โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูดวง

5 สถานที่แปลก ลึกลับ ที่ต้องรู้ในประเทศไทย

Horoworld

เผยแพร่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 23.00 น. • horoworld

5 สถานที่ลึกลับ ชวนพิศวง ในประเทศไทย จะมีที่ไหน อะไรบ้างไปดูกันเลย !!

 

1. เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ (เมืองที่ห้ามพูดโกหก)

เมืองลับแล เป็นชุมชนเล็กๆในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยก่อนนั้นเป็นเมืองที่อยู่ในที่ลับมองไม่เห็น นั้นเพราะเมืองลับแลตั้งอยู่ในภูมิประเทศลี้ลับซับซ้อน เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นแต่ป่าไม้ ไม่ค่อยพบเห็นบ้านเรือน กล่าวกันว่าหากคนต่างถิ่นหลงเข้าไปในดินแดนเมืองลับแลอาจหาทางออกไม่ได้ ข้อความดังกล่าวคงจะเป็นจริง เพราะภูมิประเทศเมืองลับแลเป็นป่าเขาสลับซับซ้อน มีบรรยากาศเยือกเย็นยามพลบค่ำแม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ตกดินก็มืดแล้ว ป่าบริเวณนี้จึงได้ชื่อว่า “ลับแลง” ต่อมาได้เรียกเพี้ยนเป็นคำว่า “ลับแล” ชุมชนลับแลเป็นชุมชนที่น่ารัก โดยปัจจุบันถูกผลักดันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายภาพ เดินซื้อของ จุดเด่นของที่ จ.อุตรดิตถ์ เลยทีเดียว "โดยเขาว่ากันว่าเป็นเมืองที่คนมีบุญเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เป็นเมืองคนดี ถือวาจาสัตย์ ใครผิดสัจจะต้องออกจากเมืองไปทันที"

2. ถ้าหลวง - ขุนนางนอน ภูเขาแห่งความรักที่ไม่สมหวัง จ.เชียงราย

อุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่  ตั้งอยู่ใน ต.โป่งผา อ. แม่สาย จ. เชียงราย โดยมีตำนานเลาขานกันว่า ณ เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่มีรูปร่างงดงาม เหนือหญิงอื่นใดในเมือง ได้ตกหลุมรักกับชายเลี้ยงม้า ทั้งคู่ได้ตกลงปลงใจกัน จึงพากันหนีตามกันมาถึงที่ราบใกล้ริมแม่น้ำโขง เจ้าหญิงทรงตั้งครรภ์ได้หลายเดือน จึงเดินทางไปต่อไม่ไหว ชายเลี้ยงม้าจึงอาสาไปหาอาหาร ผลไม้ มาให้เจ้าหญิง ชายเลี้ยงม้าได้ออกไปแล้วไปลับไม่กลับมาสักที เจ้าหญิงทรงแปลกใจ จึงได้สืบหาว่าชายเลี้ยงม้าหายไปไหน จึงได้รู้สาเหตุว่า ชายเลี้ยงม้าหรือพระสวามีของเจ้าหญิงนั้นถูกฆ่าโดยทหารของพระราชบิดา 

ด้วยความเสียใจ นางจึงใช้ปิ่นปักผมแทงศีรษะของตัวเองจนเลือดไหลกลายเป็นสายน้ำแม่สายในทุกวันนี้ และร่างของพระองค์ที่นอนเหยียดยาวจากทิศใต้จรดทิศเหนือ ก็กลายเป็นดอยนางนอนจนทุกวันนี้  

3. วัดวังก์วิเวการาม วัดใต้น้ำเมืองบาดาล จ. กาญจนบุรี

วัดวังก์วิเวการามถูกสร้างขึ้นโดยหลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิชื่อดังที่ทั้ง ชาวไทย กะเหรี่ยง มอญ ให้ความเคารพนับถือเสมอมา โดยท่านได้ร่วมมือกับชาวบ้านสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นตามแบบ ศิลปะพม่าในปี พ.ศ. 2496 ที่บ้านวังกะล่างซึ่งระยะแรกมีเพียงกุฏิ ศาลา และมีฐานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์เท่านั้น ต่อมาปี พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำแล้ว น้ำในเขื่อนจะเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี เหลือเพียงซากปรักหักพังของวัดและอาคารบ้านเรือน

 ปัจจุบันอุโบสถหลังเก่าที่จมอยู่ใต้น้ำ ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อไหร่ที่น้ำลดระดับลง เมืองบาดาลทั้งเมืองก็จะเผยความงดงามของโบราณสถาน ให้ปรากฏแก่สายตาของผู้มาเยือนเสมอๆ

4. ถ้ำพระยานคร ประจวบคีรีขันธ์

ถ้ำพระยานคร ตั้งอยู่ในเขตของ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไฮไลท์ของถ้ำแห่งนี้คือ จะมีพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์อยู่กลางถ้ำ และในถ้ำก็จะค่อนข้างกว้างขวางและมีปล่องให้แสงส่องเข้า โดยจะยิ่งมีความงดงามยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านจากปล่องของถ้ำลงมากระทบกับพระที่นั่งแห่งนี้ จะดูงดงามมาก

พระที่นั่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 ถ้ำพระยานครเป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ มายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง ตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า “บ่อพระยานคร”

 

5. ตำนานพระพุทธรูปเนื้อนิ่ม วัดบางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ

ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่า มีพระพุทธรูป 3 องค์ ได้ลอยตามน้ำมา ผ่านย่านชุมชนหลายแห่ง คนในท้องถิ่นจำนวนมากช่วยกันอัญเชิญขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สามารถอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนฝั่งได้ ภายหลังพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ได้แยกย้ายกันไปประดิษฐานในที่ต่างๆ สำหรับองค์หลวงพ่อโตนี้ ได้ลอยเข้ามาในคลองสำโรง ชาวบ้านได้อาราธนาท่านขึ้นที่ปากคลองสำโรง แต่ไม่สำเร็จ จึงช่วยกันต่อแพชะลอไว้ แล้วอธิษฐานว่า "หากท่านประสงค์จะขึ้นโปรดที่ใด ก็ขอจงได้แสดงอภินิหารให้แพที่ลอยมาจงหยุด ณ ที่นั้นเถิด" เมื่อแพลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ใน แพจึงหยุดนิ่ง ชาวบ้านจึงอาราธนาขึ้น 

ความน่าอัศจรรย์ใจได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 หลวงพ่อโต ได้แสดงปาฏิหาริย์ กล่าวคือ องค์พระซึ่งเป็นทองสำริดกลับนิ่มดั่งเช่นเนื้อคน ประดุจมีชีวิต จนหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพากันลงข่าวที่น่าอัศจรรย์ใจนี้ และมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพากันมาชมบารมี ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 ได้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้อีกครั้ง

เช็กดวงรับปีขาล 2565 อีกเพียบที่นี่เลย

*วิเคราะห์ดวงคุณโดยหมอดู Horoworld โทร
1900-111-116(15บ./นาที)

ติดตามเช็คคำทำนายดวงดีๆ ได้ที่นี่
www.horoworld.com

Facebook : Horoworldfanpage
Line : @horoworld
IG : horoworld
Twitter : horoworld

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...