โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แสงกระสือ : การยอมรับกันและกันในโลกที่ทุกคนล้วนแตกต่าง

The MATTER

อัพเดต 20 มี.ค. 2562 เวลา 16.33 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 10.31 น. • Rave

คำเตือน : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ

ทุกวันนี้เราอาจเห็นความขัดแย้งแบบจ้องจะทำร้ายกันอย่างเดียว ไม่ประนีประนอม ไม่ยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน แต่ทว่าภาพยนตร์ไทยเรื่อง ‘แสงกระสือ’ ที่เพิ่งเข้าโรงได้ไม่นานนี้ อาจกลายเป็นแสงแห่งความหวังที่โผล่ขึ้นมาเพื่อเรียกให้เราลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วคิดว่ามันจะมีบ้างไหม วิธีที่เราจะอยู่ร่วมกันกับสิ่งที่แตกต่างไปจากเราได้

‘แสงกระสือ’ เป็นผลงานกำกับของ สิทธิศิริ มงคลศิริ (เคยกำกับเรื่อง Last Summer) และเขียนบทโดย มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (ผู้กำกับและเขียนบท 13 เกมสยอง บอดี้ ศพ 19 รวมถึงรักแห่งสยาม ) เป็นการนำตำนานผีไทยมาเล่าผ่านหนังอีกครั้ง โดยพยายามแสดงให้เห็นว่ามนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งที่แตกต่างไปจากเราได้อย่างไร ผ่านโปรดักชั่นที่งดงาม รวมถึงนักแสดงที่เล่นได้สมบทบาทจนใครหลายๆ คนอินตามไปด้วยได้อย่างง่ายดาย 

แต่หากใครคาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะกระตุ้นอะดรีนาลีน ชวนเราใจเต้นด้วยความน่ากลัวของกระสือ ก็อาจจะทำให้บางคนผิดหวังอยู่หน่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้น นี่คือหนึ่งในหนังที่เราอยากชวนทุกคนมาดูเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะออกโรงไปก่อนเวลาอันควร

แสงกระสือเล่าถึง ‘สาย’ (มินนี่—ภัณฑิรา พิพิธยากร) ที่ได้รับการสืบทอดการเป็นกระสือผ่านจุมพิตจากกระสือตนก่อน เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดา และชีวิตของเธออาจจะลำบากขึ้นหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนรักในวัยเด็กอย่าง ‘น้อย’ (โอบ—โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) ที่เคยหายตัวไปก่อนจะกลับมายังหมู่บ้านอีกครั้ง (พร้อมกับกลุ่มคนที่ตามล่ากระสือ) นอกจากนี้ยังมีตัวละครสำคัญอีกคนคือ ‘เจิด’ (เกรท—สพล อัศวมั่นคง) ที่หลงรักสายเช่นกัน และยังเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กของน้อยด้วย นอกจากการเล่าตำนานกระสือแล้ว หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังรักสามเส้าเราสามคนไปในตัว เป็น Romantic-Fantacy ที่ชวนติดตาม (นึกถึงหนัง Twilight ฉบับไทยๆ เหมือนกันนะ)

https://www.facebook.com/inhumankiss/

แม้ว่า แสงกระสือ จะเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีในตำนานไทยอย่าง ‘กระสือ’ (แน่ล่ะสิ!) แต่หากมองชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้ชื่อว่า ‘Inhuman kiss' เราจะเห็นมุมมองผ่านตัวผู้กำกับว่าเขาไม่ได้มองกระสือเป็น ‘ผี’ แต่พยายามจะย้ำให้เราเห็นคำคำหนึ่ง คือ ‘อมนุษย์’ ให้ชัดขึ้น เพราะสำคัญตรงที่คำว่า ‘อมนุษย์’ มีนัยหนึ่งหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งสามารถตีความได้กว้างมาก เพราะสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนี้ที่ไม่ใช่มนุษย์ก็คืออมนุษย์ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้นแล้ว หนังเรื่องนี้คือการพูดถึง มนุษย์ กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นการตั้งคำถามว่า มนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมโลกกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ไหมโดยไม่ต้องทำร้ายกัน

ตัวละครสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นประเด็นนี้ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ‘น้อย’ ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เราเห็นว่าต่อให้ สาย จะกลายเป็นอมนุษย์ แต่หากเราเลือกที่จะหยิบยื่นความรักให้กัน พยายามเข้าใจอีกฝ่าย ลองเรียนรู้ ทำความรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้การหายตัวไปของน้อยจะยังเป็นสิ่งที่หนังทิ้งค้างเอาไว้กลางอากาศ และเหตุผลที่น้อยกลับมาก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยไปมากกว่า ‘แค่อยากกลับมา’ แต่พัฒนาการของตัวละครนี้อาจเป็นตัวอย่างที่เราจะได้มองเห็นว่า ไม่ว่าใครก็สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันกับสิ่งที่แตกต่างจากเราได้

https://www.facebook.com/inhumankiss/

จากตอนแรกที่ น้อย เห็น สาย เป็นกระสือจนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ จนกระทั่งได้ฟังหลวงพี่พูดให้คำแนะนำว่า "เอ็งจงเชื่อในสิ่งที่ตาเอ็งเห็น แต่ถ้าเอ็งจะทำอะไรก็ทำในสิ่งที่ใจเอ็งเห็น" (ซึ่งกลายเป็นประโยคที่กระทบใจเราจังๆ) จากประโยคนี้เองที่เปลี่ยนให้น้อยเปิดใจและพยายามเข้าไปเรียนรู้ชีวิตของสายในอีกด้าน ทำให้น้อยค่อยๆ ยอมรับสายในเวอร์ชั่นที่เป็นกระสือ ก่อนจะเกิดเป็นฉากน่ารักๆ เช่นการเอาไก่สดๆ มายื่นส่งให้ สาย กับมือตอนเป็นกระสือ ซึ่งก็ชวนให้คนดูหัวเราะและยิ้มตามฉากนี้ไม่น้อย

