โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร.ปิยะ” ป้องนักปรับปรุงพันธุ์ไทย ชี้ป้องกันต่างชาตินำไปสวมสิทธิ

Nation Online

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

25 ตุลาคม 2569 จากกระแสถกเถียงในสังคมและโลกออนไลน์กรณีมีการจดสิทธิบัตรกะเพรา จนถูกโยงเกี่ยวกับประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ และข้อถกเถียงเรื่องกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ตลอดจนการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมักเกิดข้อกังวลว่ากฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนข้ามชาติ หรือกีดกันสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์นั้น

ล่าสุด ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ได้ออกมาระบุถึงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม พร้อมชี้แจงประเด็น “เมล็ดพันธุ์พืชเกิดจากธรรมชาติ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ” ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นจริงเฉพาะกรณีเมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เท่านั้น

อย่างไรก็ดี หากเป็น “พันธุ์พืชใหม่” ที่เกิดจากการผสมและคัดเลือกโดยมนุษย์ ตามหลักการสากลแล้ว สิทธิในพันธุ์พืชนั้นย่อมเป็นของผู้สร้างพันธุ์หรือนักปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากพันธุ์ใหม่จัดเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรม ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ เวลา การลงทุน และการทดสอบ เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรค และแมลง ซึ่งการรอคอยการคัดเลือกตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับมือได้ทันการณ์

ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย

ดร.ปิยะ กล่าวชี้แจงว่า สังคมมักเข้าใจผิดว่า นักปรับปรุงพันธุ์ที่จะได้รับสิทธิมีเพียง “บริษัทข้ามชาติ” เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ปรับปรุงพันธุ์มีตั้งแต่กลุ่มเกษตรกร นักวิจัย มหาวิทยาลัย ไปจนถึงบริษัทสัญชาติไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรไทยที่มีศักยภาพสูงมากในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ เช่น กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กระบองเพชร หรือกล้วยหอม

“เกษตรกรไทยที่สร้างพันธุ์ใหม่ขึ้นมา เขาสมควรได้รับสิทธิในการเป็นเจ้าของพันธุ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาตินำผลงานที่เขาอุตสาหะสร้างขึ้นเพื่อเลี้ยงชีพไปจำหน่ายต่อ หรือวนกลับมาขายให้คนไทยเองโดยที่เจ้าของพันธุ์ถูกละเมิดสิทธิ การคัดค้านไม่ให้มีระบบคุ้มครองพันธุ์จึงเป็นการตัดสิทธิเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ไทยที่ทำมาหากินโดยสุจริต”

ดร.ปิยะ ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่เน้นผลิตพันธุ์ลูกผสม (เช่น ข้าวโพด) ซึ่งโดยธรรมชาติของพืชลูกผสม เกษตรกรที่ต้องการคุณภาพและผลผลิตสูงมักจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ในแต่ละรอบการปลูกอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับเรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ตามที่มีการกล่าวอ้างอย่างสับสน

ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการและแนวปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนดกรอบความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน 2 ด้าน ได้แก่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น กฎหมายไทยได้เปิดช่องทางให้ชุมชนสามารถขอรับการคุ้มครองและอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของทรัพยากรท้องถิ่นได้เมื่อเข้าตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

พันธุ์พืชใหม่ (PVP) ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านเกณฑ์ทดสอบความ “ใหม่ • แตกต่าง • สม่ำเสมอ • คงตัว” และต้องยื่นจดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยความคุ้มครองจะมีขอบเขต ระยะเวลา และข้อยกเว้นทางกฎหมายอย่างชัดเจน อีกทั้งการจดทะเบียนในไทยจะไม่มีผลคุ้มครองทั่วโลกโดยอัตโนมัติ หากต้องการคุ้มครองในต่างประเทศ ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายของประเทศปลายทาง

ดร.ปิยะ กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและการเจรจากรอบ UPOV 1991 สังคมควรเปิดพื้นที่ถกเถียงบนหลักการและเหตุผล นำข้อเท็จจริงมาเจรจากันบนโต๊ะอย่างอารยชน ทั้งในมิติการคุ้มครองสิทธิผู้พัฒนาพันธุ์ ควบคู่ไปกับสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงพันธุ์ แทนที่จะสื่อสารข้อมูลเพียงด้านเดียวหรือสร้างกระแสความเกลียดชัง เพื่อร่วมกันหาแนวทางปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...