โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนการค้าในไทยยุค 2420-2510 จีนครองโรงสี ถึง "ผูกขาดการค้า" ฝรั่งรับว่าสู้ไม่ได้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 พ.ย. 2564 เวลา 05.56 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 05.55 น.
สำเพ็งในอดีต (ภาพจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2543)

การค้าของคนจีนในไทยช่วงระหว่าง พ.ศ. 2420-2510 เรียกได้ว่าเป็นพลังที่ส่งอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชิงการผลิตเมื่อฉายภาพผ่านกิจการร้านค้าและโรงสี ขณะที่ในเชิงการค้า นับตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาซึ่งเป็นห้วงที่เศรษฐกิจทุนนิยมโลกกำลังแผ่ขยายเข้ามาในหลายพื้นที่ในไทยและส่งผลกระทบ โดยเฉพาะในชนบทภาคกลาง ไปจนถึงนายทุนพ่อค้าชาวจีน

เรื่องราวของกิจการคนจีนที่อยู่ในภาคกลางอย่างกรุงเทพฯ นครสวรรค์ (ภาคเหนือตอนล่าง บางกลุ่มเคยจัดให้เป็นภาคกลางตอนบน) หรือในพื้นที่ชนบทจุดอื่นในภาคกลางตั้งแต่พ.ศ. 2503 เป็นต้นมาเป็นช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกซึ่งส่งผลต่อการผลิตและความสัมพันธ์การผลิต ช่วงที่เศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกแผ่เข้ามาในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ชนชั้นนายทุนที่เติบโตชัดเจนคือ นายทุนพ่อค้าจีน และนายทุนขุนนาง

ในภาพกว้างของเศรษฐกิจไทยช่วง พ.ศ. 2503-2516 ผลการศึกษาการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ส่งผลต่อสังคมชนบทภาคกลางระหว่าง พ.ศ. 2503-2516 โดยวิทยากร เชียงกูล พบว่า นายทุนพ่อค้าจีน และนายทุนขุนนาง (ข้าราชการชั้นสูงที่ได้ประโยชน์จากการค้าการลงทุน) ร่วมมือกันผูกขาดการส่งออกในลักษณะการผูกขาดกลุ่ม (Obligopoly) การพัฒนาทุนนิยมในไทยก็ยังไม่เคยผ่านช่วงทุนนิยมแข่งขัน (Competitive capitalism) อย่างจริงจัง

รายงานการศึกษาบรรยายว่า พ่อค้าจีนในช่วงเวลานั้นสามารถใช้ช่องว่างในระบบเกณฑ์แรงงานไพร่ของไทยพัฒนาตัวเองจากนายทุนพาณิชย์ นายทุนเงินกู้ขึ้นมาเป็นนายทุนสมัยใหม่ซึ่งควบคุมการส่งออกและการค้าส่งสินค้าเกษตรสำคัญไว้แทบทั้งหมด

คลิกอ่านเพิ่มเติมทำไมคนไทยค้าขายสู้คนจีนไม่ได้ ถ้า “ขยัน-ประหยัด-อดทน”เท่ากัน?

ที่มาที่ไปจากยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 

หากพูดถึงการผูกขาดทางการค้า ที่มาที่ไปของโอกาสทางการค้าของคนจีนในไทยซึ่งนำมาสู่การผูกขาดควบคุมการค้าหลายประเภทในช่วง พ.ศ. 2503 เป็นต้นมานั้น เชื่อมโยงกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทยครั้งสำคัญอีกช่วงระหว่าง พ.ศ. 2353-2453 ซึ่งหากยกตัวอย่างการค้าบางชนิด อาทิ การค้าข้าว หรือกิจการโรงสีอาจพอทำให้เห็นภาพได้

ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษระหว่าง พ.ศ. 2353-2453 ที่ว่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจหลายประการ ซึ่งตามทัศนะของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ นักวิชาการประวัติศาสตร์มองว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของชาวจีนทั้งทางตรงและทางอ้อม

การเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ การเดินเรือของชาวจีนที่ขยายตัวมาจนถึง พ.ศ. 2383 เริ่มเสื่อมลงอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงขั้นสูญสิ้นในช่วงการค้าเสรียุคใหม่