พอมองจากฉากนี้แล้ว มันก็ช่วยทำให้เห็นว่าหากมนุษย์ยอมรับและพยายามเรียนรู้ พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ก่อนจะไปหวาดกลัว เราก็น่าจะมีความสุขมากขึ้นรึเปล่า เพราะอาจเป็นมนุษย์เองที่คิดไปว่าสิ่งนั้นอันตราย สิ่งนั้นไม่ใช่พวกพ้อง สิ่งนั้นต้องกำจัดให้สิ้นซาก ดังนั้นเราอาจจะต้องมองย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราอยากจะเป็นอย่างไร อยากจะมีโลกแบบไหน อยากจะเห็นอะไรเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ความสงบสุขหรือเปล่า ความรัก ความหวังดีหรือเปล่า 

ตัวละครอีกตัวที่มีบทบาทเด่นไม่แพ้กันคือ ‘เจิด’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เพิ่งมาเฉลยเกือบตอนท้ายๆ เรื่องว่าเขาเองก็รู้เช่นกันว่าสายเป็นกระสือ จึงพยายามปกป้องด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่พยายามตามล่ากระสือเพื่อสืบข้อมูลแผนการของคนกลุ่มนี้ แต่วิธีการของเจิด แม้จะเกิดจากความรักเหมือนกับกับที่น้อยรักสาย แต่มันกลับได้ผลลัพท์ที่ต่างออกไป เพราะเจิดเลือกจะบอกให้สาย ‘ปิดประตู ลงกลอนให้ดี’ ซึ่งหมายความว่า หากอมนุษย์อยากมีชีวิตปลอดภัย ก็ต้องอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น อย่าออกมาอยู่รวมกันกับมนุษย์ ท้ายที่สุด เมื่อตัวเองต้องกลายเป็นอมนุษย์ไปเสียเอง สิ่งที่เจิดเพิ่งเข้าใจคือการได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมจากคนอื่น โดยเฉพาะจากคนที่เขารัก 

https://www.facebook.com/inhumankiss/

หนังเรื่องนี้จึงเน้นย้ำกับเราเสมอว่า ขอแค่พวกเรายอมรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ให้เท่าเทียมกับตัวเอง หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายความคิด หลากหลายวัฒนธรรม ขอเพียงลองเปิดใจและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน มันอาจจะทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้นก็ได้

อีกฉากที่เราอยากพูดถึง เพราะค่อนข้างสะเทือนใจมากๆ คือฉากตอนท้ายๆ ที่ชาวบ้านรุมแทงร่างของสายที่นอนอยู่แน่นิ่ง (เพราะสายถอดหัวกลายเป็นกระสือไปแล้ว) ทำให้เรานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ที่กลายเป็นฝันร้ายของใครหลายๆ คน การมองฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ใช่คนแล้วเข้าไปรุมทำร้าย แม้กระทั่งผู้เสียชีวิตที่ไร้ลมหายใจก็ไม่เว้นนั้น มันกลายเป็นภาพซ้อนทับที่แทบจะนาบลงไปได้อย่างพอดี หรือการที่ฉากหลังของหนังเป็นช่วงสงคราม มันก็ยิ่งช่วยขยายให้เราสามารถเห็นมิติที่ลึกไปกว่านั้น สงครามที่เกิดจากการเห็นอีกฝ่ายเป็นฝั่งตรงข้าม การไม่ยอมรับในวิถีที่แตกต่าง จนเกิดคนตายจำนวนมาก จนเกิดการสังหารที่ชวนหดหู่ อะไรทำให้เราต้องกลายเป็นศัตรูกันคือคำถามที่หนังชวนให้เราคิดเสมอ

springnews.co.th

ท้ายที่สุดแล้ว ในตอนจบที่ดูจะสิ้นหวังว่ามนุษย์บางคนก็ไม่อาจยอมรับสิ่งที่แตกต่างไปจากตนได้ ยังคงมีความรู้สึกทั้งเกลียดและกลัวสิ่งที่ต่างจากตนเอง แต่เชื่อว่าสำหรับคนดูแล้ว แสงกระสือจะกลายเป็นแสงสว่างแห่งความหวังจากหัวใจของคนทำหนังที่อาจจะอยากให้เราได้ลองเปิดใจให้กับความแตกต่างรอบตัวมากขึ้น ยอมรับความหลากหลายบนโลกใบนี้ และช่วยกันส่งต่อความรัก ความปราถนาดีให้แก่กันและกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...