โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

พบที่มาของหินใน "สโตนเฮนจ์" นักวิทย์เสนอทฤษฎีใหม่ เสาถูกลากมาทางบก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 พ.ย. 2562 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 05.04 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีเผยแพร่ผลการค้นพบแหล่งที่มาของหินกลุ่มหนึ่งของ “สโตนเฮนจ์” (Stonehenge) กลุ่มกองหินปริศนาซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางที่ยังไม่อาจบ่งชี้ที่มาของหินเหล่านี้ได้อย่างแน่ชัด โดยกลุ่มนักโบราณคดีเชื่อว่า จากการศึกษาแล้ว หินส่วนหนึ่งในกลุ่มหินมาจากแหล่งหินทางตอนใต้ของเวลส์ ซึ่งห่างไปจาก “สโตนเฮนจ์” 180 ไมล์ หรือประมาณ 289 กิโลเมตร

กลุ่มหิน “สโตนเฮนจ์” เป็นอีกหนึ่งปริศนาทางโบราณคดี และทางวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด คำถามว่าใครเป็นผู้ก่อโครงสร้างหินขนาดใหญ่นี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดเห็นตรงกันทุกฝ่าย แต่การศึกษาครั้งล่าสุดโดยทีมนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรอาจพอชี้นำข้อมูลเรื่องที่มาของหินให้คนรุ่นหลังสืบค้นและพิสูจน์สมมติฐานที่เพิ่งค้นพบจากการสำรวจครั้งล่าสุด

วารสาร Antiquity ประจำเดือนกุมภาพันธ์ตีพิมพ์ผลการศึกษาโดยไมเคิล ปาร์คเกอร์ เพียร์สัน (Michael Parker Pearson) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน ซึ่งระบุว่า เขาสืบค้นที่มาที่ชัดเจนของกลุ่มหินในสโตนเฮนจ์ ซึ่งถูกเรียกว่า “บลูสโตน” (Bluestone) ที่เรียกตามลักษณะโทนสีของหินที่ออกสีฟ้าจางๆ – เทา

ก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันว่า หินบลูสโตน 42 ชิ้นในสโตนเฮนจ์ มาจากเทือกเขา Preseli ใน Pembrokeshire ทางตอนใต้ของเวลส์ แต่การศึกษาล่าสุดเป็นข้อมูลที่บ่งชี้อีกหนึ่งสมมติฐานว่า หินบลูสโตนในสโตนเฮนจ์ นั้นมาจากพื้นที่จุดไหนกันแน่

ข้อมูลการศึกษาของเขาทำให้เขาบ่งชี้ว่า หินบลูสโตนถูกเคลื่อนย้ายจากแหล่งดั้งเดิมของมันในพื้นที่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น “เหมือง” 2 แห่ง ชื่อ Carn Goedog และ Craig Rhos-y-felin เพื่อนำมาสร้างเป็นอนุสรณ์กลางทุ่งบนที่ราบซอลส์บรี (Salisbury) ทางตอนใต้ของอังกฤษ

“เหมือง” 2 แห่งที่ว่านี้อยู่ห่างจาก “สโตนเฮนจ์” 180 ไมล์ และถูกศึกษาโดยทีมสำรวจตั้งแต่ปี 2014 จนถึง 2016 รายงานข่าวเผยว่า ทีมสำรวจค้นพบถ่านโบราณ และเครื่องมือที่ทำจากหินในพื้นที่ บางจุดในพื้นที่ก็พบถ่านที่ถูกปะปนกับดินและหินอยู่ในแท่นโหลดที่เป็นแพลตฟอร์มบางอย่าง ซึ่งคาดการณ์ว่า อาจใช้สำหรับเป็นจุดเคลื่อนย้ายเสาขนาดใหญ่

การศึกษาบ่งชี้ว่า หิน “บลูสโตน” ปรากฏบนพื้นผิวหลายล้านปีก่อน เมื่อชั้นผิวของแม็กมา (Magma) หลายชั้นเย็นตัวลงจนกลายเป็นทรงเสาแนวตั้ง เวลาผ่านไปหลายยุคเข้า หินรอบแม็กมาก็กร่อนออกจนเหลือแค่หินที่เรียกกันว่า “บลูสโตน” และเชื่อว่าหินบลูสโตนอย่างน้อย 5 ชิ้นจากกลุ่มหินจำนวนมากในสโตนเฮนจ์ มีที่มาจาก “เหมือง” 2 แห่งที่กล่าวข้างต้น

ปาร์คเกอร์ เชื่อว่า แรงงานในยุคก่อนประวัติศาสตร์น่าจะเล็งเห็นลักษณะตามธรรมชาติของหินที่ปรากฏนั้นเป็นรูปทรงแนวตั้งขึ้นมาอยู่แล้ว สอดคล้องกับสมมติฐานว่า กลุ่มคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มีแนวโน้มขยับหินได้เลยมากกว่าที่จะต้องแกะหินให้เป็นรูปทรง วิธีการก็แค่อาศัยเครื่องมือพื้นฐานทั่วไป อาทิ ค้อน ชะแลง เชือก และลิ่มเจาะดันเข้าไปในช่องว่างของหินก็สามารถดึงเสาไปอย่างง่ายดาย

และจากการค้นพบ “แท่นโหลด” ที่สร้างไว้ นักโบราณคดีเชื่อว่า หลังจากที่ใช้เชือกลากเสา (สูงประมาณ 6 ฟุต หนักประมาณ 2-4 ตัน) ลงมาบนแท่น แล้ว จากนั้นก็เคลื่อนมันลงมาบนเลื่อนไม้ และใช้คนที่แข็งแรงลากเสาบนพาหนะเลื่อนที่ทำจากไม้เพื่อเคลื่อนย้ายเสาไป

