ประมูล 71 คลื่นวิทยุ FM ฉลุย ขาประจำมาครบ-ต่างจังหวัดแข่งดุ ราคาทะลุ
การประมูลคลื่นวิทยุเอฟเอ็มของ กสทช. เมื่อต้นสัปดาห์ (21 ก.พ.) มีผู้เข้าร่วมประมูล 71 คลื่น จาก 30 บริษัท แบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ ปริมณฑล 8 คลื่น ภาคเหนือ 16 คลื่น (15 จังหวัด) ภาคกลาง 6 คลื่น (6 จังหวัด) ภาคใต้ 20 คลื่น (14 จังหวัด) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 คลื่น (17 จังหวัด)
โดยหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการคืนคลื่นเพื่อนำกลับมาประมูล ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ บมจ.อสมท และสำนักงาน กสทช.
ขณะที่ผู้เข้าประมูล เฉพาะ บมจ.อสมท รายเดียว ก็เข้าร่วมถึง 55 คลื่นความถี่ ถัดมาเป็นบริษัท ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก 24 ชั่วโมง จำกัด เข้าประมูล 45 ความถี่
หากดูรายจังหวัดพบว่า “ขอนแก่น” จังหวัดเดียวมีผู้เข้าร่วมประมูลถึง 6 บริษัท
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า การประมูลคลื่นวิทยุเอฟเอ็มในครั้งนี้ ก่อให้เกิดรายได้กว่า 500 กว่าล้านบาท
อสมท คว้า 6 คลื่นใน กทม.
สำหรับผู้ชนะการประมูลคลื่นวิทยุในกรุงเทพฯและปริมณฑล จาก 8 คลื่น ได้ไป 6 คลื่น คือ บมจ.อสมท ได้แก่ คลื่น 95.00 MHz ที่ 50,591,000 บาท 96.50 MHz ที่ 50,449,000 บาท, 99.00 MHz ที่ 50,148,000 บาท, 100.50 MHz ที่ 50,127,000 บาท, 105.50 MHz ที่ 36,784,000 บาท และ107.00 MHz บมจ.อสมท มูลค่า 48,795,000 บาท ส่วน 98.50 MHz ผู้ชนะ คือ บจ.ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก 24 ชั่วโมง ที่ 40,234,000 บาท และ 106.50 MHz คือ จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ที่ 55,330,000 บาท
“ทั้งราคาเริ่มต้นและการเคาะราคาเพิ่มแต่ละครั้งในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันไป เช่น ในภูมิภาค ราคาเริ่มต้นประมูลต่ำสุดจะอยู่ที่ 105,000 บาท ในกรุงเทพฯจะอยู่ที่ 36 ล้านบาท เช่นกันกับการเคาะราคาเพิ่มแต่ละครั้ง สูงสุดคือ 500,000 บาท ต่ำสุดคือ 4,000 บาท”
GMM ย้ำวิทยุยังครองใจคนฟัง
“สมโรจน์ วสุพงศ์โสธร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สื่อวิทยุยังเป็นสื่อหลักของคนในปัจจุบัน เพราะพฤติกรรมคนยังฟังเพลง ฟังข่าวสารขณะขับรถ และวิทยุเป็นสื่อที่อยู่กับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
เพียงแต่ตัวรับสารเปลี่ยนไปจากช่องทางการรับฟังที่ขยายเพิ่มขึ้น ทั้งออนไลน์ แอปพลิเคชั่น สอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งบริษัทพัฒนาช่องทางการรับฟังที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไว้แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมโฆษณาวิทยุลดลงต่อเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บริษัทก็ต้องปรับตัวหาวิธีจัดการบริหารต้นทุนที่ดี เพื่อให้ไปต่อได้
“ที่ผ่านมาบริษัทยังมีกำไร มีรายได้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มวิทยุ ส่วนการประมูลคลื่น ในฐานะผู้ประกอบการก็ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม มีส่วนแบ่งตลาด และฐานผู้ฟังมากที่สุด”
สำหรับทิศทางในปีนี้ บริษัทไม่จำกัดตนเองแค่วิทยุ แต่ต้องการเป็น the entertainment creator ทำคอนเทนต์ทุกรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะเสียงหรือคลื่นวิทยุ แต่ยังมีพอดแคสต์ และออดิโอบุ๊ก ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ใหม่
ต่างจังหวัดแข่งราคาเดือด
ส่วนในต่างจังหวัด ราคาประมูลเริ่มต้น 105,000 บาท ซึ่งในจังหวัดใหญ่ ๆ มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ทำให้ต้องต่อเวลาการประมูลออกไป โดยในรอบแรกมีการแข่งขันใน 4 จังหวัด ได้แก่
คลื่น 95.25 MHz จังหวัดจันทบุรี ราคาทะลุไป 5,681,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 105,000 บาท
คลื่น 107.25 MHz ถัดมาเป็นจังหวัดตราด ราคาที่ 3,913,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 105,000 บาท
คลื่น 107.25 MHz จังหวัดกาญจนบุรีทะลุไปที่ 3,321,000 บาท จาก105,000 บาท
คลื่น 100.50 MHz จังหวัดมหาสารคาม อยู่ที่ 2,993,000 บาท จาก 105,000 บาท
ส่วนการประมูลรอบที่ 2 ในภาคเหนือและภาคใต้รวม 22 คลื่นมีการแข่งขันค่อนข้างหนักหน่วงโดยเบื้องต้นราคาประมูล อยู่ที่ 7.6 ล้านบาท (ประเมินจากราคาขั้นต่ำ) แต่เมื่อสิ้นสุดเวลาการประมูล พบว่า ราคาประมูลรวมทะลุขึ้นไปกว่า 160 ล้านบาท โดยจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น นครศรีธรรมราช เริ่มต้นที่ 942,000 บาท แต่ประมูลทะลุไปถึง 27 ล้านบาท เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประมูลคลื่นในรอบแรก ซึ่งเป็นคลื่นในกรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่าราคาขยับขึ้นไปกว่า 14% ทั้ง 8 คลื่น ราคารวมจบที่ 443 ล้านบาท
