หวั่น UCEP ใหม่ กระทบแพทย์ฉุกเฉิน แนะตั้งศูนย์ช่วยวินิจฉัย 24 ชม.
ผู้ป่วยบางรายอาจปลอดภัยใน 3 ชั่วโมง แต่บางรายอาจต้องใช้เวลานานกว่า 7 วัน ปัญหาเรื้อรังที่แท้จริงคือความล่าช้าในการหาเตียงปลายทางเพื่อส่งต่อผู้ป่วย ภาครัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการจัดหาเตียงรองรับผู้ป่วยกรณีที่ต้องการส่งต่อ”
สมาคม รพ.เอกชน ย้ำหนุน UCEP แต่หวั่นเกณฑ์ใหม่กระทบการทำงานของแพทย์หน้างาน-ลิดรอนสิทธิ์ผู้ป่วย ห่วงปมอุทธรณ์ 90 วัน กระทบดุลยพินิจแพทย์ฉุกเฉิน เสนอทางออก ยึดผลลัพธ์การรอดชีวิตผู้ป่วย เสนอตั้งศูนย์ช่วยวินิจฉัยการรักษาภายใน 24 ชม. สร้างความมั่นใจกล้าตัดสินใจรักษา ป้องกันอุทธรณ์ผลการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติภายหลัง
นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต (72 ชม,)ได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ล่าสุดประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 สร้างความกังวลให้กับแพทย์หน้างานโดยเฉพาะการอุทธรณ์ย้อนหลัง 90 วัน อาจส่งผลให้ไม่กล้าตัดสินใจรักษา
นอกจากนี้ กระบวนการวินิจฉัยสิทธิยังมีความขัดแย้งในเชิงปฏิบัติ แม้กฎเกณฑ์จะระบุให้สามารถขอคำปรึกษาจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับเปิดช่องให้มีการอุทธรณ์ผลการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติภายใน 90 วัน ซึ่งอัตรา “รอด-ไม่รอด”ของผู้ป่วยฉุกเฉินตัดสินกันในหลักนาทีหรือชั่วโมงแรก การปล่อยให้มีการชี้ถูกชี้ผิดหรือตัดสิทธิการเบิกจ่ายย้อนหลังข้ามเดือน อาจทำลายความมั่นใจในการปฏิบัติงานของแพทย์หน้างาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ครม. เคาะหลักเกณฑ์รักษาผู้ป่วยฉุกเฉินใหม่ ห้ามรพ.เรียกเก็บเงินก่อน
สปส. เปิดเงื่อนไข ผู้ประกันตน ป่วยฉุกเฉิน เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลฟรี
เกณฑ์ใหม่บั่นทอนความมั่นใจแพทย์หน้างาน
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”เกี่ยวกับนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศหลักเกณฑ์ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 15 ก.ย.,ที่ผ่านมา ว่า แม้สมาคมฯ จะสนับสนุนนโยบาย UCEP มาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มต้นลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) และประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาฉุกเฉินวิกฤติถึงแก่ชีวิตได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่รายละเอียดในเกณฑ์ใหม่กลับสร้างเงื่อนไขเชิงธุรกรรมที่ขัดแย้งกับหลักเวชปฏิบัติจริง
โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินคือ การเปิดช่องอุทธรณ์ย้อนหลัง 90 วัน ตามระบบเดิม เมื่อแพทย์ห้องฉุกเฉินส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และระบบตอบรับว่าเข้าเกณฑ์ จะถือว่าผลการคัดแยกผู้ป่วยสิ้นสุดทันทีเพื่อให้แพทย์เดินหน้ารักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่
แต่เกณฑ์ใหม่เปิดให้มีการยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 90 วัน และให้เวลา สพฉ. พิจารณาอีก 60 วัน การนำข้อมูลหรือผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ตรวจพบในภายหลังมาประเมินย้อนหลังต่อการตัดสินใจของแพทย์ในเสี้ยววินาทีวิกฤติที่มีข้อมูลจำกัด เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติทางการแพทย์ เพราะการแพทย์ไม่ใช่คณิตศาสตร์ที่ผลลัพธ์จะออกมาตายตัวแบบ 1+1 เป็น 2 สภาพการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้แพทย์หน้างานเกิดความลังเล กลัวถูกตัดสินผิดย้อนหลัง จนอาจต้องรอผลตรวจแล็บให้ครบถ้วนก่อนเริ่มการรักษา ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยวิกฤติ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ต้องเสียโอกาสรอดชีวิต
เส้นแบ่งช่วงเวลา"ฉุกเฉินวิกฤติ-พ้นวิกฤติ”
2. เกณฑ์ใหม่กำหนดว่า ภายใน 72 ชั่วโมงแรก ห้ามสถานพยาบาลทำนิติกรรมหรือข้อตกลงใดๆ เพื่อสละสิทธิ์ UCEP หากมีการทำสัญญาให้ถือเป็นโมฆะ ซึ่งสมาคมฯ มองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนโดยตรง เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากมีประกันสุขภาพเอกชน หรือมีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์ และต้องการเลือกรับยา เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับสูงนอกเหนือจากชุดสิทธิประโยชน์ที่ UCEP กำหนด การบังคับห้ามสละสิทธิ์จึงปิดกั้นโอกาสของผู้ป่วยในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง
