BIS ซุ่มแผน M&A เสริมฐาน เล็งบุกตลาดอินโดนีเซีย
#BIS #ทันหุ้น – BIS รับแรงหนุนยอดขายอาหารสัตว์เชิงปริมาณพุ่ง ผนึกกลุ่มยา–โภชนาการสัตว์–ชุดตรวจโรคมาร์จิ้นสูงเดินหน้าทำเงิน ด้านผู้บริหาร “รุ่งโรจน์ ถาวรธนากุล” ย้ำปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่สะเทือนแผนธุรกิจ เดินหน้าลุยเจรจาดีล M&A กลุ่มสัตว์เล็ก 3–4 ดีล หวังปิดจบภายในปีนี้ พร้อมปักหมุดบุกตลาดอินโดนีเซีย
นายรุ่งโรจน์ ถาวรธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสนับสนุนบริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ด้านยอดขายอาจจะไม่ได้เติบโตมากนัก แต่ด้านอัตราการทำกำไร (มาร์จิ้น) บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน ซึ่งมาจาก 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ อาหารเม็ดปศุสัตว์ แม้ว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่สูงแต่สามารถทำยอดขายเชิงปริมาณได้ในระดับสูง จึงส่งผลกระทบเชิงบวกและสร้างมาร์จิ้นได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่กลุ่มยารักษาโรค, สารอาหารโภชนาการสัตว์ และชุดตรวจวิเคราะห์โรค ที่มีอัตรากำไรสูงยังคงทำยอดขายได้ตามแผนงานปกติ ในส่วนสถานการณ์น้ำท่วมโดยภาพรวมบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่สำหรับฟาร์มของลูกค้าที่ได้รับความเสียหาย บริษัทได้เข้าไปช่วยเหลือโดยการยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถฟื้นฟูฟาร์มกลับมาได้เร็วขึ้น แต่ถือเป็นสัดส่วนน้อย ส่วนการขนส่งสินค้ายังทำได้ตามปกติถึง 90%
@ปรับโครงสร้างผถห.
ทั้งนี้จากการปรับโครงการผู้ถือหุ้นใหม่โดยมี นางพัชรี นันทวัฒน์ศิริ, นายศราวุธ เตชะสัตยา และ นางรุ่งนภา เตชะสัตยา เข้ามาถือหุ้น 11.13%, 11.13%, 11.12% ตามลำดับ เนื่องจากผู้ถือหุ้นเดิมเริ่มเกษียณอายุและต้องการขายหุ้นที่ถือไว้ในมือออกมา
ดังนั้นจึงไม่ได้มีผลต่อแผนธุรกิจของบริษัท โดยคงแผนธุรกิจตามโครงการ JUMP+ ที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ให้แตะ 3,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท ในปี 2571 สะท้อนศักยภาพในการดำเนินงาน การขาย และปรับโครงสร้างต้นทุนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
@ศึกษาตลาดใหม่
อย่างไรก็ดีกลยุทธ์การเติบโตแบบOrganic เป็นไปตามแผนการดำเนินงานหลัก แต่สิ่งที่บริษัทต้องเร่งหาเพิ่มคือการทำควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อสร้างกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างเจรจาอยู่ในกลุ่มสัตว์เล็กประมาณ 3–4 ดีล แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ถ้าหากเงื่อนไขลงตัวสามารถจบได้ภายในปีนี้ แต่ถ้ายังไม่เรียบร้อยจะขยับไปเป็นปีหน้า (ปี2570)
นอกจากนี้ด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัทยังคงรุกตลาดเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดเวียดนามยังมีการแข่งขันสูงและมีอัตรากำไรไม่มาก ขณะที่กัมพูชายังมีข้อจำกัดเรื่องชายแดน แต่ทั้งนี้บริษัทกำลังศึกษาการขยายตลาดในอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างหาลูกค้า โดยจะนำธุรกิจสารเสริมคุณค่าอาหารสัตว์เข้าไปขยายตลาดก่อน ผ่านการขายตัวแทนจำหน่ายในท้องถิ่น คาดจะเริ่มเห็นยอดขายในไตรมาส 1/2570