โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มณี บุญรอด” 26 ปีการต่อสู้ จากโปแตชอุดรฯ สู่การเดินหน้าของรัฐรอบใหม่

Thai PBS

อัพเดต 23 ตุลาคม 2569 เวลา 4.39 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

กระแสการคัดค้านเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสานกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลัง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาเปิดเผยว่า การพัฒนาแหล่งแร่โปแตชในประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีแหล่งแร่โปแตชขนาดใหญ่ กระจายอยู่ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร

ความเคลื่อนไหวคัดค้านมีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน จ.อุดรธานี ทั้งความกังวลด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การแพร่กระจายของดินเค็ม สิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน รวมถึงการเข้ามาของกลุ่มทุนจีนในพื้นที่ที่มีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่

หลายครั้ง มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเข้าสำรวจ ขุด เจาะในพื้นที่โครงการ ทั้งที่ อ.เมืองอุดรธานี และ อ.ประจักษ์ศิลปาคม โดยไม่มีการแจ้งประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อการดำเนินการดังกล่าว

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับใบประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประทานบัตรโครงการทำเหมืองแร่โปแตช อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ, บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้รับประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี และบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ผู้รับประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่แม้ยังไม่ได้รับใบประทานบัตรทำเหมือง แต่ได้รับใบอาชญาบัตรพิเศษและอยู่ระหว่างการขออนุญาตสำรวจแร่ เช่น จ.สกลนคร ซึ่งชาวบ้านได้ขึ้นป้ายคัดค้านการสำรวจและการทำเหมือง ขณะที่ จ.นครพนม ตัวแทนชาวบ้านจากหลายตำบลใน อ.ธาตุพนม ยื่นหนังสือคัดค้านการสำรวจแร่ เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น เช่นเดียวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

เมื่อ แร่โปแตช ไม่เคยหายไปจากแผ่นดินอีสาน โดยเฉพาะใน จ.อุดรธานี ที่ชาวบ้านต่อสู้คัดค้านเรื่องนี้มาอย่างยาวนานกว่า 26 ปี ผ่านกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี

โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่ในขบวนการต่อสู้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน คือ มณี บุญรอด

การต่อสู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงการชุมนุม การขึ้นป้ายคัดค้าน หรือการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินการทางกฎหมาย โดยในปี 2566 กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองอุดรธานี เพื่อขอให้เพิกถอนประทานบัตรการทำเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี

เหตุผลในการฟ้องร้องครั้งนั้น คือการตั้งข้อสังเกตต่อรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ที่ใช้ประกอบการขอประทานบัตร โดยกลุ่มผู้ฟ้อง ระบุว่า รายงานดังกล่าวใช้ข้อมูลไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การคัดค้านเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ภาคอีสานยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับชุมชนและผ่านกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีคนอย่าง มณี บุญรอด ร่วมการต่อสู้นี้มาจนถึงวันนี้ ที่มีอายุ 80 ปีแล้ว

ไม่รู้ว่าสู้ได้หรือไม่ แต่ก็ต้องสู้เพื่อผืนดินบรรพบุรุษ

มณี เริ่มต่อสู้เรื่องเหมืองแร่โปแตชมาตั้งแต่ปี 2544 ผ่านการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เธอเล่าย้อนว่า ในช่วงเริ่มต้นที่มีการพูดเรื่องการทำเหมือง มีความพยายามชวนชาวบ้านไปสำรวจใต้ถุนบ้าน ในอดีตมีค่าตอบแทนให้ไร่ละ 1,000 บาท และเพิ่มเป็น 4,000 บาทในยุคหลัง ชาวบ้านที่ต้องการเงินก็ยินยอม เพราะไม่ใช่ชาวบ้านจะต่อสู้คัดค้านกันทุกคน เพราะมีการตั้งคำถามว่า “จะต่อสู้กับรัฐได้หรือ ?”

