หลักฐานคาตาน้ำท่วมกรุง “ชัชชาติ”ดูเบาเมินแก้มลิง!!
เมืองไทย 360 องศา
กลายเป็นเพิ่มอารมณ์เดือดในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในเวลานี้ เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูล “เชิงประจักษ์” ประมาณว่า ในยุค นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ได้ “ปล่อยตก”โครงการ “บึงรับน้ำ” หรือ “แก้มลิง” ตามโครงการพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อชะลอน้ำ หรือป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
สำหรับพื้นที่ถูกวางไว้เป็น“แก้มลิง” ดังกล่าวที่ถูกพูดถึงก็คือ บึงรับน้ำคลองคู้บอน คลองสามวา 1 และคลองบางชัน รวมไปถึงอีกหลายบึงอย่างน้อย 5 บึง ที่ถูกปล่อยตกให้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ และถูกเปลี่ยนมือเป็นของเอกชน กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ระบุว่า ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่มีการเฉือนพื้นที่สีเขียวลายทแยงทิ้งทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเหลืองและสีส้ม เปิดทางให้สร้างหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมอีกด้วย
ต่อมานายชัชชาติ ได้กล่าวถึงโครงการพระราชดำริดังกล่าว โดยเฉพาะพื้นที่ บึงรับน้ำคลองคู้บอน ว่าไม่ได้ยกเลิก เพียงแต่ว่า หากดำเนินการตามรูปแบบเดิมจะใช้งบประมาณสูงมาก จึงน่าจะใช้วิธีการอื่น
โดยย้ำว่าไม่ได้ยกเลิกโครงการพระราชดำริ แก้มลิงเป็นหนึ่งในแนวคิดด้านการป้องกันน้ำท่วมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ โดยมีแนวทางสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ การทำเขื่อนกั้นน้ำ การทำทางลัดน้ำและอุโมงค์ การปรับปรุงลำคลองและสภาพน้ำ การทำคันกั้นน้ำ และการทำแก้มลิง
นายชัชชาติ กล่าวว่า แนวคิดแก้มลิงยังคงนำมาใช้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีบึงหรือพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว สามารถพัฒนาและเชื่อมโยงเข้ากับระบบระบายน้ำของ กทม. เช่น บึงหนองบอน รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันตกก่อนลงทะเลบริเวณบางขุนเทียน ซึ่งเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ที่มีระบบน้ำหลักรองรับ
ส่วนพื้นที่บึงกุ่ม หากมีพื้นที่รองรับอยู่แล้ว กทม.จะเน้นพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ทั้งการขุดลอกคลองและเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ โดยมองว่าแนวพระราชดำริไม่ได้มีเพียงแก้มลิง แต่ยังมีแนวทางอื่นที่สามารถนำมาประกอบกันได้ ทั้งการทำทางลัดน้ำ การปรับปรุงคลอง และการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่
สำหรับพื้นที่บึงรับน้ำคลองคู้บอน (เขตคันนายาว และเขตคลองสามวา) ซึ่งตกเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ หากดำเนินโครงการตามรูปแบบเดิม จะมีมูลค่าการเวนคืนและพัฒนาระบบรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่การใช้แนวทางอื่น เช่น การขุดลอกและปรับปรุงคลอง หรือทำทางลัดน้ำและอุโมงค์ สามารถใช้งบประมาณน้อยกว่าและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากกว่า จึงเป็นการพิจารณาด้านเทคนิค ไม่ใช่การยกเลิกแนวพระราชดำริ
ส่วนข้อกล่าวหาว่าการยกเลิกโครงการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนนั้น ไม่เป็นความจริง หากพื้นที่เอกชนมีความเหมาะสมและต้องใช้เป็นแก้มลิง กทม. ก็ต้องเวนคืนและจ่ายค่าที่ดินให้เจ้าของอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
"การนำเรื่องดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่า เป็นการต่อต้านหรือยกเลิกโครงการพระราชดำริ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะ กทม.ยังคงน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาปรับใช้ โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเกิดประโยชน์สูงสุด" ผู้ว่าฯกทม. กล่าว
แน่นอนว่าในคำพูดของ นายชัชชาติ ดังกล่าว จะย้ำว่าไม่ได้ยกเลิกโครงการ “แก้มลิง” ตามพระราชดำริดังกล่าว แต่จากลักษณะท่าทีก็เหมือนกับว่า “ปล่อยตกไปตามสภาพ” ไม่ให้ความสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกรงว่าตัวเองจะถูกเสียงวิจารณ์จากประชาชน ประกอบกับการ “ไม่ให้ความสำคัญ” มันก็ไม่ต่างจากการยกเลิกโครงการไปโดยปริยาย
อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากการบริหารจัดการของ นายชัชชาติ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ก็สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า “ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” โดยเฉพาะในเรื่อง “ระบบการป้องกัน” และที่ผ่านมาหากพิจารณาจากบรรดาโครงการ “อุโมงค์ผันน้ำ” รวมไปถึง “แก้มลิง” ที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมในเวลานี้แทบทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาก่อน หรือมีการก่อสร้างต่อเนื่อง แทบไม่เห็นโครงการแก้ปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นในยุคที่เขาเป็นผู้ว่าฯมาก่อนเลย
ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครคราวนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคราวนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าราชการ ถือว่าเป็นคนแรกๆ ที่ต้องรับผิดชอบ นอกเหนือจากฝ่ายรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะที่ผ่านมาถือว่า“ดูเบา” และไร้แผนการบริการจัดการอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือ “ไม่สมราคุย” เลยแม้แต่น้อย !!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO