โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

"เอกภพ" ชี้เงินบริจาคมูลนิธิ "บุ๋ม" กว่า 900 ล้าน ถึงมือผู้ประสบภัยจริงแค่ 15 ล้าน

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

"เอกภพ" ชี้เงินบริจาคมูลนิธิฯ "บุ๋ม" 910 ล้าน ถึงมือผู้ประสบภัยจริงแค่ 15 ล้าน พร้อมเตือนคณะกรรมการทุกแห่งอย่าลอยตัว เสี่ยงติดคุกยกคณะ รับอยากให้ "บุ๋ม" ได้ประกันตัว จะได้ตอบคำถามสังคม

วันที่ 6 ก.พ. 2569 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เจ้าของเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบยอดเงินบริจาค โดยระบุว่ายอดเงินเข้ามูลนิธิรวมทั้งหมดประมาณ 910 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2567 เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมียอดเงินที่เบิกถอนไปรวม 876 ล้านบาท แต่ยอดเงินที่เจาะจงนำไปใช้ในภารกิจหรือจ่ายให้ผู้ประสบภัยจริงๆ มีเพียงประมาณ 15 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับบทบาทของ “องุ่น” ในฐานะเหรัญญิกของมูลนิธิ มีหน้าที่รับผิดชอบในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ และค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เปรียบเสมือนเงินสดเพ็ตตี้แคชที่ถือวงเงินอยู่ประมาณ 15 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับยอดเงินบริจาคทั้งหมดกว่า 900 ล้านบาทแล้ว ถือว่าสัดส่วนเงินที่ถึงมือผู้ประสบภัยผ่านช่องทางนี้น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับยอดเงินที่ออกไปในส่วนอื่น

นอกจากนี้ ยังพบประเด็นบัญชีสมทบทุนสร้างมูลนิธิที่มีผู้ตั้งใจโอนเงินเข้ามาร่วมสร้างโดยเฉพาะ ประมาณ 40 - 50 ล้านบาท เมื่อแยกสัดส่วนออกมาจะเห็นได้ชัดเจนว่าเงินที่ส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยจริงๆ น้อยมาก เมื่อเทียบกับยอดเงินทั้งหมด โดยนายเอกภพ ตั้งข้อสังเกตว่า “องุ่น” ในฐานะผู้ใกล้ชิดและเป็นเหรัญญิก ควรจะต้องรู้และกำกับดูแลเงินก้อนใหญ่ให้ดีกว่านี้ พร้อมทั้งต้องนำใบเสร็จและบิลทุกบาททุกสตางค์ออกมาชี้แจงให้เกิดความโปร่งใส

ในส่วนของมติที่ประชุมที่มีการระบุว่า ให้ บุ๋ม สามารถเบิกถอนและโอนจ่ายได้คนเดียว มองว่า ในทางปฏิบัติมีความแปลกและทำได้ยาก เพราะตามกระบวนการควรจะต้องมีการประชุมและลงมติร่วมกันจากคณะกรรมการทุกคน

ขณะเดียวกัน นายเอกภพ ยังได้เตือนถึง พ.ร.บ. รับผิดของบริษัทจำกัดและมูลนิธิ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความน่ากลัวที่สุด หากมูลนิธิทำผิด พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเท่ากับว่าการโอนเงินเข้ามาบริจาคแต่ละครั้ง มูลนิธิจะต้องลงทะเบียนรับและลงบัญชีรับจ่าย หากไม่ลง 1 ครั้งจะถือว่าผิด 1 กรรม และเมื่อคำนวณตลอดตั้งมูลนิธิมีเงินโอนเข้ามาถึงประมาณ 3 ล้านครั้ง หากถูกนำมาบังคับใช้และตรวจสอบพบความผิด จะทำให้มียอดความผิดสะสมสูงถึงหลักล้านกรรม (กรรมละ 7 ปี) ซึ่งน่ากลัวมาก จุดนี้ทำให้คณะกรรมการมูลนิธิทุกแห่งทั่วประเทศตกอยู่ในสปอตไลท์และต้องรีบเข้าไปตรวจสอบบัญชีของตนเองทันที กรรมการจะมัวแต่มอบอำนาจให้ประธานทำคนเดียวโดยไม่เข้าไปตรวจสอบไม่ได้ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมา กรรมการทุกคนมีสิทธิ์ตกเป็นผู้ต้องหาและมีความผิดทางกฎหมายเท่าเทียมกัน แม้จะอ้างว่าไม่รู้เรื่องก็ตาม

ส่วนประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ธุรกิจขายมะม่วงกวนรายได้ดีขนาดนั้นจริงหรือไม่ นายเอกภพ บอกว่า “องุ่น” อธิบายว่า ธุรกิจดังกล่าวมีการดำเนินงานในลักษณะคล้ายกับวิสาหกิจชุมชน มีการตั้งกลุ่มแม่บ้านและครัวเรือนในหมู่บ้านให้ช่วยกันผลิตมะม่วงกวนส่งมาให้ ก่อนที่ทางศูนย์กลางจะรับหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการและขายสินค้าด้วยตนเอง ซึ่งรูปแบบการรวมกลุ่มผลิตและมีศูนย์กลางกระจายสินค้าเช่นนี้ ทำให้มียอดขายและรายได้รวมเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยและคำถามจากสังคมถึงความคุ้มค่าและสัดส่วนรายได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการนำเงินกำไรจากการขายมะม่วงกวน จำนวน 500,000 บาท ไปร่วมทำบุญโรงพยาบาล ซึ่งนายเอกภพมองว่า แม้จะมีการโชว์ตัวเลขยอดขายและรายรับเป็นหลักล้านบาท แต่ก็ยังคงมีเสียงสะท้อนจากสังคมที่สงสัยว่า รายได้ที่แท้จริงจากการทำธุรกิจมะม่วงกวนในลักษณะนี้มีความเหมาะสมกับต้นทุนและผลกำไรที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

โดยผู้สื่อข่าวยังถามอีกว่า คิดว่า บุ๋ม ปนัดดา จะได้ประกันตัวหรือไม่ ซึ่งนายเอกภพเผยว่า ส่วนตัวอยากให้บุ๋มได้รับการประกันตัว จะได้ออกมาสู้คดี และตอบคำถามสังคมในประเด็นต่างๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "เอกภพ" ชี้เงินบริจาคมูลนิธิ "บุ๋ม" กว่า 900 ล้าน ถึงมือผู้ประสบภัยจริงแค่ 15 ล้าน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...