“เพียงแค่รู้สึกว่าสู้ได้หรือไม่ได้ ก็ต้องสู้” คือความคิดของแม่มณีในตอนนั้น อย่างน้อยก็ได้เรียกร้อง มณี ย้ำว่า ที่ดินที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นที่ดินที่มีโฉนด ชาวบ้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเสียภาษีทุกปี เธอเปรียบเปรยถึงที่ดินผืนนี้ว่าเป็นมรดกที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ “ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี” ซึ่งหมายถึงชื่อของบรรพบุรุษตามความเชื่อ และตำนานพื้นบ้านที่เก่าแก่ของคนอีสานลุ่มแม่น้ำโขง ที่หากเปรียบให้ภาพ ก็เหมือนกับมนุษย์คู่แรกของโลกอย่าง “อาดัมและอีวา” ในคัมภีร์ไบเบิลก็ว่าได้

และเมื่อความสำคัญและการถือกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของมีมาอย่างยาวนาน ได้พาไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมเมื่อมีโครงการเหมืองแร่เข้ามาในพื้นที่ เหตุใดเจ้าของที่ดินและผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบกลับไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะให้โครงการเกิดขึ้นบนผืนดินของตัวเองหรือไม่

“พอพูดไปแบบนี้ คนที่เชื่อเขาก็เชื่อ คนที่ไม่เชื่อเขาก็มี ถ้าเทียบแล้วคนที่ไม่เชื่อ จาก 100% จะมีประมาณ 30% สิ่งนี้ทำให้แม่ยืนหยัดในการต่อสู้ทุกทาง”

แม้ไม่มีทุน สิ่งที่พยายามทำ คือการ ทำนารวม นำข้าวที่ได้ไปขาย แล้วนำเงินมาสนับสนุนขบวนการต่อสู้ โดยการทำนารวมในแต่ละครั้งจะใช้พื้นที่ของสมาชิกคนหนึ่ง แล้วหมุนเวียนไปยังพื้นที่ของสมาชิกคนอื่น ๆ หากสมาชิกคนใดมีที่ดินมาก ก็อาจไม่เก็บค่าเช่า นอกจากนี้ ยังพยายามหารายได้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การทำผ้าป่า เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับการต่อสู้

ชาวบ้านต่อสู้กันมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดการรัฐประหารโดย คสช. และรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีการอนุมัติให้ดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตช

เมื่อมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในค่ายทหารที่ จ.อุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี พยายามขัดขวางกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากมีการปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้ชาวบ้าน กลุ่มอนุรักษ์ฯ หรือที่พวกเขาเรียกกันว่า “กลุ่มคนเสื้อเขียว” เข้าไปในพื้นที่

ขณะที่ รัฐบาลในขณะนั้น กลับประกาศว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้ประทานบัตรในวันนั้นผ่านแล้ว และให้ไฟเขียวในการเดินหน้าเหมืองแร่โปแตช

หลังจากนั้น ไม่ว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็พยายามเข้ามามีบทบาทและพูดถึงการผลักดันเหมืองแร่โปแตชอยู่เสมอ ส่วนชาวบ้านก็ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างต่อเนื่อง และเป็นเช่นนี้เรื่อยมา

ที่มา : Decha Khambaomueang

EIA โจทย์คลาสสิกของทุกยุค “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” ที่ไร้ความชัดเจน

กระทั่ง เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2567 ครั้งนั้น เธอกล่าวกับนายกฯ ว่า “เหมืองแร่โปแตชคือคำถามที่ไม่มีคำตอบมาโดยตลอด”

“ตั้งแต่บอกว่าเป็นของ เอเชีย แปซิฟิกโปแตช คอร์ปอเรชั่น แต่อยู่มาวันหนึ่ง กลับเป็น ของอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งเขาก็เป็นแม่เป็นลูกกันนั่นแหละ ถ้าเปรียบเป็นเหล้าก็ 40 ดีกรี ขวดเก่านั่นแหละ”

แม่มณี เปรียบเปรยถึงความรู้สึกและการรับรู้ในเวลานั้น

การเคลื่อนไหวครั้งนั้นไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น เพราะเมื่อปี 2544 มีการต่อสู้เรื่องการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) กับ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่จะใช้ประกอบกับการทำเหมืองแร่ ชาวบ้านตั้งคำถามต่อที่มาของรายงานฉบับที่ใช้ประกอบ ว่าทำไมคนในพื้นที่จึงไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานฉบับดังกล่าว

แม้ว่าจะมีคนให้คำตอบในขณะนั้นว่า รายงานผ่านแล้ว แต่มณีก็ยังคงตั้งข้อสังเกตว่าฉบับที่ผ่าน คือ ฉบับที่เขียนในห้องแอร์หรือไม่ การทำรายงานทั้งสองฉบับได้ลงพื้นที่จริงหรือไม่ แล้วประชาชนมีส่วนร่วมหรือเปล่า ซึ่งหากมีการลงพื้นที่สำรวจจะพบว่าบริเวณที่จะทำเหมืองเป็นต้นน้ำ ซึ่งจะไหลลงไปได้หลายทิศทาง

กลุ่มคนอุดรฯ ไม่เพียงเดินทางไปยื่นหนังสือเท่านั้น แต่ยังพยายามเดินแจกใบปลิวเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนด้วย

