ดีไซน์ไทยมีของ ทำอย่างไรให้มีอนาคตในตลาดโลก?
ของใช้ที่คนไทยเห็นจนชินตา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของงานออกแบบที่คนทั่วโลกสนใจได้ นี่คือมุมมองของ ศรัณย์ เย็นปัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ฟิฟตี้ซิกส์ สตูดิโอ หนึ่งในสามวิทยากรบนเวที Beyond Design: Building Thai Creative Brands ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ร่วมกับ ดุลยพล ศรีจันทร์ MD และ Creative Director บริษัท พีดีเอ็ม แบรนด์ จำกัด และ รศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์จากทั้งสามคนชวนให้มองว่า อุตสาหกรรมออกแบบไทยมีจุดแข็งอะไร อะไรที่ควรปรับ และจะทำให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร เพื่อให้ผลงานที่มีคุณค่าเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ
ของที่เห็นจนชินตา มีคุณค่าอะไรซ่อนอยู่?
เมื่อเดินงานออกแบบที่มิลาน ศรัณย์รู้สึกว่าภาษาของชีวิตที่เขาเติบโตมายังปรากฏอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นน้อยเกินไป เขาจึงสนใจว่าจะนำรายละเอียดธรรมดาของชีวิตคนไทยมาเล่าอย่างไร ให้คนที่ไม่เคยมาประเทศไทยเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ ตัวอย่างหนึ่งคือผลงานที่เขาเรียกว่าเก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเริ่มจากความสนใจเก้าอี้เหล็กสกรีนลายช้างในร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ที่เยาวราช ก่อนตามหาที่มาและนำมาตั้งคำถามว่า ของราคาถูกข้างถนนซึ่งอยู่กับชีวิตประจำวันของเรา สมควรได้รับการอนุรักษ์และตีความใหม่เช่นเดียวกับงานวัฒนธรรมประเภทอื่นหรือไม่
วิธีมองของศรัณย์เชื่อมกับแนวคิดของดุลยพลที่ว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาจเริ่มจากเรื่องราวหรือวิธีสื่อสาร แล้วค่อยพัฒนารูปร่างหน้าตาของสินค้า เขายังแบ่งบทบาทของผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ออกเป็นงานที่สร้างการจดจำ กับงานที่ตอบโจทย์การใช้งานและสร้างยอดขายในชีวิตประจำวัน ความคิดสร้างสรรค์จึงต้องทำหน้าที่ทั้งทำให้คนหันมามอง และทำให้คนเลือกใช้ต่อ
ด้านอาจารย์สิงห์มองว่า การตีความวัฒนธรรมไทยให้คนต่างชาติชื่นชอบเป็นอีกเส้นทางหนึ่งของการไปตลาดโลก เมื่อวางมุมมองเหล่านี้เข้าด้วยกัน จุดแข็งที่เห็นคือความสามารถในการหยิบสิ่งใกล้ตัวมาเล่าด้วยภาษาที่แตกต่าง ส่วนสิ่งที่พัฒนาได้อีกคือการขยับจากความภูมิใจว่าสิ่งนั้นเป็นของไทย ไปสู่การเข้าใจว่า คนที่มีพื้นฐานต่างจากเราจะเห็นคุณค่าและอยากนำมันไปอยู่ในชีวิตได้อย่างไร
งานที่คนชอบ จะกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างไร?
การมีผลงานเฉพาะตัวทำให้ลูกค้าต้องการตัวนักออกแบบคนนั้น แต่ก็มีข้อจำกัดตามมา ศรัณย์เล่าว่า เส้นทางการทำงานของเขายังผูกอยู่กับการขายเวลาตัวเองและการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานของลูกค้า เขาจึงเริ่มสนใจว่าจะสร้างมูลค่าจากผลงานให้ต่อเนื่องกว่านั้นได้อย่างไร โดยใช้พระเครื่องเป็นตัวอย่างตั้งคำถามถึงคุณค่าที่เกินกว่าวัสดุ ทั้งเรื่องเล่า ความหายาก และความหมายที่ผู้คนมอบให้ เขายังอยู่ระหว่างค้นหาคำตอบว่าจะนำวิธีคิดเหล่านี้มาต่อยอดกับงานออกแบบได้อย่างไร
ดุลยพลเติมประเด็นนี้จากประสบการณ์เจ้าของแบรนด์ เมื่อ PDM ตัดสินใจจะขยายธุรกิจ เขาต้องกลับมาดูขนาดตลาด งบกำไรขาดทุน และเหตุผลว่าสินค้าที่ขายดีสร้างกำไรได้มากน้อยเพียงใด พร้อมมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการดำเนินงานมาช่วย เขายังสะท้อนว่า ความละเอียดซึ่งเป็นข้อดีของนักออกแบบอาจทำให้เจ้าของอยากควบคุมทุกอย่าง และพอใจกับขนาดธุรกิจที่ตัวเองดูแลไหว การเติบโตจึงต้องอาศัยการปรับบทบาทของเจ้าของควบคู่กันไป
อาจารย์สิงห์ช่วยขยายจากฝั่งความต้องการของตลาด เขาเล่าว่างานวัสดุและผลิตภัณฑ์ต้องมีผู้ใช้รองรับอย่างชัดเจน จึงมองหาโอกาสนอกตลาดของตกแต่ง เช่น การนำวัสดุจากขยะไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับงานสุขภาพ บทสนทนาส่วนนี้ชวนให้ทบทวนความเคยชินที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานจนเสร็จ แล้วค่อยหาว่าจะขายให้ใคร เพราะการคิดถึงผู้ซื้อ ช่องทางใช้งาน และผลตอบแทนตั้งแต่ต้น ช่วยให้นักออกแบบวางทางไปต่อของงานได้ชัดขึ้น
จะพาคนเก่งไปไกล โดยไม่ปล่อยให้ลุยลำพังได้อย่างไร?
ศรัณย์สะท้อนว่า การพางานออกแบบไปต่างประเทศยังเป็นภาระที่นักออกแบบต้องรับไว้มาก เขายกประสบการณ์ที่ต้องออกค่าใช้จ่ายไปงานด้วยตัวเอง และสิ่งที่สังเกตจากเพื่อนต่างชาติซึ่งได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เขาก็มองว่าคนที่ได้รับโอกาสควรพาคนรอบตัวเติบโตไปด้วย โดยยกตัวอย่างงานของกรกฏ อารมณ์ดี ที่ภาษาการออกแบบจากไม้ไผ่เชื่อมไปถึงชุมชน ความสำเร็จของนักออกแบบจึงมีความหมายต่อวงการมากขึ้น เมื่อสร้างโอกาสให้ผู้ร่วมงานและผู้ผลิตได้ด้วย
ดุลยพลเสริมเรื่องความต่อเนื่องผ่านประสบการณ์การเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งโครงการสิ้นสุดลงเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขายังเสนอให้รัฐช่วยเรื่องที่ผู้ประกอบการจัดการเองได้ยาก แทนการสนับสนุนเฉพาะกิจกรรมที่ทำกันอยู่แล้ว ส่วนการขยายธุรกิจของ PDM เขาเลือกเติมเครือข่ายด้วยพันธมิตรที่พาเข้าถึงต้นน้ำและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่พัฒนาต่อในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้
อาจารย์สิงห์มองไปในทิศทางของการใช้ทรัพยากรระดับโลก ทั้งโรงงาน ผู้เชี่ยวชาญ และการร่วมมือกับคนที่มีความสามารถในด้านที่เราขาด พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนอย่างตรงจุดตามศักยภาพและความต้องการของแต่ละคน ภาพที่ทั้งสามมุมช่วยเติมให้ชัดคือ อุตสาหกรรมจะเติบโตได้มากขึ้นเมื่อคนทำงานเชื่อมถึงกัน ตั้งแต่นักออกแบบ ผู้ผลิต คนบริหารธุรกิจ ไปจนถึงผู้เปิดตลาด และมีแรงสนับสนุนให้ความร่วมมือนั้นเดินหน้าต่อได้
เมื่อเครื่องมือเก่งขึ้น นักออกแบบควรพัฒนาตรงไหน?
ศรัณย์ใช้ AI ช่วยทำงาน แต่สิ่งที่เขากังวลคือวันที่วิธีคิดของตัวเองเริ่มให้คำตอบเหมือนเครื่องมือ เขาจึงให้ความสำคัญกับประสบการณ์นอกหน้าจอ เพราะสิ่งที่เลือกไปพบ ไปเห็น และไปใช้ชีวิตด้วย ล้วนกลับมาเป็นวัตถุดิบของความคิด ช่วงท้ายของการสนทนา เขาย้ำเรื่องการค้นหาลายเซ็นและการเปิดเส้นทางของตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยการออกไปสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
ดุลยพลช่วยเติมว่า การสร้างภาพหรือแนวคิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริง ยังมีความรู้ด้านวิศวกรรมการผลิต ความสัมพันธ์กับโรงงาน และเงินทุนสำหรับขยายธุรกิจที่ต้องทำงานต่อจากนั้น ความสามารถของนักออกแบบจึงพัฒนาได้ทั้งในเรื่องมุมมองสร้างสรรค์และความเข้าใจขั้นตอนที่ทำให้งานออกไปถึงมือผู้ใช้
อาจารย์สิงห์เสนอให้ใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน พร้อมมองบทบาทของตัวเองให้ชัดว่าจะพัฒนาความเชี่ยวชาญ ร่วมกับแบรนด์ หรือเข้าไปช่วยให้คนที่มีความสามารถโดดเด่นทำงานได้ดีขึ้น สำหรับคนทำงานออกแบบ การทำให้ดีกว่าเดิมจึงเริ่มจากการรู้ว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่ตรงไหน แล้วเลือกเติมทักษะ ประสบการณ์ และคนร่วมงานให้เหมาะกับเส้นทางนั้น
งานออกแบบไทยมีเรื่องราวและมุมมองให้ต่อยอดอีกมาก การมองสิ่งคุ้นตาใหม่อย่างที่ศรัณย์ทำ ช่วยเปิดความเป็นไปได้ของผลงาน ขณะที่ประสบการณ์ของดุลยพลและอาจารย์สิงห์ชี้ให้เห็นงานอีกส่วนที่ต้องทำควบคู่กัน คือสร้างธุรกิจ หาตลาด และเชื่อมคนที่มีความสามารถต่างกันเข้าด้วยกัน เมื่อทั้งผลงานและระบบรอบตัวเติบโตไปพร้อมกัน โอกาสของดีไซน์ไทยก็จะเดินต่อได้ไกลขึ้น