โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หวั่น UCEP ใหม่ กระทบแพทย์ฉุกเฉิน แนะตั้งศูนย์ช่วยวินิจฉัย 24 ชม.

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้ป่วยบางรายอาจปลอดภัยใน 3 ชั่วโมง แต่บางรายอาจต้องใช้เวลานานกว่า 7 วัน ปัญหาเรื้อรังที่แท้จริงคือความล่าช้าในการหาเตียงปลายทางเพื่อส่งต่อผู้ป่วย ภาครัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการจัดหาเตียงรองรับผู้ป่วยกรณีที่ต้องการส่งต่อ”

สมาคม รพ.เอกชน ย้ำหนุน UCEP แต่หวั่นเกณฑ์ใหม่กระทบการทำงานของแพทย์หน้างาน-ลิดรอนสิทธิ์ผู้ป่วย ห่วงปมอุทธรณ์ 90 วัน กระทบดุลยพินิจแพทย์ฉุกเฉิน เสนอทางออก ยึดผลลัพธ์การรอดชีวิตผู้ป่วย เสนอตั้งศูนย์ช่วยวินิจฉัยการรักษาภายใน 24 ชม. สร้างความมั่นใจกล้าตัดสินใจรักษา ป้องกันอุทธรณ์ผลการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติภายหลัง

นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต (72 ชม,)ได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ล่าสุดประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 สร้างความกังวลให้กับแพทย์หน้างานโดยเฉพาะการอุทธรณ์ย้อนหลัง 90 วัน อาจส่งผลให้ไม่กล้าตัดสินใจรักษา

นอกจากนี้ กระบวนการวินิจฉัยสิทธิยังมีความขัดแย้งในเชิงปฏิบัติ แม้กฎเกณฑ์จะระบุให้สามารถขอคำปรึกษาจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับเปิดช่องให้มีการอุทธรณ์ผลการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติภายใน 90 วัน ซึ่งอัตรา “รอด-ไม่รอด”ของผู้ป่วยฉุกเฉินตัดสินกันในหลักนาทีหรือชั่วโมงแรก การปล่อยให้มีการชี้ถูกชี้ผิดหรือตัดสิทธิการเบิกจ่ายย้อนหลังข้ามเดือน อาจทำลายความมั่นใจในการปฏิบัติงานของแพทย์หน้างาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ครม. เคาะหลักเกณฑ์รักษาผู้ป่วยฉุกเฉินใหม่ ห้ามรพ.เรียกเก็บเงินก่อน

สปส. เปิดเงื่อนไข ผู้ประกันตน ป่วยฉุกเฉิน เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลฟรี

เกณฑ์ใหม่บั่นทอนความมั่นใจแพทย์หน้างาน

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”เกี่ยวกับนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศหลักเกณฑ์ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 15 ก.ย.,ที่ผ่านมา ว่า แม้สมาคมฯ จะสนับสนุนนโยบาย UCEP มาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มต้นลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) และประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาฉุกเฉินวิกฤติถึงแก่ชีวิตได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่รายละเอียดในเกณฑ์ใหม่กลับสร้างเงื่อนไขเชิงธุรกรรมที่ขัดแย้งกับหลักเวชปฏิบัติจริง

โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินคือ การเปิดช่องอุทธรณ์ย้อนหลัง 90 วัน ตามระบบเดิม เมื่อแพทย์ห้องฉุกเฉินส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และระบบตอบรับว่าเข้าเกณฑ์ จะถือว่าผลการคัดแยกผู้ป่วยสิ้นสุดทันทีเพื่อให้แพทย์เดินหน้ารักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่

แต่เกณฑ์ใหม่เปิดให้มีการยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 90 วัน และให้เวลา สพฉ. พิจารณาอีก 60 วัน การนำข้อมูลหรือผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ตรวจพบในภายหลังมาประเมินย้อนหลังต่อการตัดสินใจของแพทย์ในเสี้ยววินาทีวิกฤติที่มีข้อมูลจำกัด เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติทางการแพทย์ เพราะการแพทย์ไม่ใช่คณิตศาสตร์ที่ผลลัพธ์จะออกมาตายตัวแบบ 1+1 เป็น 2 สภาพการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้แพทย์หน้างานเกิดความลังเล กลัวถูกตัดสินผิดย้อนหลัง จนอาจต้องรอผลตรวจแล็บให้ครบถ้วนก่อนเริ่มการรักษา ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยวิกฤติ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ต้องเสียโอกาสรอดชีวิต

เส้นแบ่งช่วงเวลา"ฉุกเฉินวิกฤติ-พ้นวิกฤติ”

