โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชาจะต้องไม่ง้อไทย "พรมแดนปิดได้ปิดไป" เขมรจะผลิตของกินของใช้เลี้ยงตัวเอง

The Better

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

สำนักข่าว TFA ภาคภาษาเขมรรายงานว่านักวิเคราะห์และฝ่ายค้านของกัมพูชาเรียกร้องให้รัฐบาลเสริมสร้างการผลิตภายในประเทศและกระจายตลาดส่งออก ในขณะที่ไทยยังคงตั้งเงื่อนไขสำหรับการเปิดด่านพรมแดนทางบก โดยระบุว่าต้องมีการแก้ไขข้อพิพาทที่ค้างคาระหว่างทั้งสองประเทศเสียก่อน

อุม สำอัน (អ៊ុំ សំអាន) หัวหน้าองค์กรอธิปไตยพรมแดนและตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้กลุ่มรัฏฐาภิบาลกัมพูชาเอกราช 23 ตุลา (រដ្ឋាភិបាលកម្ពុជាឯករាជ្យ ២៣តុលា) เสนอว่ากัมพูชาควรใช้สถานการณ์การปิดพรมแดนเป็นโอกาสในการขยายการผลิตภาคเกษตรกรรมภายในประเทศ แทนที่จะรอคอยให้ไทยเปิดด่านพรมแดน

อุม สำอันเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต จัดหาสินเชื่อทางการเกษตรและมอบแรงจูงใจแก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มการผลิตอาหารภายในประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาตลาดต่างประเทศสำหรับสินค้าเกษตรของกัมพูชา นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม

"ดังนั้น เมื่อประเทศไทยปิดพรมแดน จึงถือเป็นโอกาสที่กัมพูชาจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ รัฐบาลของฮุน เซน ควรดำเนินการอย่างไร? รัฐบาลควรจัดหาสินเชื่อ สนับสนุนให้ชาวกัมพูชาเพาะปลูกผลผลิตในท้องถิ่นให้มากขึ้น พร้อมทั้งแสวงหาตลาดต่างประเทศรองรับสินค้าเหล่านั้น นอกจากนี้ ไม่ควรนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมากเกินไป เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าสินค้าจากเวียดนามมีสารเคมีเจือปนมากกว่าสินค้าจากประเทศไทย" อุม สำอัน กล่าว

เขายังเสนอให้กัมพูชาพิจารณานำข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับไทยเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และดึงประธานร่วมของความตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 (Paris Peace Agreements) เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านอธิปไตยและดินแดน

ขณะที่กัมพูชามองว่า ไทยยังคงยืนกรานเงื่อนไขในการเปิดพรมแดน มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่าไทยจะยังไม่เปิดด่านพรมแดนทางบกกับกัมพูชาจนกว่าปัญหาที่ค้างคาจะได้รับการแก้ไข ซึ่งรวมถึงข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางบก ข้อพิพาททางทะเล และปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความจำเป็นในการคุ้มครองพลเมืองไทย โดยระบุว่ายังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดด่าน

ด้านกัมพูชายืนยันว่าไทยควรเป็นฝ่ายเปิดด่านก่อน โดย แปน โบณา (ប៉ែន បូណា) โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ย้ำว่าไทยควรเป็นฝ่ายเริ่มดำเนินการเปิดด่านพรมแดนก่อน เนื่องจากฝ่ายไทยเป็นผู้สั่งปิดด่านดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว

เซง วัณณลี ( សេង វណ្ណលី) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของกัมพูชา มองว่าการที่ไทยเชื่อมโยงการเปิดพรมแดนเข้ากับข้อพิพาทเรื่องดินแดนและปัญหาอาชญากรรมออนไลน์นั้น ถือเป็นกลยุทธ์การกดดันทางการเมือง เขายังเตือนว่าการนำประเด็นเรื่องอธิปไตยและอาชญากรรมข้ามชาติมาผูกติดกับการจำกัดการค้าบริเวณพรมแดน อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

เซง วัณณลี เน้นย้ำว่าข้อพิพาททางบกและทางทะเลเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องอาศัยการเจรจาทางเทคนิคและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เขาแนะนำให้ใช้คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ และกลไกทางการทูตอย่างสันติ เขายังเรียกร้องให้มีการร่วมมือกับ UNODC และ Interpol มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับเครือข่ายการหลอกลวงทางออนไลน์

เซง วัณณลี แนะนำกัมพูชาไม่ให้เพิ่มความตึงเครียดทางชาตินิยมหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ต่อจุดยืนของไทย แต่กัมพูชาควรแสวงหาการทูตแบบพหุภาคี เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และกระจายเส้นทางการค้าผ่านประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพื่อลดความเปราะบางต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจของไทย

ทั้งนี้ ไทยได้ปิดด่านพรมแดนทางบกทั้งหมดกับกัมพูชาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ จากข้อมูลของกรมศุลกากรและสรรพสามิตของกัมพูชา การค้าทวิภาคีลดลงเกือบ 30% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามพรมแดนที่ยืดเยื้อ

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Facebook / អ៊ិន សំណាង

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...