โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ต.ค. 2565 เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2565 เวลา 03.33 น.
พระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านพระเจดีย์ 3 องค์ จังหวัดกาญจนบุรี (ภาพจาก

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร แต่เมื่อไปค้นดูได้ความว่าเป็นแห่งอื่นต่างหากมี เรื่องราวเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนช้างกับพระมหาอุปราช เมืองหงสาวดี กองทัพในกระบวนตามเสด็จไม่ทันหลายกอง สมเด็จพระนเรศวรฯ จะให้ประหารชีวิตพวกนายทัพเหล่านั้น

แต่สมเด็จพระวันรัตนทูลขอชีวิตไว้จึงโปรดให้พวกที่มีความผิดไปตีเมืองทวายและเมืองตะนาวศรีแก้ตัว เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพไปตีเมืองทวาย พระยาพระคลังเป็นแม่ทัพไปตีเมืองตะนาวศรีเมื่อ พ.ศ. 2136 ตีได้เมืองทั้ง 2 นั้นแล้ว กองทัพเจ้าพระยาจักรียกกลับมาจากเมืองทวายทาง “ด่านขมองส่วย” ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า

“ถึงตำบลเขาสูงช่องแคบแดนพระนครศรีอยุธยากับเมืองทวายต่อกันหาที่สำคัญมิได้ จึงให้เอาปนในเต้าไพร่พลทั้งปวงสมกันเข้าเป็นใบสอก่อพระเจดีย์ฐานสูง 6 ศอกพอ (ชั่ว) หุงอาหาร สุกก็สำเร็จ แล้วยกเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา” ดังนี้

เรื่องนี้แม้มิใช่พระเจดีย์ 3 องค์ที่ตรัสถามก็เป็นเค้ากับวินิจฉัยที่จะทูลต่อไปข้างหน้า จึงคัดเอามากล่าวไว้ ส่วนพระเจดีย์ 3 องค์นั้นเมื่อหม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระยาประสิทธิสงคราม (นุช) ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีเคยพรรณนาลักษณะให้หม่อมฉันฟังว่า ดูรูปทรงสัณฐานเป็นแต่กองหินยิ่งกว่าพระเจดีย์ และที่สร้างพระเจดีย์ 3 องค์นั้นก็สร้างในแดนไทยห่างเข้ามาจากสันเขาที่ต่อแดนพม่าได้ฟังเล่าอย่างนั้นหม่อมฉันจึงมิได้พยายามไปดูพระเจดีย์ 3 องค์

แต่เมื่อสักสองสามปีมานี้ พระองค์หญิงอดิศัยสุริยาภาได้เสด็จไปถึงพระเจดีย์ 3 องค์และฉายพระรูปมาประทานหม่อมฉัน (เสียดายค้นหารูปนั้นไม่พบเมื่อเขียนจดหมายนี้) พิจารณาดูในรูปฉายก็เห็นอย่างหินกองโดยจำนงจะให้เป็นรูปพระเจดีย์เช่นพระยากาญจนบุรีว่า หามีที่สังเกตว่าลักษณะจะเป็นพระเจดีย์อย่างใดไม่ แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจ ด้วยสร้างในป่าเปลี่ยวชายแดนเช่นนั้น ใครจะเอาช่างไปตั้งแรมทำอย่างประณีต

แต่ตามคำเล่าของพระยากาญจนบุรีซึ่งว่าสร้างห่างแดนเข้ามาในแผ่นดินไทยนั้น ฟังเป็นหลักได้อย่างหนึ่งว่าพระเจดีย์ 3 องค์เป็นของไทยสร้าง ถ้าหากไทยกับพม่าร่วมมือกันทำเป็นวัตถุที่หมายเขตแดนก็คงสร้างตรงสันเขาอันเป็นเขต ถ้าพม่าทำโดยลำพังก็คงสร้างในแดนพม่า นี่ไทยทำโดยลำพังจึงสร้างในแดนไทย แต่จะสร้างเมื่อใด และสร้างเพราะเหตุใด ได้แต่พิจารณาและสันนิษฐานตามเค้าเงื่อนที่มีอยู่ชอบกล ดังทูลต่อไปนี้

