กัมพูชาจะต้องไม่ง้อไทย "พรมแดนปิดได้ปิดไป" เขมรจะผลิตของกินของใช้เลี้ยงตัวเอง
สำนักข่าว TFA ภาคภาษาเขมรรายงานว่านักวิเคราะห์และฝ่ายค้านของกัมพูชาเรียกร้องให้รัฐบาลเสริมสร้างการผลิตภายในประเทศและกระจายตลาดส่งออก ในขณะที่ไทยยังคงตั้งเงื่อนไขสำหรับการเปิดด่านพรมแดนทางบก โดยระบุว่าต้องมีการแก้ไขข้อพิพาทที่ค้างคาระหว่างทั้งสองประเทศเสียก่อน
อุม สำอัน (អ៊ុំ សំអាន) หัวหน้าองค์กรอธิปไตยพรมแดนและตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้กลุ่มรัฏฐาภิบาลกัมพูชาเอกราช 23 ตุลา (រដ្ឋាភិបាលកម្ពុជាឯករាជ្យ ២៣តុលា) เสนอว่ากัมพูชาควรใช้สถานการณ์การปิดพรมแดนเป็นโอกาสในการขยายการผลิตภาคเกษตรกรรมภายในประเทศ แทนที่จะรอคอยให้ไทยเปิดด่านพรมแดน
อุม สำอันเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต จัดหาสินเชื่อทางการเกษตรและมอบแรงจูงใจแก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มการผลิตอาหารภายในประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาตลาดต่างประเทศสำหรับสินค้าเกษตรของกัมพูชา นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม
"ดังนั้น เมื่อประเทศไทยปิดพรมแดน จึงถือเป็นโอกาสที่กัมพูชาจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ รัฐบาลของฮุน เซน ควรดำเนินการอย่างไร? รัฐบาลควรจัดหาสินเชื่อ สนับสนุนให้ชาวกัมพูชาเพาะปลูกผลผลิตในท้องถิ่นให้มากขึ้น พร้อมทั้งแสวงหาตลาดต่างประเทศรองรับสินค้าเหล่านั้น นอกจากนี้ ไม่ควรนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมากเกินไป เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าสินค้าจากเวียดนามมีสารเคมีเจือปนมากกว่าสินค้าจากประเทศไทย" อุม สำอัน กล่าว
เขายังเสนอให้กัมพูชาพิจารณานำข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับไทยเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และดึงประธานร่วมของความตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 (Paris Peace Agreements) เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านอธิปไตยและดินแดน
ขณะที่กัมพูชามองว่า ไทยยังคงยืนกรานเงื่อนไขในการเปิดพรมแดน มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่าไทยจะยังไม่เปิดด่านพรมแดนทางบกกับกัมพูชาจนกว่าปัญหาที่ค้างคาจะได้รับการแก้ไข ซึ่งรวมถึงข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางบก ข้อพิพาททางทะเล และปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความจำเป็นในการคุ้มครองพลเมืองไทย โดยระบุว่ายังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดด่าน
ด้านกัมพูชายืนยันว่าไทยควรเป็นฝ่ายเปิดด่านก่อน โดย แปน โบณา (ប៉ែន បូណា) โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ย้ำว่าไทยควรเป็นฝ่ายเริ่มดำเนินการเปิดด่านพรมแดนก่อน เนื่องจากฝ่ายไทยเป็นผู้สั่งปิดด่านดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว
เซง วัณณลี ( សេង វណ្ណលី) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของกัมพูชา มองว่าการที่ไทยเชื่อมโยงการเปิดพรมแดนเข้ากับข้อพิพาทเรื่องดินแดนและปัญหาอาชญากรรมออนไลน์นั้น ถือเป็นกลยุทธ์การกดดันทางการเมือง เขายังเตือนว่าการนำประเด็นเรื่องอธิปไตยและอาชญากรรมข้ามชาติมาผูกติดกับการจำกัดการค้าบริเวณพรมแดน อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
เซง วัณณลี เน้นย้ำว่าข้อพิพาททางบกและทางทะเลเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องอาศัยการเจรจาทางเทคนิคและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เขาแนะนำให้ใช้คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ และกลไกทางการทูตอย่างสันติ เขายังเรียกร้องให้มีการร่วมมือกับ UNODC และ Interpol มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับเครือข่ายการหลอกลวงทางออนไลน์
เซง วัณณลี แนะนำกัมพูชาไม่ให้เพิ่มความตึงเครียดทางชาตินิยมหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ต่อจุดยืนของไทย แต่กัมพูชาควรแสวงหาการทูตแบบพหุภาคี เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และกระจายเส้นทางการค้าผ่านประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพื่อลดความเปราะบางต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจของไทย
ทั้งนี้ ไทยได้ปิดด่านพรมแดนทางบกทั้งหมดกับกัมพูชาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ จากข้อมูลของกรมศุลกากรและสรรพสามิตของกัมพูชา การค้าทวิภาคีลดลงเกือบ 30% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามพรมแดนที่ยืดเยื้อ
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - Facebook / អ៊ិន សំណាង