยาทา และยาพ่น

โดยปกติแล้ว 60% ของผู้ได้รับเอ็นเซด จะมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าเอ็นเซดประเภทหนึ่งไม่ได้ผล ก็อาจใช้อีกประเภทได้

อย่างไรก็ตาม ไอบูโพรเฟน มักก่อผลข้างเคียง เป็นอาการแสบร้อนกลางอก และผื่น แต่เมื่อเทียบกับเอ็นเซดประเภทอื่น ๆ ไอบูโพรเฟนอาจมีผลข้างเคียง อย่างอาการเลือดออกในทางเดินอาหารน้อยกว่า

แต่ถ้าใช้ในปริมาณมาก และเป็นเวลานาน ไอบูโพรเฟนจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหัวใจล้มเหลว ไตล้มเหลว และตับล้มเหลว ถ้าใช้น้อยและไม่นาน ก็ไม่ปรากฏว่าเพิ่มความเสี่ยง ให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายขาดเลือด แต่ถ้าใช้มาก และนานก็ไม่แน่

นอกจากนี้ ไอบูโพรเฟนอาจทำให้โรคหืดแย่ลงได้ และแม้ยังไม่แน่ชัดว่า ไอบูพรอเฟนเป็นอันตรายต่อครรภ์ในระยะแรกเริ่มหรือไม่ แต่ปรากฏว่า มีอันตรายต่อครรภ์ในระยะท้าย

การค้นพบ

ยาชนิดนี้ ค้นพบโดยสจวร์ต อดัมส์  ในปี 2504 "บรูเฟน" ภายหลังมียี่ห้ออื่น ๆ อีก เช่น "แอดวิล" (Advil), "มอตริน" (Motrin), และ "นูโรเฟน" (Nurofen) โดยไอบูโพรเฟนเริ่มตีตลาดในสหราชอาณาจักรเมื่อ 2512 และในสหรัฐเมื่อปี 2517

ไอบูโพรเฟนยังได้รับการบรรจุในทะเบียนต้นแบบยาสำคัญขององค์การอนามัยโลก (WHO)  ซึ่งมีรายการยาที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และจำเป็นต่อระบบสุขภาพขั้นพื้นฐาน

 

คำเตือนการใช้ ไอบูโพรเฟน

การใช้ยาไอบูโพรเฟนในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายได้ ผู้ป่วยโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงยาประเภทนี้

อาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในช่องท้องและลำไส้ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ การใช้ยาดังกล่าวโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้เสียชีวิตได้

อาจส่งผลเสียต่อลำไส้และกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาขณะท้องว่าง

หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟนหากมีอาการแพ้ยา หรือเคยมีอาการหอบหืดเฉียบพลัน หลังจากใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน

สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา หรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าวได้เป็นดีที่สุด โดยเฉพาะขณะมีอายุครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 (7-9 เดือน)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคลิ่มเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง โรคตับ โรคไต หรือโรคหอบหืดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

ผู้ที่เคยมีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหารควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ทั้งนี้ ยาไอบูโพรเฟนเป็นยาที่สามารถส่งผลเสียต่อกระเพาะและลำไส้ได้ ควรรับประทานยาหลังอาหาร และใช้ไม่เกินครั้งละ 400 มิลลิกรัม นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ยาไอบูโพรเฟนร่วมกับยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะใช้ยา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากไม่แน่ใจในเรื่องการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ชัด

อาการผิวหนังไหม้ลอกจากการแพ้ยา

ผลข้างเคียงการใช้ยา

ยาไอบูโพรเฟนเป็นยาที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก จึงควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หากพบอาการผิดปกติ โดยอาการข้างเคียงที่มักพบจากการใช้ยาดังกล่าวได้แก่

  • อาการปวดท้อง แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย
  • มีกรดในกระเพาะอาหาร
  • เรอ มีลมภายในท้องหรือลำไส้ ผายลมบ่อย
  • ท้องอืด ท้องเสีย ท้องผูก
  • มีปัญหาเรื่องปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลง
  • แสบร้อนกลางอก
  • คันตามผิวหนัง
  • ปวดหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณหน้าอก ท้องส่วนบน หรือลำคอ
  • ผิวซีดลง
  • คลื่นไส้
  • หายใจเร็ว หายใจเสียงดัง หายใจถี่ หายใจลำบาก
  • มีผื่นเป็นปื้น ๆ บริเวณผิวหนัง
  • มีอาการบวมบริเวณใบหน้า นิ้วมือ มือ เท้า เข่า และขาส่วนล่าง
  • เลือดออกผิดปกติ
  • เหนื่อยง่าย
  • อาเจียน
  • น้ำหนักขึ้นผิดปกติ

ผู้ที่ใช้ยาบางรายอาจมีอาการผลข้างเคียงที่ผิดปกติร่วมด้วย เช่น รู้สึกกระวนกระวาย มึนงง เลือดออกตามไรฟัน ผิวลอก สายตาผิดปกติ ท้องผูก ไอ เสียงแหบ หนาวสั่น กลืนลำบาก ปากแห้ง วิงเวียนศีรษะ หลอดเลือดที่คอโป่งพอง อ่อนเพลียอย่างรุนแรง การเต้นของหัวใจผิดปกติ เป็นไข้ ปัสสาวะถี่ ผมร่วง ลมพิษ ความดันโลหิตสูง ท้องไส้ปั่นป่วน อาเจียนเป็นเลือด หรือตาเหลือง ตัวเหลือง

ถ้าหากเกิดอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะหากทิ้งไว้อาจส่งผลร้ายให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโคม่าได้

ขอบคุณข้อมูล :  พบแพทย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...