นพ.ไพบูลย์ อธิบายว่าข้อเท็จจริงทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะฉุกเฉินวิกฤติมักได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตรายได้ภายใน 24 ถึง 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการพักฟื้นหรือการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งตามกลไกที่ออกแบบไว้ โรงพยาบาลเอกชนจะต้องประสานเพื่อส่งต่อ (Refer) ผู้ป่วยกลับไปยังโรงพยาบาลรัฐตามสิทธิการรักษาเดิม
ในทางปฏิบัติระบบการส่งต่อกลับประสบภาวะคอขวด เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐปลายทางมักมีปัญหาเตียงเต็มและไม่สามารถรับตัวผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวตกค้างอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตช่วงแรกของการดำเนินโครงการ กองทุนเคยร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันกองทุนปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยหลังพ้นกรอบ 72 ชั่วโมงไปแล้วทำให้โรงพยาบาลเอกชนและคนไข้ต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่าย
"สมาคมฯ เห็นว่าควรกำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง “ช่วงเวลาฉุกเฉินวิกฤติ” ที่โรงพยาบาลต้องทุ่มเทช่วยชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไขทางการเงิน กับ “ช่วงเวลาพ้นวิกฤติ” ที่ผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะและมีสิทธิสมัครใจในการตัดสินใจเลือกสถานพยาบาลภายใต้ข้อตกลงที่ยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย ผู้ป่วยบางรายอาจปลอดภัยใน 3 ชั่วโมง แต่บางรายอาจต้องใช้เวลานานกว่า 7 วัน ปัญหาเรื้อรังที่แท้จริงคือความล่าช้าในการหาเตียงปลายทางเพื่อส่งต่อผู้ป่วย ภาครัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการจัดหาเตียงรองรับผู้ป่วยกรณีที่ต้องการส่งต่อ”
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่าสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ในการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ยึดความปลอดภัยของผู้ป่วยและมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมเป็นเกณฑ์สูงสุด ยุติการใช้รายการตรวจรับเอกสารทางการเงินย้อนหลังมาเป็นเครื่องมือตัดสินว่าแพทย์รักษาผิดมาตรฐาน จัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง 24 ชั่วโมง ฟื้นระบบศูนย์กลางที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมวินิจฉัยและเคาะผลการคัดแยกสิทธิร่วมกับแพทย์หน้างานให้จบอย่างรวดเร็ว โดยผลการวินิจฉัยต้องมีผลผูกพันทันทีและถือเป็นที่สิ้นสุดภายใน 24 ชั่วโมง ไม่มีการกลับคำตัดสินในภายหลัง
วางระบบรับประกันเตียงและกำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตกค้าง มีกลไกยืนยันเตียงส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ หากพ้นกำหนด 72 ชั่วโมงแล้วยังไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐได้ กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างรอเตียง เพื่อป้องกันการผลักภาระหนี้สูญไปยังโรงพยาบาลเอกชนและผู้ป่วย
“รัฐควรเปิดเผยยอดตัวเลขผู้ป่วย UCEP สถิติการเบิกจ่ายจริง อัตราการปฏิเสธการจ่ายเงิน และระยะเวลาเฉลี่ยในการจ่ายเงินชดเชยของแต่ละโรงพยาบาลขึ้นบนเว็บไซต์สาธารณะทุกเดือน เพื่อให้ประชาชน สภาองค์กรของผู้บริโภค และสังคมร่วมตรวจสอบความโปร่งใส หากเกิดข้อพิพาทด้านการเบิกจ่าย ให้ใช้กลไกการไกล่เกลี่ยทางการเงิน โดยต้องไม่นำข้อพิพาทด้านสิทธิเงินทองมาผูกโยงหรือตั้งข้อสงสัยต่อจรรยาบรรณการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์"
ทั้งนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวม 1,130 ราย แบ่งเป็น กลุ่มแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ 691 ราย, ประชาชน ผู้ป่วย และญาติ 311 ราย และผู้บริหารโรงพยาบาล 128 ราย ระหว่างวันที่ 7 ตค - 26 ตค 69 โดย ระบุความจำเป็นต้องทบทวนหลักเกณฑ์ UCEP ฉบับใหม่
“สมาคมฯยืนยันว่าโรงพยาบาลเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติอย่างเต็มที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ระบบจะดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน รัฐต้องให้ความเคารพต่อดุลยพินิจของแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และสร้างระบบการเงินการคลังที่มีความเป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน”