โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมต.เงาพรรคส้ม ชงแนวทางเพิ่มเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรให้สอดคล้องความจริง

เดลินิวส์

อัพเดต 07 ต.ค. เวลา 13.25 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. เวลา 06.25 น. • เดลินิวส์
รมต.เงาพรรคส้ม ชงแนวทางเพิ่มเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรให้สอดคล้องความจริง เยียวยาเร็ว พักชำระหนี้ เพิ่มเงินฟื้นฟู ‘เท้ง’ ฉะ นายกฯลอยตัวหนีปัญหา จี้สั่งบูรณาการแก้ระบบแจ้งเตือน-เยียวยาเชิงรุก อย่าปล่อยพื้นที่ตีกันเอง

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่อาคารรัฐสภา การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา ครั้งที่ 15 ของพรรคประชาชน มีการหารือถึงการติดตามปัญหาอุทกภัยในภาคส่วนด้านการเกษตร ที่ได้รับผลกระทบ โดยนายเดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำของพรรคประชาชน กล่าวเสนอแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร ว่า รอบนี้น้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรม 1.74 ล้านไร่ และมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.5 แสนราย ปศุสัตว์เองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน สัตว์ปีกได้รับผลกระทบ 12 ล้านตัว สุกรมีความเสียหายกว่า 70,000 ตัว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็มีผลกระทบกว่า 50,000 ไร่ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะต้องทำโรงเรือนใหม่ปลูกต้นใหม่

ซึ่งเกษตรกรกังวลอยู่ 4 เรื่องคือ 1. การเยียวยาตกหล่น เพราะไม่มีเล่มเขียวไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือขึ้นทะเบียนไม่ครบถ้วน 2. ความล่าช้าของกระบวนการภาคเกษตรที่ใช้เวลาหลายเดือน เราต้องเดินสำรวจแปลงแต่เจ้าหนี้ที่มีจำนวนจำกัด ทำให้กินเวลานาน 3. อัตราการช่วยเหลือไม่เพียงพอ อย่างนาข้าวได้รับความช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่ กรณีไม้ผลได้รับความช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่ ส่วนโคกระบือจะได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัวต่อครอบครัว สุกรได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัวต่อครอบครัว และ 4. ช่วยเหลือไม่ครบถ้วน เกษตรกรไม่ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ รายที่จะฟื้นตัวกลับมาใหม่คือต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติม การปรับโครงสร้างหนี้ แค่พักชำระหนี้อาจไม่พอเพราะต้องการเงินหมุนเวียนมาสร้างรายได้รอบใหม่

นายเดชรัต กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลปรับปรุงเพิ่มเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือให้รัฐบาลตั้งงบกลางเป็นมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม และให้กระทรวงเกษตรปรับทบทวนข้อจำกัดในการลงทะเบียนเกษตรกร สามารถใช้ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลการปลูกพืชจริงในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อลดภาระการเดินสำรวจ ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมหรือโดรนเข้ามาช่วย ทำให้การจ่ายเงินเร็วขึ้น และให้ผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำเกษตรกร รวมถึงเงินที่จะช่วยฟื้นฟู กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องควบคุมจำกัดปัจจัยการผลิต ช่วงเวลานี้มักเจอปัญหาฉวยโอกาสขึ้นราคา สุดท้าย ธ.ก.ส. และรัฐบาลต้องหารือกัน จะมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างไร มีระยะเวลาปลอดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมอย่างไร ถ้าทำแบบนี้การช่วยเหลือจะมาถึงเกษตรกรอย่างเพียงพอ แบบครอบคลุมและไม่ล่าช้า สามารถฟื้นฟูได้

ด้านนายวงศธร สรณะ เจ้าของสวนทุเรียน กล่าวถึงผลกระทบของสวนทุเรียนตัวเองที่ได้รับผลกระทบว่า ที่ผ่านมาอาจมีน้ำท่วมประมาณ 3-4 วัน แต่รอบนี้ไม่ใช่ ทุเรียนตน 800 ต้นจะรอดถึง 200 ต้นหรือไม่ก็ไม่รู้ และถึงแม้จะรอดมาได้ก็ไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ถือว่าเสียหายหนักมากเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่ทุเรียนแต่ยังมีผลผลิตอื่นที่เสียหายไปด้วย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือการขาดการแจ้งเตือนจากภาครัฐ หากเราได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าก็จะเตรียมการรับมือได้ดีกว่านี้ ความเสียหายก็จะไม่เยอะขนาดนี้ นอกจากนี้ตนยังอยากขอให้ลดขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยา เพราะเอกสารหลายอย่างลอยน้ำไปหมดแล้ว

ขณะที่น.ส.จารุวรรณ ทวีวงศ์ เกษตรกรสวนทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี ได้นำต้นทุเรียนที่ตายแล้วมาโชว์พร้อมกล่าวว่า วันนี้ตนได้นำผู้ประสบภัยตัวจริงมาด้วย คือต้นทุเรียนที่ตายไปแล้ว ซึ่งมีมากถึง 400 ต้น อยากจะถามทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องถอดบทเรียนอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ท่านจะสอบผ่านในการบริหาร การบริหารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คือความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียวของรัฐบาล สามารถเรียกชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่

ทุเรียน 1 ต้นใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 5 ปี และเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับต้นๆ รัฐบาลจะบริหารงานอย่างเข้มงวดโดยไม่ให้ผิดพลาดแบบนี้ได้อีกหรือไม่ในอนาคต จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกหรือไม่ แม้แต่ตนยังไม่รู้เลยว่าจะกล้าปลูกทุเรียนต่ออีกหรือไม่ในที่แปลงนี้ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่น และหากคนไม่กล้าปลูกทุเรียนจะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างไร จะมีเม็ดเงินหายไปอีกเท่าไหร่ ลองนึกดูดี ๆ สอบให้ผ่านเสียทีกับการบริหารงาน

ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงปิดท้ายว่า วันนี้ยังเห็นปัญหาการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล เช่น กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่ายังพบเรื่องต่างคนต่างทำงานกันอยู่ ส่วนเราเห็นว่านายกฯ ควรเข้ามาสั่งการเพื่อให้ภาครัฐดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยหลือประชาชนตรงจุดแบ่งเป็นพื้นที่ยังมีน้ำท่วม พื้นที่ที่ต้องจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำท่วม พื้นที่ต้องเยียวยาแล้ว และอื่นๆ แต่นายกฯ กลับลอยตัวหนีปัญหา

วันนี้รัฐบาลบริหารผิดพลาดทุกครั้ง เช่นที่ ฉะเชิงเทรา ต้องอพยพประชาชน 2 ครั้ง เพราะไม่มีการคาดการณ์ และแจ้งเตือนล่วงหน้า จึงขอเรียกร้องให้จัดการสถานการณ์อย่างถูกจุดนายกฯ นั่งหัวโต๊ะบัญชาการ หากต้องไปต่างประเทศ ต้องแต่งตั้งคนที่มีอำนาจในการสั่งการ ปรับระเบียบหลักเกณฑ์โดยเฉพาะการเยียวยาให้เพียงพอและครอบคลุม ทำเชิงรุก ตลอดจนปรับเรื่องการสื่อสารของหน่วยงานให้ประชาชนเข้าใจง่าย และรวดเร็ว เพราะขนาดนายกฯ ยังบอกว่าข้อความแจ้งเตือนอ่านไม่รู้เรื่อง แต่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ลอยตัวเหนือปัญหามากที่สุดในสถานการณ์

ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ความน่ากังวลอยู่ที่หากรัฐบาลไม่ทำอะไร ประชาชนมีแนวโน้มที่จะตีกันสูง ทั้งในระดับจังหวัดและในระดับหมู่บ้าน เช่นในลุ่มน้ำบางปะกงที่มีการผันน้ำใส่กันไปมา ระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีกับจังหวัดฉะเชิงเทรา และหากมีความจำเป็นในการผันน้ำควรแจ้งล่วงหน้า ว่าพื้นที่ใดจะต้องรับน้ำในช่วงไหน เมื่อไม่มีการแจ้งก็มีการบ่ายเบี่ยงกัน เราจึงต้องการให้นายกแต่งตั้งผู้ที่มาประสานงานพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนตีกันเอง รวมถึงเพื่อไม่ให้ต้องเกิดการอพยพซ้ำจากศูนย์อพยพ ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสะท้อนถึงการไม่วางแผนล่วงหน้าในระดับลุ่มน้ำ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...