เดิมทีคนจีนครอบครองธุรกิจการค้าและการเดินเรือของสยามทำให้ชาวจีนมีอภิสิทธิ์ในทางการค้าเป็นพิเศษ เสียภาษีสำเภาและสินค้าของตนเองเพียงเล็กน้อยและที่สำคัญคือพวกเขายอมเสียอย่างยุติธรรม ขณะที่ชาวตะวันตกถูกเรียกเก็บด้วยอัตราสูงกว่าทั้งสินค้าเข้าและออก ประกอบกับลักษณะของชาวจีนที่กล้าเสี่ยงและชำนาญการเดินเรือ มีประสบการณ์โชกโชน ชาวจีนยังติดต่อกับพ่อค้าปลีกชาวจีนในไทย เรียกได้ว่าเข้าถึงตลาด ซึ่งชาวตะวันตกไม่สามารถแข่งขันได้ ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างโดยคร่าวเท่านั้น

ชาวตะวันตกเพิ่งได้รับสิ่งที่ต้องการจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) ซึ่งเซอร์จอห์น เบาว์ริง ทูตอังกฤษทำกับสยาม ภายหลังสยามก็เริ่มทำสัญญาลักษณะคล้ายกันกับประเทศที่ทำการค้าระดับใหญ่โตทั้งในยุโรปและอเมริกา ชาวตะวันตกจึงได้รับความคุ้มครองของกงสุล มีเสรีภาพ และสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

สนธิสัญญาเบาว์ริง เป็นผลทำให้ยุติการผูกขาดการค้าของกรมพระคลังสินค้า และยุติการผูกขาดการค้ากับชาวจีน ช่วงเวลานี้เรือสำเภาจีนที่ทำการค้าต่างประเทศลดน้อยลง เนื่องจากเจอการแข่งขันจากเรือกำปั่นของไทยและตะวันตก ใน พ.ศ. 2422 ระวางเรือที่จอดท่ากรุงเทพฯ มี 490,000 ตัน เป็นเรืออังกฤษ 242,000 ตัน และเรือสำเภาเพียง 10,000 ตัน ซึ่งในบรรดาเรือสำเภาก็ไม่ได้เป็นสำเภาจีนทั้งหมดด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม วิลเลียม อธิบายว่า ความเสื่อมของการเดินเรือของจีนไม่ได้หมายความถึงความเสื่อมทางการค้าต่างประเทศของจีน เมื่อดูจากการค้าต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งก็ตกในมือของคนจีน การศึกษาโดยกงสุลอังกฤษพบว่า พ.ศ. 2433 ตัวแทนการค้าในกรุงเทพฯ มีชาวจีนมากที่สุดที่ร้อยละ 62 อังกฤษร้อยละ 26 อินเดียร้อยละ 8 และอื่นๆ ร้อยละ 4

ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปแบบการผูกขาดของคนจีนเนื่องจากความคุ้นเคยในตลาดและการติดต่อกับพ่อค้าปลีกและส่งที่เป็นชาวจีน แม้แต่บริษัทตะวันตกยังต้องเลือกพ่อค้าจีนที่มั่งคั่ง และได้รับอบรมแบบตะวันตก มีความสำคัญในชุมชนจีนให้เป็นตัวแทนผู้ติดต่อของบริษัท คนจีนบางรายพูดได้ทั้งจีนแต้จิ๋ว และฮกเกี้ยน แถมยังพูดไทยและอังกฤษได้บ้าง แสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคยในพื้นที่

โรงสีเครื่องจักรไอน้ำ

ในช่วงพ.ศ. 2422 เป็นช่วงเวลาที่การสีข้าวโดยใช้เครื่องจักรเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการพัฒนาฐานะทางเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในมือของชาวจีนในสยาม เจมส์ ซี. อินแกรม นักวิชาการประวัติศาสตร์ซึ่งศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจในไทย อธิบายว่า ข้าวที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของสยามตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2398 และสินค้าออกที่ว่านี้ก็มาจากโรงสีข้าวของคนจีนแทบทั้งสิ้น และการส่งออกข้าวก็เพิ่มขึ้นหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้าของโรงสีชาวจีน