มณี บอกว่าในช่วงหลัง มีการพูดคุยกันว่าอาจต้องฟ้องศาล เนื่องจากเห็นว่าประทานบัตรที่รัฐบาลระบุว่าได้รับแล้วนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม จึงมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

19 ก.พ. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรวจสภาพพื้นที่ก่อสร้างเหมืองใต้ดินและจุดเจาะอุโมงค์ ณ โครงการเหมืองแร่โพแทช ต.หนองไผ่ อ.เมืองอุดรธานี ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 1 ขอนแก่น

เหมืองที่ไม่เคยเงียบ การชอนไชใต้ผืนดิน และการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี ของการต่อสู้ เรื่องเหมืองแร่โปแตชในอุดรธานี มีทั้งช่วงที่โครงการเงียบลง และช่วงที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สำหรับมณี การลงพื้นที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองจึงยังเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจับตา โดยเฉพาะเมื่อการสำรวจพื้นที่ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ

ครั้งหนึ่ง มณี เคยมีโอกาสพูดคุยกับ เศรษฐา ทวีสิน ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เธอถามถึงเหตุผลที่นายกฯ มาที่นี่ ก่อนจะได้รับคำตอบว่า ต้องการมาดูการเปิดเหมือง เพราะได้ยินว่าเปิดแล้ว จึงอยากมาดูว่าเปิดอย่างไร

วันนั้น มณีและชาวบ้านตัดสินใจเข้าไปพูดคุยกับนายกฯ แม้จะพูดภาษาไทยกลางไม่ได้ เธอจึงถามขึ้นมาว่า “ถ้าพูดภาษาอีสาน นายกฯ จะรู้เรื่องไหมนะ” นายกฯ ตอบกลับมาว่าไม่ค่อยเข้าใจ มณีจึงพยายามพูดไป ทั้งที่พูดถูกบ้าง ผิดบ้าง

“ถ้าเว้าอีสานนายกฯ พอสิรู้เรื่องบ่นอ แม่ถามเขา เขาก็ตอบว่าไม่ค่อยเข้าใจ แม่กะเว้าตกตม ตกล่าง ให้เจ้าฟังเอาเด้อ”

เมื่อเห็นว่ารัฐต้องการมาดูการเปิดเหมือง มณี จึงตอบกลับไปว่า เขาเพียงขุดหน้าดินขึ้นมาเพื่อสร้างภาพเท่านั้น โดยอธิบายต่อไปว่า เหมืองแร่โปแตชไม่ใช่เหมืองบนพื้นดิน แต่เป็นเหมืองอุโมงค์ที่ชอนไชอยู่ใต้ถุนบ้าน โดยแร่ที่ต้องการขุดอยู่ลึกลงไปจากพื้นดินประมาณ 300 เมตร ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าจะขุดลงไปอย่างไร และเมื่อนำแร่ขึ้นมาแล้ว เกลือที่ผสมอยู่ในแร่จะนำไปไว้ที่ไหน มีหลังคาปกคลุมหรือไม่

มณีบอกว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่มีหลังคาปกคลุม แต่มีการปลูกต้นสน ซึ่งปลูกมานาน 20 ปีแล้ว ต้นไม้ก็ยังเติบโตได้ไม่มาก สูงไม่ท่วมหัวคน ขณะที่กองเกลือจากการขุดทิ้งไว้มีความสูงถึง 40 เมตรและไม่มีหลังคาปกคลุม จึงเกิดคำถามว่า เมื่อฝนตกลงมา น้ำจะชะล้างเกลือไหลลงสู่ไร่และผืนนาของชาวบ้านหรือไม่

สิ่งที่ยืนยันกลับไป คือ อย่าทำเหมืองแร่โปแตช เพราะแค่คิดจะทำก็ผิดแล้ว และหากมีการดำเนินการจริง ตนเองและกลุ่มอนุรักษ์ฯ จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็รับปากกับชาวบ้านว่าจะรับฟังและนำเรื่องไปพิจารณา

กระทั่งปัจจุบันที่ อนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี มีกระแสว่าจะมีกลุ่มทุนมาทำเหมืองแร่ที่อีสาน ซึ่งแม้จะผ่านมา 26 กว่าปีก็ยังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้หากมีการเดินหน้า