2. เกณฑ์ใหม่กำหนดว่า ภายใน 72 ชั่วโมงแรก ห้ามสถานพยาบาลทำนิติกรรมหรือข้อตกลงใดๆ เพื่อสละสิทธิ์ UCEP หากมีการทำสัญญาให้ถือเป็นโมฆะ ซึ่งสมาคมฯ มองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนโดยตรง เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากมีประกันสุขภาพเอกชน หรือมีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์ และต้องการเลือกรับยา เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับสูงนอกเหนือจากชุดสิทธิประโยชน์ที่ UCEP กำหนด การบังคับห้ามสละสิทธิ์จึงปิดกั้นโอกาสของผู้ป่วยในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง

นพ.ไพบูลย์ อธิบายว่าข้อเท็จจริงทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะฉุกเฉินวิกฤติมักได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตรายได้ภายใน 24 ถึง 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการพักฟื้นหรือการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งตามกลไกที่ออกแบบไว้ โรงพยาบาลเอกชนจะต้องประสานเพื่อส่งต่อ (Refer) ผู้ป่วยกลับไปยังโรงพยาบาลรัฐตามสิทธิการรักษาเดิม

ในทางปฏิบัติระบบการส่งต่อกลับประสบภาวะคอขวด เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐปลายทางมักมีปัญหาเตียงเต็มและไม่สามารถรับตัวผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวตกค้างอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตช่วงแรกของการดำเนินโครงการ กองทุนเคยร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันกองทุนปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยหลังพ้นกรอบ 72 ชั่วโมงไปแล้วทำให้โรงพยาบาลเอกชนและคนไข้ต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่าย

"สมาคมฯ เห็นว่าควรกำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง “ช่วงเวลาฉุกเฉินวิกฤติ” ที่โรงพยาบาลต้องทุ่มเทช่วยชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไขทางการเงิน กับ “ช่วงเวลาพ้นวิกฤติ” ที่ผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะและมีสิทธิสมัครใจในการตัดสินใจเลือกสถานพยาบาลภายใต้ข้อตกลงที่ยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย ผู้ป่วยบางรายอาจปลอดภัยใน 3 ชั่วโมง แต่บางรายอาจต้องใช้เวลานานกว่า 7 วัน ปัญหาเรื้อรังที่แท้จริงคือความล่าช้าในการหาเตียงปลายทางเพื่อส่งต่อผู้ป่วย ภาครัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการจัดหาเตียงรองรับผู้ป่วยกรณีที่ต้องการส่งต่อ”

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่าสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ในการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ยึดความปลอดภัยของผู้ป่วยและมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมเป็นเกณฑ์สูงสุด ยุติการใช้รายการตรวจรับเอกสารทางการเงินย้อนหลังมาเป็นเครื่องมือตัดสินว่าแพทย์รักษาผิดมาตรฐาน จัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง 24 ชั่วโมง ฟื้นระบบศูนย์กลางที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมวินิจฉัยและเคาะผลการคัดแยกสิทธิร่วมกับแพทย์หน้างานให้จบอย่างรวดเร็ว โดยผลการวินิจฉัยต้องมีผลผูกพันทันทีและถือเป็นที่สิ้นสุดภายใน 24 ชั่วโมง ไม่มีการกลับคำตัดสินในภายหลัง

วางระบบรับประกันเตียงและกำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตกค้าง มีกลไกยืนยันเตียงส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ หากพ้นกำหนด 72 ชั่วโมงแล้วยังไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐได้ กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างรอเตียง เพื่อป้องกันการผลักภาระหนี้สูญไปยังโรงพยาบาลเอกชนและผู้ป่วย

“รัฐควรเปิดเผยยอดตัวเลขผู้ป่วย UCEP สถิติการเบิกจ่ายจริง อัตราการปฏิเสธการจ่ายเงิน และระยะเวลาเฉลี่ยในการจ่ายเงินชดเชยของแต่ละโรงพยาบาลขึ้นบนเว็บไซต์สาธารณะทุกเดือน เพื่อให้ประชาชน สภาองค์กรของผู้บริโภค และสังคมร่วมตรวจสอบความโปร่งใส หากเกิดข้อพิพาทด้านการเบิกจ่าย ให้ใช้กลไกการไกล่เกลี่ยทางการเงิน โดยต้องไม่นำข้อพิพาทด้านสิทธิเงินทองมาผูกโยงหรือตั้งข้อสงสัยต่อจรรยาบรรณการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์"

ทั้งนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวม 1,130 ราย แบ่งเป็น กลุ่มแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ 691 ราย, ประชาชน ผู้ป่วย และญาติ 311 ราย และผู้บริหารโรงพยาบาล 128 ราย ระหว่างวันที่ 7 ตค - 26 ตค 69 โดย ระบุความจำเป็นต้องทบทวนหลักเกณฑ์ UCEP ฉบับใหม่

“สมาคมฯยืนยันว่าโรงพยาบาลเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติอย่างเต็มที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ระบบจะดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน รัฐต้องให้ความเคารพต่อดุลยพินิจของแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และสร้างระบบการเงินการคลังที่มีความเป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...