แม้ว่าการใช้เครื่องจักรของตะวันตกจะเข้ามาท้าทายผลประโยชน์ของชาวจีน การขยายตัวของกิจการโรงสีข้าวของตะวันตกไม่พัฒนาเพิ่มจำนวนไปเกินกว่า 5 โรง และเจ้าของกิจการชาวจีนก็สั่งเครื่องสีข้าวไอน้ำจากอังกฤษมาใช้เองในช่วง พ.ศ. 2420 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชาวยุโรป

พ.ศ. 2422 โรงสีข้าวไอน้ำของชาวจีนมีจำนวนใกล้เคียงกับชาวตะวันตก เมื่อถึงพ.ศ. 2455 โรงสีข้าวของชาวจีนในกรุงเทพฯ และเมืองใกล้เคียงก็มีรวมกันมากกว่า 50 โรงแล้ว ในเวลาเดียวกันชาวตะวันตกก็ขายกิจการโรงสีของตัวเองให้เจ้าของโรงสีชาวจีนด้วย ในช่วง พ.ศ. 2455 มีโรงสีของชาวตะวันตกเพียง 2-3 แห่งเท่านั้น

ในช่วงแรกชาวจีนรู้ว่าเครื่องจักรไอน้ำมีประสิทธิภาพมาก จึงซื้อโรงสีเครื่องจักรไอน้ำ ขั้นแรกเริ่มซื้อเครื่องขนาดเล็ก และว่าจ้างวิศวกรชาวตะวันตก (โดยเฉพาะชาวสกอต) มาควบคุมเครื่อง ชาวจีนกวางตุ้งเฉลียวฉลาดเรื่องเครื่องยนต์อยู่แล้ว ยิ่งทำให้ไม่ต้องพึ่งพาชาวตะวันตกโดยตรง ตลาดต่างประเทศที่ซื้อข้าวสยามอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง และภาคใต้ของจีน มีบริษัทที่สั่งซื้อที่เป็นของชาวจีนเสียเป็นส่วนมาก

สถานการณ์เหล่านี้ทำให้กงสุลอังกฤษถึงกับระบุในหนังสือรายงานว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวยุโรปจะแข่งขันกับคนจีนที่มีเล่ห์เหลี่ยมในด้านการค้า (ข้าว) โดยเฉพาะนี้ได้”

โรงสีข้าวในกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมดดำเนินงานโดยชาวจีนแต้จิ๋ว โรงสีโดยชาวจีนไหหลำ หรือกว้างตุ้งเป็นเจ้าของและดำเนินงานมีเพียงโรงสีขนาดเล็ก 5 แห่ง ส่วนโรงสีทางภาคเหนือถูกผูกขาดโดยจีนแต้จิ๋ว มีจีนไหหลำ กว้างตุ้ง และจีนแคะอยู่เล็กน้อย แต่คนจีนที่เกิดในจีนและเป็นเจ้าของ/ผู้จัดการโรงสีลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง คนจีนที่เกิดในจีนซึ่งเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการในโรงสีมีไม่ถึงร้อยละ 50 โรงสีที่ดำเนินงานโดยคนจีนที่เกิดในไทยมักใช้ชื่อไทยแทนชื่อจีน อีกทั้งยังเริ่มถูกพิจารณาว่าเป็นกิจการของคนไทยมากกว่าคนจีน

หลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว ในช่วง พ.ศ. 2489-2493 โรงสีข้าวในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 925 แห่ง การจ้างงานในโรงสีที่จ้างกรรมกรชาวจีนเพิ่มขึ้นในเฉพาะกรุงเทพฯ โรงสีในกรุงเทพฯ ยังใช้วิศวกร ช่างเครื่อง ช่างตีเหล็กและช่างไม้เป็นชาวจีนกวางตุ้ง แต่ทางภาคเหนือ กรรมกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งานคนจีน งานที่ต้องใช้ความชำนาญเริ่มถูกคนไทยเข้ามาแทนที่คนจีนกวางตุ้ง แต่วิลเลียม ระบุว่า คนงานประจำสำนักงานในโรงสีข้าวจะเป็นชาวจีนรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกแทบเกือบทุกแห่ง

ทางภาคเหนือถูกประชาชนท้องถิ่นเข้ามาทำงานแทนเนื่องจากค่าแรงที่แตกต่างกันมาก โดยส่วนใหญ่แล้วชาวจีนไม่ยอมทำงานที่ได้ค่าจ้างน้อยกว่าเดือนละ 400 หรือ 500 บาท

แต่หากกล่าวโดยรวมในภาพระดับประเทศแล้ว ในช่วง พ.ศ. 2492 คนงานในโรงสีข้าวส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจีนอีกต่อไป

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง รัฐบาลไทยประกาศผูกขาดการค้าข้าวเพื่อส่งให้รัฐบาลต่างประเทศได้ตามจำนวนที่ตกลง และเพื่อควบคุมราคาขายปลีกในประเทศ ตลอดพ.ศ. 2497 รัฐบาลสามารถจัดส่งข้าวในราคาสูง และซื้อข้าวจากเจ้าของโรงสีโดยไม่คิดค่าส่งจากโรงสี แล้วขายให้ผู้ส่งออกด้วยราคาสูงกว่าราคาซื้อร้อยละ 20 การฉวยโอกาสจากความแตกต่างเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกับอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาด (เช่น พ.ศ. 2494 เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับอัตราทางการ 12.5 บาท แต่อัตราในท้องตลาดเท่ากับ 21 บาท) เป็นผลทำให้รัฐบาลได้กำไรมากมาย อินแกรม มองว่า การผูกขาดค้าข้าวส่งผลต่อสภาพตลาด พ่อค้าคนกลางชาวไทยและผู้ส่งออกมีจำนวนมากขึ้น

นโยบายการค้าข้าวของรัฐบาลก็ปรับเปลี่ยนไปตามเวลา ปลายปี พ.ศ. 2497 รัฐบาลประกาศเลิกผูกขาดค้าข้าว แล้วใช้กฎใหม่ที่ประกาศต้นปี พ.ศ. 2498 ผู้ส่งออกต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมตันละ 200 ถึง 400 บาทแก่กระทรวงเศรษฐการ และยกเงินตราต่างประเทศจำนวนหนึ่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (อัตราขึ้นกับประเภทข้าว อยู่ระหว่างตันละ 14-84 ดอลลาร์สหรัฐ) หลังจากนั้น ผู้ส่งออกข้าวได้รับอนุญาตขายเงินตราต่างประเทศในอัตราตลาดเสรี นั่นเป็นผลเท่ากับการเพิ่มการแข่งขันระหว่างเจ้าของโรงสีและพ่อค้าข้าวชาวจีนจากการหมดอภิสิทธิ์และหลักประกันราคาข้าวเปลือกคงที่ พ่อค้าคนกลางและผู้ส่งออกข้าวชาวไทยได้รับความลำบาก

ในช่วงเวลาที่ไทยเริ่มเข้าสู่นโยบาย “ไทยนิยม” ก็เป็นอีกช่วงที่กิจการชาวจีนถูกบีบคั้น จนกระทั่งถึงช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาจากการเดินทางรอบโลก เมื่อ พ.ศ. 2498 วิลเลียม มองว่า ทัศนะของคนจีนช่วงนั้นเห็นว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นบ้างเช่นเดียวกับบรรยากาศการเมือง ระดับการบีบกดดันของรัฐบาลต่อนักธุรกิจจีนอยู่ในเกณฑ์ปกติ

อ้างอิง :

สกินเนอร์, จี วิลเลียม. สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. มูลนิธิโตโยต้า, 2548

วิทยากร เชียงกูล. การเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทภาคกลาง : ผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยม 2503-2523. เอกสารวิชาการหมายเลข 22 ประกอบการสัมมนา สองศตวรรษรัตนโกสินทร์ : ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย วารสารธรรมศาสตร์, 2525

Siam Consular Report 1897, 3

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งล่าสุดเมื่อ 5 มีนาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...