ถ้ามีคำถามว่า การเคลื่อนย้ายเสาที่ใหญ่และหนักขนาดนี้ในยุคก่อนที่ยังไม่มีเครื่องมือทันสมัยนั้นเป็นไปได้หรือไม่ นิโคลัส เพียร์ส นักธรณีเคมีจากมหาวิทยาลัย Aberystwyth ในเวลส์ ที่ร่วมศึกษาด้วยตอบคำถามนี้ว่า หินบลูสโตนใหญ่ก็จริง แต่ไม่ได้ใหญ่โตขนาด “มนุษย์ยุคหินที่แข็งแรง” ไม่สามารถลากไปได้

อีกคำถามแย้งที่อาจโต้สมมติฐานของทีมวิจัยชุดนี้คือ ปกติแล้ว คนงานในไซต์งานเกี่ยวกับเสาหินขนาดใหญ่ทั่วยุโรปไม่ค่อยใช้งานหินที่อยู่ห่างจากจุดใช้งานเกิน 10 ไมล์ แต่ปาร์คเกอร์ เพียร์สัน เชื่อว่า หินบลูสโตนนี้อาจอยู่เหนือกรอบนั้น ทั้งจากลักษณะพิเศษของหิน และปาร์คเกอร์ ยังเปรียบเทียบแบบติดตลกว่า หินบลูสโตนนี้เหมือน “เสาหินขนาดใหญ่ยุคสมัยหินใหม่เวอร์ชั่นอิเกีย” ที่สามารถใช้งานได้เลย

แม้ว่าบลูสโตน จะไม่ใช่หินที่ใหญ่ที่สุดในสโตนเฮนจ์ แต่ก็ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจต่อการศึกษาสโตนเฮนจ์ ขณะที่ Trilithon กลุ่มหินทรายที่เป็นหิน 3 แท่งประกอบกัน (ตั้งตรงเป็นฐาน 2 แท่ง และวางข้างบนอีก 1 แท่ง) ถือเป็นหินที่ใหญ่กว่า และเชื่อกันว่าเป็นหินจากในละแวกใกล้เคียงสโตนเฮนจ์ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถบ่งชี้ที่มาได้อย่างแน่ชัด

ในแถลงการณ์ของกลุ่มนักวิจัยระบุว่า พื้นที่ “เหมือง” ยังช่วยให้นักโบราณคดีสามารถศึกษาเทียบตารางเวลาของสโตนเฮนจ์ในประวัติศาสตร์ผ่านการสืบค้นอายุของถ่านที่พบในแท่นด้วยคาบอน พบว่าถูกขุดเจาะในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสต์กาล (ช่วงเวลาเดียวกับข้อมูลช่วงเวลาที่เชื่อว่าสโตนเฮนจ์ เริ่มสร้าง) ทีมเชื่อว่าสโตนเฮนจ์ เป็นอนุสรณ์ที่สร้างขึ้นต่อเนื่อง โดยแรกเริ่มจากนำเสาหินบลูสโตนไปตั้งล้อมเป็นวงกลมลงในหลุมที่เรียกว่า Aubrey Holes ใกล้สโตนเฮนจ์ และกลุ่มหินทรายที่ตั้งเป็นรูปทรงเหมือนอักษรกรีกว่า Π (Pi) ถึงปรากฏขึ้นประมาณ 500 ปีหลังจากนั้น

การค้นพบครั้งล่าสุดแทบเหมือนเป็นการตั้งคำถามกับทฤษฎีเดิมที่เชื่อว่า บลูสโตนเคลื่อนย้ายผ่านทางทะเล แต่จากการศึกษาครั้งล่าสุด พื้นที่เหมืองแสดงให้เห็นว่าหินมาจากพื้นที่ด้านเหนือของเทือกเขา ไม่ใช่ทางใต้ที่ติดกับมหาสมุทร

แต่คำถามที่สำคัญที่สุดว่า ทำไมผู้สร้างอนุสรณ์ในช่วงแรกต้องลากหินหนักมาไกลขนาดนั้น ยังเป็นคำถามที่แม้แต่ทีมวิจัยยอมรับว่าให้คำตอบแบบเฉพาะเจาะจงได้ยาก

ปาร์คเกอร์ แสดงความคิดเห็นว่า สโตนเฮนจ์ก่อสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและจำนวนประชากรเสื่อมถอยลงในแถบบริเทน สโตนเฮนจ์ อาจเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมช่วยให้ชุมชนที่แตกต่างกันสามารถสมานรวมกัน

อ้างอิง:

Daley, Jason. “Secrets of Stonehenge Found in Quarries 180 Miles Away”. Smithsonian. Online. 25 FEB 2019. <https://www.smithsonianmag.com/smart-news/secrets-stonehenge-found-quarries-180-miles-away-180971562/>

Guarino, Ben. “Scientists discover the origin of Stonehenge stones – quarries 180 miles away”. The Washington Post. Online. 20 FEB 2019. <https://www.washingtonpost.com/science/2019/02/20/scientists-discover-origin-stonehenge-stones-quarries-miles-away/>

“Quarrying of Stonehenge ‘bluestones’ dated to 3000 BC”. UNIVERSITY COLLEGE LONDON. Eurek Alert. 19 FEB 2019. Online.  <https://www.eurekalert.org/pub_releases/2019-02/ucl-qos021519.php>

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...