“ดร.ปิยะ” ป้องนักปรับปรุงพันธุ์ไทย ชี้ป้องกันต่างชาตินำไปสวมสิทธิ
25 ตุลาคม 2569 จากกระแสถกเถียงในสังคมและโลกออนไลน์กรณีมีการจดสิทธิบัตรกะเพรา จนถูกโยงเกี่ยวกับประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ และข้อถกเถียงเรื่องกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ตลอดจนการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมักเกิดข้อกังวลว่ากฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนข้ามชาติ หรือกีดกันสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์นั้น
ล่าสุด ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ได้ออกมาระบุถึงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม พร้อมชี้แจงประเด็น “เมล็ดพันธุ์พืชเกิดจากธรรมชาติ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ” ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นจริงเฉพาะกรณีเมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เท่านั้น
อย่างไรก็ดี หากเป็น “พันธุ์พืชใหม่” ที่เกิดจากการผสมและคัดเลือกโดยมนุษย์ ตามหลักการสากลแล้ว สิทธิในพันธุ์พืชนั้นย่อมเป็นของผู้สร้างพันธุ์หรือนักปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากพันธุ์ใหม่จัดเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรม ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ เวลา การลงทุน และการทดสอบ เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรค และแมลง ซึ่งการรอคอยการคัดเลือกตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับมือได้ทันการณ์
ดร.ปิยะ กล่าวชี้แจงว่า สังคมมักเข้าใจผิดว่า นักปรับปรุงพันธุ์ที่จะได้รับสิทธิมีเพียง “บริษัทข้ามชาติ” เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ปรับปรุงพันธุ์มีตั้งแต่กลุ่มเกษตรกร นักวิจัย มหาวิทยาลัย ไปจนถึงบริษัทสัญชาติไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรไทยที่มีศักยภาพสูงมากในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ เช่น กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กระบองเพชร หรือกล้วยหอม
“เกษตรกรไทยที่สร้างพันธุ์ใหม่ขึ้นมา เขาสมควรได้รับสิทธิในการเป็นเจ้าของพันธุ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาตินำผลงานที่เขาอุตสาหะสร้างขึ้นเพื่อเลี้ยงชีพไปจำหน่ายต่อ หรือวนกลับมาขายให้คนไทยเองโดยที่เจ้าของพันธุ์ถูกละเมิดสิทธิ การคัดค้านไม่ให้มีระบบคุ้มครองพันธุ์จึงเป็นการตัดสิทธิเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ไทยที่ทำมาหากินโดยสุจริต”
ดร.ปิยะ ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่เน้นผลิตพันธุ์ลูกผสม (เช่น ข้าวโพด) ซึ่งโดยธรรมชาติของพืชลูกผสม เกษตรกรที่ต้องการคุณภาพและผลผลิตสูงมักจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ในแต่ละรอบการปลูกอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับเรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ตามที่มีการกล่าวอ้างอย่างสับสน
ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการและแนวปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนดกรอบความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน 2 ด้าน ได้แก่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น กฎหมายไทยได้เปิดช่องทางให้ชุมชนสามารถขอรับการคุ้มครองและอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของทรัพยากรท้องถิ่นได้เมื่อเข้าตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
พันธุ์พืชใหม่ (PVP) ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านเกณฑ์ทดสอบความ “ใหม่ • แตกต่าง • สม่ำเสมอ • คงตัว” และต้องยื่นจดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยความคุ้มครองจะมีขอบเขต ระยะเวลา และข้อยกเว้นทางกฎหมายอย่างชัดเจน อีกทั้งการจดทะเบียนในไทยจะไม่มีผลคุ้มครองทั่วโลกโดยอัตโนมัติ หากต้องการคุ้มครองในต่างประเทศ ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายของประเทศปลายทาง
ดร.ปิยะ กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและการเจรจากรอบ UPOV 1991 สังคมควรเปิดพื้นที่ถกเถียงบนหลักการและเหตุผล นำข้อเท็จจริงมาเจรจากันบนโต๊ะอย่างอารยชน ทั้งในมิติการคุ้มครองสิทธิผู้พัฒนาพันธุ์ ควบคู่ไปกับสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงพันธุ์ แทนที่จะสื่อสารข้อมูลเพียงด้านเดียวหรือสร้างกระแสความเกลียดชัง เพื่อร่วมกันหาแนวทางปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศอย่างแท้จริง