อันทางเดินในระหว่างเมืองมอญกับเมืองไทย (ภายใต้มณฑลพายัพ) มี 2 ทางมาแต่ดึกดำบรรพ์ ทางสายเหนือเดินแต่เมืองเมาะตะมะมายังเมืองตากทางด่านแม่สอด (แต่โบราณเรียกด่านแม่ละเมา) ทางสายใต้เดินแต่เมืองเมาะตะมะมายังเมืองกาญจนบุรีทางพระเจดีย์ 3 องค์

ทางสายใต้คือทางด่านพระเจดีย์ 3 องค์นั้นมีหลักฐานปรากฏว่าใช้มาตั้งแต่สมัยเมื่อเมืองนครปฐมเป็นราชธานี เพราะมีปราสาทหินสร้างในสมัยนั้นปรากฏอยู่ที่เมืองสิงห์ทางแม่น้ำน้อยแขวงจังหวัดกาญจนบุรี และที่พงตึกแขวงจังหวัดราชบุรี อันอยู่ในระหว่างทางเดินสายนี้ แต่ทางสายเหนือเห็นจะมาใช้มากต่อเมื่อสมัยเมืองพุกามแผ่อาณาเขตเข้ามาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีซากเมืองที่สร้างในสมัยนั้นปรากฏอยู่หลายเมือง เช่นเมืองชากังราวและเมืองตากเก่าเป็นต้น ล้วนตั้งรายริมแม่น้ำพิงทางฝั่งตะวันตก เมื่อสมัยกรุงสุโขทัยคงมากับเมืองกาญจนบุรีทางด่านแม่สอดสายเหนือเช่นเดียวกับเมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาไปมาทางพระเจดีย์ 3 องค์เป็นพื้น ที่ว่ามานี้ส่อให้เห็นว่าพระเจดีย์ 3 องค์คงเป็นของกรุงศรีอยุธยาสร้าง

คราวนี้จะพิจารณาว่าสร้างพระเจดีย์ 3 องค์เพราะเหตุใด ข้อนี้เผอิญหม่อมฉันพบโบราณวัตถุให้ความรู้ดังจะทูลต่อไปนี้ จะเป็นเมื่อปีใดจำไม่ได้ ในรัชกาลที่ 6 หม่อมฉันขึ้นไปเที่ยวมณฑลพายัพอีกครั้งหนึ่ง ขากลับมาทางเรือจากเมืองเชียงใหม่ในเวลานั้นหม่อมฉันพ้นหน้าที่ในการปกครองแล้ว จึงเอาใจใส่แต่ในการตรวจของโบราณตลอดทางที่เรือล่องมา

เมื่อลงมาถึงอำเภอเมืองฮอด (เมืองรอด) ซึ่งถึงอยู่ที่ราบในแดนเชียงใหม่ต่อเชิงภูเขาสูงซึ่งต้องเดินข้ามลงมาทางใต้ ทางเรือก็ต้องล่องผ่านแก่งในระหว่างภูเขาหลายวันจึงถึงที่ราบในอาณาเขตเมืองตาก หม่อมฉันขึ้นไปดูเมืองฮอดเห็นมีพระเจดีย์โบราณขนาดใหญ่ฝีมือทำอย่างประณีตสร้างรายอยู่ในตำบลเดียวกันหลายองค์ ดูราวกับเมืองฮอดเคยเป็นเมืองใหญ่มาแต่ก่อน แต่เมื่อไต่ถามถึงภูมิลำเนา ปรากฏว่าไม่มีทำเลไร่นาที่จะทำให้พอเลี้ยงผู้คนพลเมืองในเมืองใหญ่ได้ จึงคิดว่าพระเจดีย์งามๆ เหล่านั้นเห็นจะเป็นของเจ้านายที่ครองเมืองเชียงใหม่สร้างด้วยเหตุอย่างอื่น ถามหาเหตุก็ไม่มีใครรู้ คิดก็ไม่เห็น มาจนพบโบราณวัตถุซึ่งมิได้คาดว่าจะมีที่เมืองตาก จึงได้เค้ามูลการสร้างพระเจดีย์ที่เมืองฮอด

