โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แค่ใบพัดกังหันลมนอกชายฝั่งหักสะบั้น ทำอเมริกาสะดุดฝันที่จะไล่ให้ทันยุโรปและเอเชีย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 16 ต.ค. 2567 เวลา 19.16 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 14.49 น.

สุนิสา กาญจนกุล

ลานกังหันลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind Farm) ได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลกเนื่องจากประเทศต่างๆ มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานลมมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

มีการคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตทั่วโลกของลานกังหันลมขนาดใหญ่จะเพิ่มขึ้น 10 เท่า เป็น 330 กิกะวัตต์ในปี 2030 และมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมกังหันลมนอกชายฝั่งราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้พลังงานสูงสุดของโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะกดดันให้ยักษ์ใหญ่รายนี้เร่งรีบหาทางผลิตพลังงานสะอาดมาทดแทนพลังงานฟอสซิลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวร้าย

โดยสหรัฐฯ วาดหวังว่าจะรีบเร่งตามรอยของประเทศยุโรปอย่างเช่นอังกฤษและเดนมาร์กที่ติดตั้งกังหันลมไปแล้วหลายพันตัวนอกชายฝั่งทะเลเหนือ รวมถึงประเทศเอเชียอย่างจีนและไต้หวันที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเด่น

แต่ล่าสุด ลานกังหันลมนอกชายฝั่งของสหรัฐฯ ก็ต้องเจออุปสรรคอีกครั้ง เมื่อใบพัดกังหันลมขนาดยักษ์หักสะบั้น กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลใจจนทำให้หลายโครงการต้องหยุดชะงัก

กังหันลมสามใบพัดคือเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่กำลังพัฒนาประดิษฐกรรมใหม่ หนึ่งในนั้นก็คือกำแพงกันหันลมที่อาจจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ากังหันลมสามใบพัดถึงสองเท่า ที่มาภาพ: https://www.rechargenews.com/wind/futuristic-floating-wall-of-wind-turbines-gets-boost-ahead-of-planned-offshore-debut/2-1-1680925

พลังงานทางเลือกเก่าแก่

มนุษย์ดิ้นรนไขว่คว่าหาพลังงานสะอาดมาทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากมีกระทบที่เลวร้ายหลายประการ พลังงานลมคือหนึ่งในตัวเลือกนั้น

พลังงานลมถูกนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ยุคโบราณ เริ่มจากใช้ในการแล่นเรือเมื่อ 5,000 ก่อนคริสตกาล ก่อนจะประยุกต์มาเป็นระหัดวิดน้ำ ใช้ในโรงสี และค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง

ไฟฟ้าพลังงานลมเริ่มต้นขึ้นด้วยการสร้างลานกังหันลมบนบก กังหันลมที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้นคิดค้นโดยศาสตราจารย์เจมส์ ไบลธ์ แห่งวิทยาลัยแอนเดอร์สัน (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์) ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 1887 จากนั้นก็แพร่หลายไปทั่ว

ต่อมาลานกังหันลมบนบกโดนติติงเรื่องเสียงดังและรบกวนภูมิทัศน์ จนทำให้เกิดการขยับขยายออกไปนอกชายฝั่ง ซึ่งนอกจากจะเลี่ยงปัญหาเรื่องผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียงได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมหาสมุทรมีกระแสลมพัดแรงและสม่ำเสมอกว่าบนบก ศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจึงสูงกว่า

เอเชียเติบโตแบบก้าวกระโดด

ประเทศที่ถือได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดลานกังหันลมนอกชายฝั่งเชิงพาณิชย์ก็คือเดนมาร์ก ลานกังหันลมแห่งแรกที่มีกังหันลม 11 ตัว ถูกสร้างขึ้นนอกชายฝั่งเดนมาร์กในปี 1991 ถือเป็นรากฐานการเติบโตและการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของยุโรป

ในทศวรรษต่อมา ประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และเบลเยียม ก็เริ่มลงทุนอย่างหนักโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งเช่นกัน ขณะที่ในเอเชีย มีจีนและไต้หวันเป็นแนวหน้า

การเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานลมในเอเชียเป็นไปแบบก้าวกระโดด โดยในปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งของเอเชียรวมกันแล้วสูงถึง 43,000 เมกะวัตต์โดยประมาณ ขณะที่เมื่อปี 2014 เอเชียมีกำลังการผลิตเพียง 516 เมกะวัตต์เท่านั้น

ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาวูด แมกเคนซี คาดการณ์ว่ากำลังการผลิตทั่วโลกของฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่จะเพิ่มขึ้น 10 เท่า จาก 34 กิกะวัตต์ในปี 2020 เป็น 330 กิกะวัตต์ในปี 2030 และเพิ่มจำนวนเป็น 24 ประเทศ (จากที่มีอยู่ 9 ประเทศในปัจจุบัน) บริษัทประเมินว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมกังหันลมนอกชายฝั่งราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในทศวรรษหน้า

หลากหลายเทคโนโลยี

ลานกังหันลมนอกชายฝั่งคือการติดตั้งกังหันลมจำนวนมากในทะเลหรือมหาสมุทรเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าแทนที่จะติดตั้งบนพื้นดิน

ลานกังหันลมนอกชายฝั่งแยกเป็นสองประเภทด้วยกัน แบบแรกเป็นการติดตั้งถาวรกับพื้นทะเล (Fixed-bottom wind farm) ส่วนแบบที่สองเป็นแบบลอยตัวโดยมีทุ่นประคอง (Floating wind farm) ซึ่งในระยะหลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณน้ำลึก

แม้ว่ากังหันลมสามใบพัดขนาดยักษ์จะเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่หลายบริษัทก็อยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อหาทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม จากพลังงานลม

กำแพงดักลม (Wind Catching Systems) เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยบริษัทวินด์แคตเชอร์ โดยรวมกังหันลมจำนวนมากไว้เป็นแผงในลักษณะที่คล้ายกำแพง

บางบริษัทเลือกใช้หลักการของว่าวหรือเครื่องบินขนาดเล็ก โดยติดตั้งแผงรับลมอยู่บนที่สูง แล้วเชื่อมต่อกับสายเคเบิลที่ใช้เพื่อหมุนมอเตอร์บนพื้นดินและผลิตพลังงาน วิธีนี้เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการติดตั้งกังหันลม เนื่องจากแผงรับลมสามารถลอยสูงเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานลมได้

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดอื่นๆ เช่น แถบดักลมที่ใช้การสั่นสะเทือนของแถบบางๆ เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า กังหันลมไร้ใบพัดที่ใช้หลักการของการสั่นสะเทือนในเสาคอนกรีตหรือวัสดุอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันลมใบพัดโค้งที่สามารถเก็บพลังงานจากลมได้หลายทิศทางในเวลาเดียวกัน ต้นไม้ดักลมที่เป็นกังหันลมในรูปแบบต้นไม้ที่มีใบพัดเล็กๆ ติดตั้งไว้ตามกิ่งก้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดล้วนคิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่อาจชดเชยข้อด้อยของกังหันลมสามใบพัดยอดนิยม

อเมริกาเริ่มช้ากว่าคนอื่น

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นประเทศแรกๆ ที่มีลานกังหันลมบนบก แต่อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งซึ่งพัฒนาขึ้นในยุโรปตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้ว กลับเพิ่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาถึงสหรัฐฯในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

เริ่มต้นด้วยบล็อกไอแลนด์วินด์ฟาร์ม ลานกังหันลมนอกชายฝั่งเชิงพาณิชย์แห่งแรกของสหรัฐฯ ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 2016 โครงการนี้มีกังหันลม 5 ตัว มีกำลังการผลิตประมาณ 30 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนประมาณ 17,000 หลังคาเรือน

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ให้ความสนใจเรื่องลานกังหันลมนอกชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสหรัฐฯ กำลังพัฒนาและลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งตะวันออก

รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสนับสนุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง โดยในปี 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศแผนการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากลานกังหันลมนอกชายฝั่งให้ได้ 30 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030 ซึ่งจะช่วยสร้างงานและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ใบพัดหัก เกิดแฮชแท็ก #ยุติพลังงานลมนอกชายฝั่ง

รัฐต่างๆ ทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ล้วนแต่หวังพึ่งพาพลังงานลมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนหลายล้านคนตั้งแต่รัฐเวอร์จิเนียไปจนถึงรัฐเมน