มณียอมรับว่ามีกลุ่มคนสำรวจพื้นที่ที่จะทำเหมืองอยู่ตลอด ล่าสุด คือช่วงที่ชาวบ้านกำลังจะทำนาฤดูกาลปี 2569 ซึ่งกลุ่มคนลงพื้นที่ก็แจ้งว่ามาสำรวจเส้นทาง เธอมีคำถามกับการสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ว่า จะมาสำรวจเส้นทางที่บ้านตนทำไม ถนนลาดยาง ทางคอนกรีต งบฯ อบต. ก็ทำได้อยู่ อีกทั้งตั้งข้อสังเกตกับลักษณะของกลุ่มคนที่ลงพื้นที่ว่าไม่คุ้นเคย จึงตั้งคำถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้มาจากไหน

“เจ้ามาแต่ประเทศใด๋ คั่นประเทศจีนกูฟาดหัวมึงเดะ หลังจากนั้นเขาหยุดแต่เขาก็ฝังหลัก ต่ำ ๆ ไว้”

มณีเล่า

เธอเล่าว่า การฝังหลักสำรวจมีมาตั้งแต่ในอดีต โดยหลักที่ฝังจะมีลักษณะสูง เป็นหลักสีขาวสลับแดงและตัวเลข ปัจจุบันก็มีการฝังหลักสำรวจแล้ว แต่ดำเนินการบริเวณถนน เพราะไม่กล้าเข้าไปในไร่นา เนื่องจากชาวบ้านไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ ซึ่งหลังจากฝังหลักสำรวจแล้ว จะมีการยิงดาวเทียมเพื่อระบุตำแหน่งแหล่งแร่และความลึกของแหล่งแร่ใต้ดิน เหล่านี้คือข้อมูลที่ชาวบ้านได้รับจากการคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่สำรวจ

การต่อสู้จากอุดรฯ ถึงด่านขุนทด และภาพผลกระทบสู่พื้นที่เหมืองโปแตชอื่น ๆ ในอีสาน

ช่วงที่ผ่านมา มีการพูดถึงความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย ทั้งพื้นที่ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ซึ่งมีการระบุพื้นที่สำรวจประมาณ 440,000 ไร่ ขณะที่ จ.อุดรธานี อยู่ที่ 26,400 ไร่ รวมถึงพื้นที่บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ที่มีการระบุถึงพื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่

สำหรับ มณี ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้เห็นว่า เรื่องเหมืองแร่โปแตชไม่ได้หยุดอยู่เพียงพื้นที่ที่เคยมีการต่อสู้มาก่อน แต่กำลังมีการสำรวจและพูดถึงโครงการในพื้นที่อื่น ๆ ของอีสานด้วย หนึ่งในพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวคือ อ.หนองหาน ซึ่งคนในพื้นที่แจ้งข่าวมาถึงมณีว่า กลุ่มคนที่เข้ามาสำรวจมาจากประเทศจีนเพื่อมาสำรวจแร่ เธอจึงแนะนำชาวบ้านในพื้นที่ว่า อย่าให้เขาเข้าไปในพื้นที่ทำนาของเรา บอกเขาได้ เรามีสิทธิ์ เพราะนั่นคือที่ของเรา

“เขาเฮ็ดอยู่ไส ถ้าอยู่ทุ่งนา เฮามีสิทธิ์ อย่าให้เขาลงเด้อ นาเฮา ซึ่งชาวบ้านก็บอกว่าเขาเฮ็ดนำหนทาง รถเต็มอยู่ว่าซั่น”

มณี เล่าสิ่งที่คุยกับชาวบ้านในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการสำรวจแร่

ทุกครั้งเวลาที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนเกิดขึ้น กลุ่มคนรักอุดรฯ ก็จะไปเรียกร้องและคัดค้าน เช่น การยื่นหนังสือ แต่หากคนในเมืองอุดรฯ จะหวังแค่ให้ชาวบ้านที่มีอยู่น้อยนิดต้องต่อสู้กันเพียงลำพังอีก ก็อาจจะไม่ไหว

“คนอยู่ก็มี คนตายไปก็มีหลาย กลุ่มต่อสู้ก็น้อยลง อาจจะบ่ได้เข้มแข็งเหมือนเดิม หากไทเมืองอุดรไม่พากันลุกขึ้นมาสู้ด้วย ก็ไม่รู้จะยังไง”

อีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านเห็นว่าการพยายามทำอุตสาหกรรมสีเขียวในพื้นที่ จ.อุดรธานี หรือนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุนในด้านต่าง ๆ มีความเป็นไปได้ว่าจะนำเกลือจากการทำเหมืองโปแตช เข้าไปสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านั้น

“เขาจะเอาไปเฮ็ดปุ๋ยประเทศเขา แล้วก็จะส่งมาขายให้เฮา คือจังน้ำตาลนั่นแหละ”

บทเรียนจาก 26 ปี ของการต่อสู้ กับคำถามว่า ผืนดินที่ยืนอยู่ตอนนี้ จะยังเป็นของเฮาบ่ ?