เมื่อหม่อมฉันลงมาถึงเมืองตากนึกขึ้นถึงความที่กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าเมื่อครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรียกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2317 เวลาประทับอยู่ที่เมืองตากเสด็จไปยังวัดดอยแก้ว ตรัสถามพระสงฆ์ (เจ้าอธิการ) ว่ายังจำได้หรือไม่ เมื่อพระองค์ยังเป็นพระยาตากจะแปลงโคมแก้วทำเป็นพระเจดีย์ เสด็จไปเสี่ยงทายที่วัดนั้น ว่าถ้าจะได้สำเร็จพระโพธิญาณในอนาคตขอให้ต่อยจุกโคมขาดอย่าให้ตัวโคมแก้วร้าวรานบุบสลาย ก็เป็นไปดังอธิษฐาน

พระถวายพระพรว่ายังจำได้อยู่ หม่อมฉันถามพวกกรมการถึงวัดดอยเขาแก้ว เขาบอกว่าเป็นวัดร้างอยู่บนเนินเขาแก้ว ทางฝั่งตะวันตกแม่น้ำพอง ตรงข้ามกับที่ตั้งเมืองตาก และที่ตั้งจวนของพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อเป็นพระยาตากก็ยังปรากฏอยู่ที่ตำบลสวนมะม่วงใกล้ๆ กับเชิงเขาแก้วนั้น หม่อมฉันจึงข้ามไปดู เห็นตรงที่ตั้งจวนเป็นที่ว่างไม่มีอะไร เดินต่อไปไม่ไกลนักก็ขึ้นเนินเขาวัดดอยแก้ว

พอหม่อมฉันเห็นวัดก็เกิดความประหลาดใจด้วยพระอุโบสถซึ่งเหลืออยู่แต่ผนัง ประตูหน้าต่างทำซุ้มจระนำอย่างแบบวัดหลวง ก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นของพระเจ้ากรุงธนบุรี สร้างเมื่อเสวยราชย์แล้วมิใช่โบสถ์เดิมที่เสด็จไปทรงอธิษฐานเมื่อยังเป็นพระยาตาก พวกกรมการเขาบอกว่าตามไหล่เขาดอยแก้วทางใต้ยังมีวัดเก่าอีกหลายวัด หม่อมฉันก็เลยไปดู เห็นมี 3 หมู่อยู่ใกล้ๆ กัน

วัดสุดข้างเหนือเหลือพระเจีดย์กลมองค์ 1 ขนาดสูงเมื่อบริบูรณ์สัก 8 วา วัดที่อยู่กลางก่อเป็นแท่นสี่เหลี่ยมรีสูงสัก 2 ศอกเศษ บนแท่นนั้นมีพระเจดีย์กลม 2 องค์เคียงกันขนาดย่อมกว่าพระเจดีย์ที่กล่าวมาแล้ว วัดอยู่ข้างใต้มีพระอุโบสถเป็นแบบวัดหลวงเช่นว่ามาแล้ว กับกำแพงแก้วล้อมรอบ พอเห็นกำแพงแก้วหมอ่มฉันก็พิศวง ด้วยมีซุ้มโพลงสำหรับตั้งตะคันตามประทีป รูปร่างเหมือนอย่างซุ้มที่พระราชวังเมืองลพบุรี เห็นตระหนักว่าต้องเป็นวัดหลวงสร้างครั้งสมเด็จพระนารายณ์ ชวนให้เห็นต่อไปว่าวัดที่อยู่แนวเดียวกันอีก 2 วัดก็น่าจะเป็นวัดหลวง ก็เกิดปัญหาว่าเพราะเหตุใดจึงมีวัดหลวงอยู่ที่เขาดอยแก้วเป็นหลายวัดเช่นนั้น

หม่อมฉันคิดค้นแล้วไปสอบในหนังสือพระราชพงศาวดารจึงเห็นเหตุ ด้วยปรากฏว่าเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินเสด็จยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ 3 ครั้ง คือสมเด็จพระชัยราชาธิราชตีได้เมื่อ พ.ศ. 2081 ครั้ง 1 สมด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2143 ครั้ง 1 แต่ได้เมืองเชียงใหม่โดยมิต้องรบเพราะพระเจ้าเชียงใหม่สารวดี ซึ่งเป็นพระราชบุตรของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ออกมาถวายบังคมยอมอ่อนน้อมโดยดี ต่อมาถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นไปตีได้เมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2205 อีกครั้ง รวมเป็น 3 ครั้งพอเหมาะกับจำนวนและสมกับลักษณะของวัดทั้ง 3 ที่พรรณามาเมื่อได้หลักเช่นนั้นก็อาจจะกล่าวได้ต่อไปว่า

ที่พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสร้างวัดเขาดอยแก้วนั้นเพราะเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ได้จึงสร้างอนุสรณ์ตามเยี่ยงอย่างที่พระเจ้าแผ่นดินแต่ปางก่อนได้เคยทำมาในกรณีย์เช่นเดียวกัน และยังเลยตีปัญหาได้ต่อไปถึงพระเจีดย์ที่มีอยู่หลายองค์ ณ เมืองฮอดในแดนเชียงใหม่ ว่าพระเจ้าเชียงใหม่ตนใดที่ได้ลงมารบพุ่งหัวเมืองไทยมีชัยชนะกลับไปสร้างพระเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ ณ เมืองฮอด อันเป็นเมืองปลายแดนเช่นเดียวกับเมืองตาก

คิดถึงมูลแห่งความประสงค์ซึ่งสร้างเจดีย์วัตถุเป็นอนุสรณ์ไว้ปลายแดนดังกล่าวมา เห็นคงอยู่ใน 3 อย่างนี้ คือความยินดีที่มีชัยชนะอย่าง 1 ความยินดีที่ได้กลับบ้านเมืองโดยปลอดภัยอย่าง 1 ถ้าหากว่าได้บนบานอธิษฐานไว้ก็เป็นการใช้บนด้วยอีกอย่าง 1 ถ้าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปเป็นจอมพล เมื่อเสด็จกลับถึงพระนครก็ดำรัสสั่งให้คิดแบบอย่างสิ่งของซึ่งจะสร้างเป็นอนุสรณ์ แต่ถ้าจอมพลหรือแม่ทัพที่ไปมีชัยชนะและที่ได้กลับบ้านเมืองมิได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจะทำเช่นนั้นไม่ได้

แต่ความยินดีที่มีชัยและที่ได้กลับบ้านเมืองโดยปลอดภัยหรือที่ได้บนบานอธิษฐานไว้มีอยู่ก็ย่อมอยากสร้างอนุสรณ์ตามสามารถจะทำได้ จะมาทำเมื่อถึงบ้านเมืองผู้คนก็แยกย้ายกันไปหมด ต้องทำในเวลาที่ผู้คนอยู่พรักพร้อมกัน อันนี้เห็นว่าเป็นมูลที่ชักชวนให้เอาก้อนศิลามาก่อสร้างพระเจดีย์ไว้ ดังเช่นเจ้าพระยาจักรีครั้งสมเด็จพระนเรศวรฯ สร้าง ณ ที่ต่อแดนเมืองทวาย พึงคิดเห็นได้โดยง่ายว่าพระเจดีย์เช่นเจ้าพระยาจักรีสร้างนั้นเป็นพระเจดีย์แต่ชื่อแต่รูปสัณฐานคงเป็นอย่างกองหินสูงๆ เท่านั้น เพราะไม่มีเวลาจะรั้งรออยู่ได้ช้า และไม่สามารถจะทำได้เมื่อภายหลังเช่นของหลวง พิเคราะห์อีกอย่างหนึ่งได้ว่าที่สร้างในแผ่นดินไทย (เหมือนพระเจดีย์ 3 องค์) คงตรงกับความยินดีหรือใช้บนที่ปลอดภัยกับบ้านเมือง พอเข้าเขตแดนก็สร้างอนุสรณ์ใช้บน