มองอนาคตอุตฯวิทยุไทย
ด้าน พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทยปีนี้ มีมูลค่าอยู่ที่ราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งการเปิดประมูลคลื่นความถี่ที่เกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอุตสาหกรรมวิทยุ ที่ กสทช.เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถที่จะเข้าสู่ธุรกิจนี้ แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่อง
“เป็นการประมูลครั้งแรกของวิทยุประเภทธุรกิจ ที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ในฐานะผู้ประกอบการเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตโดยตรง ไม่ผ่านสัมปทาน โดยเป็นการนำบทเรียนที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิทัลมาปรับใช้ ราคาเริ่มต้นประมูลจึงสอดคล้องกับสภาพตลาด”
“ซึ่งราคาขั้นต่ำที่ กสทช.กำหนดจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ โดยในกรุงเทพฯ ปริมณฑล เริ่มต้นที่ 36 ล้านบาท ต่างจังหวัดเริ่มที่ 105,000 บาท เราศึกษาแล้วว่า ราคาที่ได้สอดรับกับทำเลที่ตั้ง ธุรกิจ สภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ให้บริการแล้ว โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 30 บริษัท เข้าประมูล 71 คลื่นความถี่ จากทั้งหมด 74 คลื่นความถี่”
รายเดียวก็ประมูลได้
พันเอกนทีกล่าวว่า แม้บางคลื่นความถี่จะมีผู้เข้าร่วมประมูล 1 ราย ก็ดำเนินการได้ ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ในระบบเอฟเอ็ม
สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการทางธุรกิจ ข้อที่ 15 ระบุชัดเจนว่าคลื่นความถี่ใดมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว ให้ผู้เข้าร่วมประมูลแสดงเจตนายืนยันการเข้าร่วมประมูลได้ โดยต้องเสนอราคาครั้งแรก ภายใน 5 นาทีแรกของเวลาการประมูล เพื่อแสดงเจตนาเป็นผู้ขอรับใบอนุญาต
สำหรับคลื่นที่มีผู้เข้าประมูล 1 บริษัท ได้แก่ คลื่นในกรุงเทพฯและปริมณฑลทั้ง 8 คลื่นความถี่ ขณะที่ในต่างจังหวัด กระจายไปในแต่ละภาค ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์, น่าน, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา, อุดรธานี, สงขลา, สตูล, ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, ภูเก็ต, พัทลุง, ระนอง และประจวบคีรีขันธ์
ชงบอร์ดประมูล 3 คลื่นที่เหลือ
ส่วน 3 คลื่นความถี่ที่ไม่ได้นำมาประมูล เนื่องจากไม่มีผู้สนใจเข้าประมูล และมีผู้สนใจ แต่ไม่ยื่นหลักทรัพย์ค้ำประกันตามระยะเวลาที่กำหนด ได้แก่ คลื่น 97.5 MHz (กรุงเทพฯและปริมณฑล) คลื่น 91.75 MHz (พังงา) และคลื่น 99.50 MHz (สตูล) โดยเตรียมนำเข้าบอร์ด กสทช. เพื่อพิจารณาต่อว่าจะมีการนำกลับมาเปิดประมูลใหม่ หรือนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะ
และหากมีหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ถือครองคลื่นมีความประสงค์จะประมูลคลื่นเพิ่มก็อาจนำมาประมูลเพิ่มอีกได้ในอนาคต
“การประมูลคลื่นวิทยุครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการก้าวสู่โรดแมปของการให้ใบอนุญาต เป็นไปตามความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ และเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน หลังประมูลเสร็จ จะรับรองผลผู้ชนะในวันที่ 23 ก.พ.นี้ และได้ใบอนุญาตเพื่อเริ่มประกอบกิจการได้ในวันที่ 4 เม.ย. 2565 ขณะที่กลุ่มวิทยุประเภททดลองที่มีอยู่ 4,900 สถานี จะต้องหยุดให้บริการในปี 2567”
เปิดเงื่อนไขโฆษณาวิทยุ
ส่วนข้อกำหนดเกี่ยวกับผังรายการ และสัดส่วนรายได้ตามประกาศ กสทช. ระบุว่า ต้องมีรายการที่เป็นข่าวสาร หรือสาระต่อสาธารณะในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 25% โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาทีครึ่ง รวมเวลาโฆณาเฉลี่ยไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาทีต่อวัน
สำหรับระยะเวลาการถือครองใบอนุญาต ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ในระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการทางธุรกิจ ข้อที่ 7 ระบุว่า ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับการกระจายเสียง ประเภทกิจการบริการสาธารณะ บริการชุมชน และธุรกิจให้มีอายุตาม กสทช.กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 7 ปี