แต่ธุรกิจพลังงานลมนอกชายฝั่งของอเมริกากลับประสบปัญหาในการเริ่มต้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกินงบประมาณ ความล่าช้าในการออกใบอนุญาต และการคัดค้านจากผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นและกลุ่มผู้ทำประมง โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการจึงถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป

หนึ่งในโครงการลานกังหันลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ คือ วินยาร์ดวินด์ ซึ่งตั้งอยู่ในน่านน้ำของรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยมีแผนติดตั้งกังหันลมทั้งหมด 62 ตัว มีกำลังการผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดหาไฟฟ้าให้กับบ้านเรือนประมาณ 400,000 หลังคาเรือน โครงการนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปีนี้

แต่แล้วในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา วิบากกรรมก็เกิดขึ้นกับลานกังหันลมวินยาร์ดวินด์ เมื่อกังหันลมสามใบพัดต้นหนึ่งของโครงการเกิดปัญหาใบพัดหักสะบั้นไปหนึ่งใบ ในเมื่อกังหันลมแต่ละต้นมีความสูงพอๆ กับหอไอเฟล ใบพัดจึงมีความยาวถึง 300 ร้อยฟุต เศษซากจึงมีปริมาณไม่น้อยเลย

ก่อนหน้านี้ โครงการลานกังหันลมนอกชายฝั่งเผชิญข้อติติงหลายด้านอยู่ก่อนแล้ว ทั้งในแง่ผลกระทบต่อการเดินเรือและการประมง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในแง่ของการรบกวนนก สัตว์ทะเล และระบบนิเวศทางทะเลอื่นๆ

เมื่อภาพเศษซากไมโครไฟเบอร์และภาพชิ้นส่วนโฟมสีสะท้อนแสงที่กระจัดกระจายอยู่ตามชายหาดและแนวสาหร่ายทะเล แพร่หลายไปตามโซเชียลมีเดีย โดยที่หลายภาพติดแฮชแท็กว่า #ยุติพลังงานลมนอกชายฝั่ง ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ลานกังหันลมแห่งนี้ถูกสั่งปิดเพื่อทบทวนสถานการณ์ ขณะที่โครงการอื่นๆ ซึ่งจ่อรอใบอนุญาตต้องล่าช้าออกไปด้วยเช่นกัน

ผลก็คือ อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของสหรัฐฯ ที่เพิ่งเริ่มต้นและมีวี่แววว่าจะเติบโตได้อย่างสวยงามจำเป็นต้องชะลอตัวลงโดยยังไม่มีกำหนดการแน่นอนว่าเมื่อใดจึงจะมีความคืบหน้าต่อจากเดิม ทำให้ความหวังที่จะเร่งรีบไล่ตามยุโรปต้องชะงักงันไปด้วยแบบไม่รู้อนาคต

แม้การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมจะมีปัญหาและก่อให้เกิดความกังวลบางอย่าง แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการพลังงานมหาศาลเพื่อตอบสนองการดำเนินชีวิตที่สะดวกสบาย เราคงต้องยอมรับว่าการผลิตพลังงานทุกรูปแบบย่อมก่อให้เกิดผลกระทบตามมา ไม่มีเส้นทางไหนที่สมบูรณ์แบบ เราทำได้เพียงเลือกแค่เส้นทางที่สมเหตุสมผลมากกว่า

ดังนั้น ถ้าหากไม่อยากติดหนึบอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้โลกเดือดอยู่ในปัจจุบัน พลังงานไฟฟ้าจากลานกังหันลมนอกชายฝั่งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งหลายคนมองว่าปลอดภัยและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าทางเลือกอื่นๆ มากทีเดียว

สหรัฐฯ จึงต้องหาทางโน้มน้าวทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่นและมั่นคงในเส้นทางพลังงานลมนอกชายฝั่งเหมือนกับประเทศอื่นๆ

ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.nytimes.com/2024/09/12/business/energy-environment/offshore-wind-blade-vineyard-wind.html
https://gwec.net/global-wind-report-2024/
https://www.weforum.org/agenda/2022/11/offshore-wind-farms-future-renewables/
https://worldecomag.com/how-the-u-s-is-struggling-to-harness-offshore-wind-energy-challenges-setbacks-and-future-prospects/
https://www.nationalgrid.com/stories/energy-explained/history-wind-energy

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...