โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนมองสงครามเชื้อโรคในประวัติศาสตร์โลก-ปัจจุบัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 พ.ค. 2563 เวลา 13.09 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2563 เวลา 13.08 น.
Photo by MOD / AFP

ภาคิน วลัยวรางกูร : เรื่อง

จนถึงตอนนี้ แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานที่แน่ชัดว่าต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้มาจากที่ไหนกันแน่ แต่ทั้งองค์การอนามัยโลกและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสันนิษฐานไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้นตอของเชื้อไวรัสชนิดนี้มีที่มาจากสัตว์ ก่อนติดต่อมาสู่มนุษย์ในประเทศจีนเมื่อปลายปีที่ผานมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามาจากตลาดขายสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่น

อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดนี้ มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างและทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้อาจจะไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ ทั้งทฤษฎีที่ว่าไวรัสโคโรน่าตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการผลิตอาวุธชีวภาพของรัฐบาลจีน หรือทฤษฎีที่ว่ากองทัพสหรัฐเป็นผู้นำเชื้อไวรัสเข้ามาในอู่ฮั่น ฯลฯ ซึ่งจากทฤษฎีต่าง ๆ ที่บอกว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่คืออาวุธชีวภาพก็ชวนให้นึกอยากรู้ว่า ที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์เคยมีการใช้ไวรัสหรือเชื้อโรคเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามกันอย่างไรบ้าง

การใช้อาวุธชีวภาพในประวัติศาสตร์

ในหนังสือ A Short History of Biological Warfare : From Pre-History to the 21st Century ของนักโบราณคดีชื่อ ดับบลิว. เซธ คารัส (W. Seth Carus) เชื่อว่ามีการใช้อาวุธชีวภาพมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งเพื่อการตกปลา ล่าสัตว์ รวมถึงการสงคราม มีบันทึกโบราณรายงานว่า ชาวไซเธียน (The Scythians) ฆ่างูพิษและปล่อยให้เน่า ในขณะเดียวกันก็นำเลือดของมนุษย์มาใส่ไว้ในภาชนะเล็ก ๆ ทิ้งไว้จนแห้ง แล้วจึงนำของเหลวจากงูพิษที่เน่ามาผสมกับตะกอนเลือดนั้น แล้วนำไปเคลือบที่ปลายลูกธนูเพื่อใช้ในการสู้รบ

ส่วนในยุคโบราณ (500 ปีก่อนคริสตกาล-ค.ศ. 1000) ยังคงไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดว่ามีการใช้อาวุธชีวภาพหรือไม่ เพราะนอกจากค้นพบการปนเปื้อนของปลายลูกธนูอาบยาพิษของชาวไซเธียนแล้ว ในพื้นอารยธรรมแถบเมดิเตอร์เรเนียน แถบหุบเขาแม่น้ำไทกริสยูเฟรทีส แถบชมพูทวีป จีน หรือที่อื่นนั้นไม่พบเลย ซึ่งอาจตีความได้ว่าการใช้ยาพิษไม่เป็นที่ยอมรับในสมัยนั้น

จนถึงยุคกลาง ในปี ค.ศ. 1346 ในพงศาวดารของเมืองเจนัว (Genoese) ประเทศอิตาลี ที่บันทึกโดย กาเบรียล เดอ”มุสซี (Gabriele de”Mussi) บันทึกไว้ว่า ในขณะที่กองทัพมองโกลปิดล้อมเมืองแคฟฟา (Caffa) ในอิตาลี มองโกลกลับต้องสูญเสียกำลังทหารจากการแพร่ระบาดของกาฬโรคจนต้องถอยทัพ แต่พวกเขาไม่ถอยเปล่า ทหารมองโกลนำศพที่เสียชีวิตจากโรคระบาดมัดรวมกันและนำใส่เครื่องยิงหิน (Catapult) ยิงใส่เข้าไปในเมืองจนเกิดการแพร่ระบาดไปทั่ว เป็นเหตุให้ผู้คนอพยพหนีตายกลายเป็นเมืองร้าง ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่ามีผู้รอดชีวิตนำเชื้อกาฬโรคติดไปด้วยเกิดเป็นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วยุโรปที่เรียกว่ากาฬมรณะ (The Black Death) แต่ภายหลังมีข้อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่สาเหตุหลักของการแพร่ระบาด

อีกหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่มีการบันทึกไว้คือ ช่วงปลายยุคกลาง ในปี 1763 สมัยแห่งการรุกรานชนพื้นเมืองอเมริกัน กองกำลังอังกฤษถูกปิดล้อมที่ป้อมพิตต์ (Fort Pitt) ทางกองทัพจึงถอนกำลัง และได้มีการส่งอาหารและสิ่งของให้แก่บรรดาหัวหน้าชนเผ่าอินเดียนแดง หนึ่งในนั้นคือผ้าห่มของผู้ป่วยโรคฝีดาษ ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดในชนเผ่าอินเดียนแดงไปทั่ว

อาวุธชีวภาพในสงครามโลกครั้งที่ 1

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงปี 1914-1918 มีหลักฐานว่ามีการใช้อาวุธชีวภาพ จากบทความวิจัย “Biological warfare and bioterrorism : a historical review” บนเว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Center for Biotechnology Information หรือ NCBI) ระบุว่า ประเทศเยอรมนีพยายามใช้อาวุธชีวภาพที่หลากหลาย ทั้งการส่งปศุสัตว์ที่มีเชื้อแบคทีเรีย เช่น แอนแทรกซ์ (Anthrax) และแกลนเดอร์ส (Glanders) ซึ่งเป็นโรคระบาดในม้าที่สามารถติดต่อถึงคนได้ไปยังสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ การใช้เชื้ออหิวาต์ที่ก่อให้เกิดอหิวาตกโรคในอิตาลี และการใช้กาฬโรคโจมตีกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในประเทศรัสเซีย

ในเดือนมิถุนายน 1925 ทั่วโลกเห็นถึงความอันตรายของการใช้อาวุธชีวภาพ จึงทำข้อตกลงร่วมกันในพิธีสารเมืองเจนีวา (Geneva Protocol) เพื่อกำกับการใช้งานอาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงอย่างอาวุธชีวภาพในสงคราม อย่างไรก็ตาม พิธีสารเมืองเจนีวาไม่ได้มีการกำหนดการตรวจสอบหรือข้อบังคับให้ปฏิบัติตาม ทำให้เป็นข้อตกลงที่ไม่ค่อยเป็นผลนัก

อาวุธชีวภาพในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี 1932 หลายประเทศเริ่มจริงจังกับการค้นคว้าและพัฒนาอาวุธชีวภาพ ซึ่งจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในนั้น ญี่ปุ่นจัดตั้งหน่วยงานทางทหารเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาอาวุธชีวภาพภายใต้หน่วย 731 (Unit 731) ที่ตั้งอยู่ในเขตผิงฝาง (Pingfang) ในดินแดนแมนจูเรียทางตอนเหนือของประเทศจีนซึ่งในตอนนั้นถูกยึดและปกครองโดยรัฐหุ่นเชิดของจักรวรรดิญี่ปุ่น มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมวิจัยและพัฒนาอาวุธชีวภาพในหน่วยถึงกว่า 3,000 คน

เชื้อโรคที่จักรวรรดิญี่ปุ่นศึกษาในตอนนั้นคือเชื้อแอนแทรกซ์ เชื้อไนซีเรียเมนิงไจทิดิส (Neisseria Meningitidis) เชื้ออหิวาต์ เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ และกาฬโรค ซึ่งในระหว่างดำเนินการ มีนักโทษเสียชีวิตจากการทดลองถึงกว่า 10,000 ราย ซึ่งกว่า 3,000 รายในนั้นเป็นเชลยสงครามจากเกาหลี จีน มองโกเลีย สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย

นอกจากนั้น ทีมวิจัยของกองทัพภายใต้หน่วย 731 ยังได้พัฒนากาฬโรคให้กลายเป็นอาวุธชีวภาพ โดยให้หมัดทดลองกินเลือดจากหนูที่มีเชื้อ และทิ้งระเบิดชีวภาพเหล่านี้ใส่ประเทศจีนหลายต่อหลายครั้งโดยหวังผลให้เกิดการแพร่ระบาด ซึ่งการแพร่ระบาดจากระเบิดชีวภาพของจักรวรรดิญี่ปุ่นครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดในปี 1942 ที่เมืองฉางเต๋อ มีรายงานผู้เสียชีวิต 10,000 ราย ซึ่ง 1,700 รายในนั้นคือทหารในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเอง

ไม่ใช่แค่จักรวรรดิญี่ปุ่นเท่านั้น ทั้งเยอรมนี แคนาดา อังกฤษ สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา ล้วนมีโครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธชีวภาพของตัวเองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสิ้น

เปลี่ยนจากการสงครามเป็นการก่อการร้ายทางชีวภาพ

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960s นานาชาติกังวลและตระหนักถึงความอันตรายของอาวุธชีวภาพ ทั้งในแง่ของการคุกคามธรรมชาติ ความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจากการไม่มีการควบคุมดูแลการใช้งาน รวมทั้งเห็นว่าพิธีสารเมืองเจนีวาปี 1925 ไม่มีประสิทธิภาพ หลายประเทศจึงทำข้อตกลงร่วมกันใหม่ เกิดเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามพัฒนา การผลิต การสั่งสมอาวุธแบคทีเรีย (อาวุธชีวภาพ) และอาวุธที่เป็นพิษ ในงานประชุมว่าด้วยเรื่องอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention หรือ BWC) ในปี 1972 มีการร่วมลงนามถึง 141 ประเทศ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าในการสงครามจะไม่มีการใช้อาวุธชีวภาพอีกต่อไป แต่อาวุธชีวภาพกลับถูกนำมาใช้ในการก่อการร้ายอีกหลายครั้ง ในบทความ “Biological Weapons in History” บนเว็บไซต์สารานุกรมบริแทนนิกา (Encyclopedia Britannica) ยกตัวอย่างเหตุการณ์การก่อการร้ายโดยใช้อาวุธชีวภาพเอาไว้หลายเหตุการณ์ ดังนี้

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980s เมื่อ ภควัน ศรี ราชนีช (Bhagwan Shri Rajneesh) ที่ภายหลังรู้จักกันในนามโอโช (Osho) และสาวกย้ายมาตั้งรกรากในเขตวาสโก (Wasco County) รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มสาวกราชนีช (The Rajneeshies) พยายามที่จะแทรกแซงการเมืองในเมืองใกล้เคียงอย่างแอนทิโลป (Antelope) โดยการเปลี่ยนชื่อเมืองให้กลายเป็นราชนีชปุราม (Rajneeshpuram) รวมถึงพยายามขยายอำนาจไปทั่วเขตด้วยวิธีการต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการทดลองปล่อยเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา (Salmonella) ตามร้านขายของชำ ร้านอาหาร และแหล่งน้ำในเมืองดัลเลส (The Dalles) ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อมากถึง 751 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s ลัทธิโอมชินริเกียว (Aum Shinrikyo) พยายามใช้อาวุธชีวภาพและอาวุธเคมีโจมตีญี่ปุ่นหลายครั้ง ครั้งที่เป็นที่พูดถึงที่สุดคือในปี 1995 สมาชิกในลัทธิใช้แก๊สซาริน (Sarin Gas) ซึ่งเป็นของเหลวไร้สี ไร้กลิ่น มีฤทธิ์รุนแรง ส่งผลต่อระบบประสาทโจมตีระบบสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 5,500 ราย เสียชีวิต 13 ราย

เหตุการณ์ล่าสุดคือในปี 2001 มีจดหมายส่งถึงนักการเมืองและบุคคลสำคัญในสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในจดหมายได้บรรจุเชื้อแอนแทรกซ์เอาไว้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และต้องเข้าโรงพยาบาลอีก 22 ราย ภายหลังสำนักงานสอบสวนกลางหรือ FBI สามารถปิดคดีได้ โดยทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนักจุลชีววิทยาที่ทำงานด้านการป้องกันอาวุธชีวภาพในกองทัพสหรัฐ ซึ่งเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายในปี 2008 หลังจากมีชื่อตกเป็นผู้ต้องสงสัย

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...