อาศัยวินิจฉัยที่พรรณานานา หม่อมฉันเห็นว่าพระเจดีย์ 3 องค์นั้น 1. มิได้สร้างเป็นเครื่องหมายเขตแดน 2. มิใช่ของหลวงสร้าง 3. เป็นของแม่ทัพไทยที่ยกออกปรบชนะพม่ากลับมาสร้างไว้ 4. ที่สร้างเป็น 3 องค์คงเป็นเพราะกองทัพยกตามกันมา 3 กอง กองมาถึงก่อนสร้างไว้องค์ 1 แล้วกองมาภายหลังด็สน่งกองละองค์เรียงกันต่อไป 5. แต่จะสร้างเมื่อไรไม่มีหลักที่จะลงความเห็น เพราะอาจจะมีพระเจดีย์ 3 องค์อยู่ก่อนรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรฯ แล้วเจ้าพระยาจักรี จึงเอาอย่างไปสร้างที่ต่อแดนทวายก็ได้ หรือแม่ทัพภายหลังเอาอย่างพระเจดีย์ของเจ้าพระยาจักรีมาสร้างพระเจดีย์ 3 องค์ก็เป็นได้เหมือนกัน

ที่กล่าวกันมาว่าพระเจดีย์ 3 องค์รูปทรงเป็นพระเจดีย์มอญนั้น อาจจะเป็นเพราะธรรมดาการกองดินหินก่อเป็นพระเจดีย์ต้องทำฐานกว้างรูปจึงคล้ายพระเจดีย์มอญก็ได้ หรือตกแต่งดัดแปลงเมื่อภายหลังก็ได้ เพราะเมื่อรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ให้พวกมอญไปตั้งระวังด่านทางอยู่มาก จัดเป็นเมืองขึ้นตั้งอย่างแม่น้ำน้อยถึง 7 เมือง ถ้าหากเจดีย์ 3 องค์พังทลายในสมัยนั้น เปรียบว่าพม่ารื้อเสียเมื่อเข้ามาตีเมืองไทยคราวรบกันที่ลาดหญ้าหรือท่าดินแดงเป็นต้นก็อาจจะมีท้องตราสั่งให้พวกมอญ 7 เมืองไปก่อสร่างให้คืนดี เพราะพระเจดีย์ 3 องค์เป็นสิ่งสำคัญของชื่อที่เรียกทางสายนั้น

พวกที่ไปทำการปฏิสังขรณ์เป็นมอญก็ก่อสร้างเป็นอย่างรูปพระเจดีย์มอญ อย่างนี้ก็เป็นได้เหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นยิ่งกว่าอย่างอื่น คือ เมื่อรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) เป็นแม่ทัพยกผ่านไปมาทางพระเจดีย์ 3 องค์หลายครั้ง เจ้าพระยามหาโยธาอาจจะเป็นผู้ปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ 3 องค์ด้วยความศรัทธา หรือใช้บนก็เป็นได้ แต่เจ้าพระยามหาโยธาก็เป็นมอญ จึงปฏิสังขรณ์ตามเห็นงามอย่างมอญ

ที่ว่านี้มิได้เคยเห็นพระเจดีย์ 3 องค์ด้วยตาตนเอง จึงได้แต่คาดคะเนฯ

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มกราคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...