มณี บุญรอด ต่อสู้เรื่องเหมืองแร่โปแตชมานาน 26 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ มีอายุ 80 ปีแล้ว ร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม แต่คำถามที่เคยตั้งไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนยังคงอยู่ และเมื่อการสำรวจเหมืองยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ คำถามเหล่านั้นก็กลับมาอีกครั้ง

แม้จะยอมรับว่ามีความกังวล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถอย หากเดินไม่ได้ก็จะนอนตะแคงไป คำถามของเธอคือ การดำเนินโครงการนี้ผ่านการคิดพิจารณามาอย่างดีแล้วหรือไม่ มีการดำเนินการครบถ้วนทุกองค์ประกอบหรือยัง ทั้งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ รวมถึงประชาชนและชาวบ้านในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเหล่านี้แล้วหรือไม่ คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่เธออยากได้รับคำตอบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว

หากมีการทำเหมืองเกิดขึ้นในพื้นที่จริง ชาวบ้านจะไปอยู่ที่ไหน ในเมื่อพื้นที่โครงการคือใต้ผืนดินซึ่งเป็นบ้านของพวกเขา นี่คือเหตุผลสำคัญที่คัดค้านและปฏิเสธการเข้ามาของโครงการเหมืองแร่โปแตชมาตลอด

ตามกฎหมายแล้ว ประชาชนเจ้าของที่ดินมีสิทธิ์เพียงหน้าดินลึกลงไป 100 เมตร หากมากไปกว่านั้น ทรัพยากรเป็นของรัฐ ขณะที่การทำเหมือง ต้องเจาะลงไปถึง 350 เมตร นั่นหมายความว่า หากมีการขุดเจาะลงไปใต้ดินถึง 350 เมตร คำถามของชาวบ้าน คือจะมีอะไรรับประกันว่าแผ่นดินข้างบนจะยังมั่นคง ไม่มีผลกระทบอื่น ๆ ตามมา

จากมุมมองของชาวบ้าน มณี มองถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเกลือขึ้นมากองไว้บนดิน ซึ่งมีความสูงถึง 40 เมตร ทั้งไอเกลือที่อาจกระทบต่อการอยู่อาศัย หรือหากเกลือไหลลงสู่ทุ่งนาที่ชาวบ้านใช้ปลูกข้าวกิน หนองน้ำที่อาจปนเปื้อน หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง คำถาม คือ ชาวบ้านจะยังใช้ชีวิตอยู่บนผืนดินของตัวเองได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุด แม้ดินจะถูกเจาะอยู่ด้านล่างก็อาจส่งผลกระทบกับสิ่งที่อยู่บนพื้นดินอยู่ดี

“เขาออกกฏหมายบอกว่า เฮามีสิทธิ์แค่หน้าดินลึกลงไปแค่ 100 เมตร แต่มากกว่านั้นทรัพยากรเป็นของรัฐเขาว่า ขนาดที่เหมืองเขาจะเจาะลงไปลึก 350 เมตร อีหยังสิมาค้ำแผ่นดินอยู่ซั่นเดะ”

บทสนทนาทิ้งท้าย ว่าแม้ครั้งนี้จะมีการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมขึ้นมาใหม่ ก็ไม่รู้จะยอมรับการเข้ามาของโครงการได้หรือไม่ ในเมื่อท้ายที่สุดดินมันถูกเจาะอยู่ด้านล่าง มันก็อาจจะส่งผลกระทบกับสิ่งที่อยู่บนพื้นดินอยู่ดี

“และถ้ามันเกิดขึ้นจริง ไม่แน่ว่าพื้นที่เฮาก็จะกลายเป็นทะเลสาบ และที่ดินทรุด เพราะข้างล่างมันเป็นโพรง”

นั่นคือภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วที่ด่านขุนทด ที่ไม่รู้ว่าจะเอากลับคืนมาได้หรือไม่ นี่จึงเป็นข้อกังวลของคนในพื้นที่อุดรธานีเช่นกัน เมื่อกระบวนการสำรวจกำลังเดินหน้าอยู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

“คนก่อ ไม่รับผิด” สิ่งแวดล้อม – ชีวิต ต้องรับเคราะห์ (22 ต.ค.69) | ตรงประเด็น

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนโคราช พบซุกบ้านพักทหาร รวบ 10 ผู้ต้องหา

7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...