โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องโครงการอสังหาฯ ต่างชาติร่วมลงทุนไทย 10 ปีเกิน 2 แสนล้าน ญี่ปุ่นแชมป์ลงทุนสูงสุดและต่อเนื่อง

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 ส.ค. 2567 เวลา 16.15 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • The Bangkok Insight

ส่องสถานการณ์ต่างชาติร่วมลงทุนโครงการอสังหาฯ ในไทย ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินร่วมลงทุนโครงการกว่า 2 แสนล้านบาท ญี่ปุ่น รั้งแชมป์ร่วมลงทุนไทยสูงสุด และเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็น 1 ในธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีความผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงความไม่แน่นอนที่มีผลต่อความเชื่อมั่นในการซื้อที่อยู่อาศัยของคนทั่วไปเนื่องจากการซื้อที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปนั้นจะต้องมีการขอสินเชื่อธนาคารและเป็นการสร้างภาระหนี้สินในระยะยาว

โครงการอสังหาฯ

ดังนั้น เมื่อไม่มั่นใจในสถานะทางการเงินของตนเอง หรือไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจระยะยาวก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อแน่นอน อีกทั้งการขอสินเชื่อธนาคารในภาวะเศรษฐกิจถดถอยยิ่งทำได้ยาก เพราะสถาบันการเงินต่าง ๆ มีความเข้มงวดในการคัดกรองสินเชื่อ เนื่องจากไม่อยากมีปัญหาเรื่องของหนี้เสียในอนาคต

ฝั่งของผู้ประกอบการ เมื่อการขายโครงการที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะบ้านหรือคอนโดมิเนียมทำได้ยากหรือติดขัดปัญหาหลายเรื่อง ซึ่งปัญหาในฝั่งของผู้ประกอบการที่ชัดเจนเลย คือ เรื่องของเงินลงทุนหมุนเวียน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงจากการที่รายได้จากการขายโครงการที่อยู่อาศัยลดลง ประกอบกับการขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยทำได้ยาก

นอกจากนี้ การออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาพัฒนาโครงการ ก็ไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาที่ดีเช่นกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี อีกทั้งยังมีผลต่อความเชื่อมั่น ทั้งในฝั่งของนักลงทุน และฝั่งของผู้บริโภคทั่วไป

ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์หรือรายเล็ก รายกลางบางรายมีการหาผู้ร่วมทุนไม่ว่าจะเป็นจากในประเทศ และต่างประเทศเพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการมานานแล้ว แม้ว่าการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการร่วมกันนั้น อาจจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ลดลง แต่ก็ใช้เงินลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน

โดยส่วนใหญ่ที่เห็นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จะเป็นการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันของผู้ประกอบการไทย และนักลงทุนหรือผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา จะมีทั้งจากประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี อาจจะมีจากประเทศอื่นๆ บ้างแต่จำนวนไม่มากนัก

ผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนมาก และมีความต่อเนื่องมากที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการหรือนักลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งผู้ประกอบการหรือนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นนั้น เข้ามาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียม เพราะการพัฒนาโครงการประเภทนี้ในประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่การสร้างรายได้แบบที่ผ่านมาแล้ว เพราะกำลังซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมจากคนรุ่นใหม่ลดลง ผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่นจึงออกมาลงทุนนอกประเทศกันนานแล้ว

การเข้ามาในประเทศไทยของพวกเขา เป็นการเข้ามาในรูปแบบของการร่วมทุนไม่ใช่เข้ามาลงทุนด้วยตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร่วมทุนกันของผู้ประกอบการไทย และญี่ปุ่นกันหลายราย โดยทั้งหมดเป็นการร่วมกันจัดตั้งบริษัทขึ้นมา แล้วให้ฝั่งของผู้ประกอบการไทยถือหุ้น หรือลงเงินลงทุนในสัดส่วน 51% ของมูลค่าโครงการ แล้วที่เหลือจะเป็นฝั่งของผู้ประกอบการญี่ปุ่น

ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนร่วมกันของผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นเกิน 2 แสนล้านบาทไปแล้ว เฉพาะการร่วมทุนระหว่างเอพี ไทยแลนด์ และมิตซูบิชิ เอสเตทก็เกิน 1 แสนล้านบาทไปแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อีกรายที่มีการร่วมทุนมายาวนานก็เช่น อนันดาฯ ที่ร่วมทุนกับทาง มิตซุยฟูโดซัง ซึ่งมีการลงทุนร่วมกันเกิน 1 แสนล้านบาทไปแล้วเช่นกัน

ส่วนอีกรายที่มีการร่วมทุนกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นมายาวนาน และมีจำนวนโครงการรวมไปถึงเงินลงทุนร่วมกันจำนวนมาก คือ เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ร่วมทุนกับทาง ฮันคิว เรียลตี้ลงทุนร่วมกันมาไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท

ผู้ประกอบการอสังหาฯไทยอีกราย ที่มีการร่วมทุนกับทางผู้ประกอบการญี่ปุ่น คือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่ร่วมทุนกับทาง โนมูระ เรียลเอสเตท ร่วมกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมไปแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งออริจิ้นยังมีการร่วมทุนกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นรายอื่น ๆ อีก เช่น เอสคอน เจแปน (ประเทศไทย), โตคิว แลนด์, โซเท็ตซึ เรียล เอสเตท และCI:Z Limited Liability Partnership ซึ่งร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม และมิกซ์-ยูสร่วมกัน อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการที่เพิ่งจะมีการร่วมทุนกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นในปีนี้อีกด้วย เช่น

1. บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับบริษัท นิปปอน สตีล โควะ เรียล เอสเตท จำกัด โดยเป็นการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค เอกมัย-รามอินทรา มูลค่าของการพัฒนาร่วมกันในครั้งนี้ คือ 1,014 ล้านบาท

2. บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับบริษัท โซเท็ตซึ เรียล เอสเตท 2 (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการวัน แบงค็อก สมาร์ท ซิตี้ เฟส 2 ร่วมกันมูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท

3. บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับทางบริษัท ทาคาระ เลเบ็น จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการแอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี มูลค่า 2,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนโครงการที่ 2 ของทั้งคู่

4. บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับทางบริษัท Mori Trust เพื่อพัฒนาโครงการมอลตัน เกสต์ กรุงเทพกรีฑา 2 มูลค่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยครั้งแรกของ Mori Trust

5. บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับทางโตเกียว ทาเทโมโนะ เพื่อพัฒนาอาคารคลังสินค้าสำเร็จรูปร่วมกันใน 2 ทำเล ซึ่งก่อนหน้านี้มีการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันมาแล้ว

6. เอ็นริช กรุ๊ปร่วมทุนกับทางอนาบูกิ โคซัน กรุ๊ปเพื่อพัฒนาโครงการดิ อาร์ทิเคิล นอร์ธ ราชพฤกษ์ โดยมูลค่าการลงทุนร่วมกันอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท และมีอีก 1 โครงการที่รอการเปิดขายในอนาคต ซึ่งอนาบูกิเคยร่วมทุนกับทางธนาสิริมาก่อนหน้านี้

การร่วมทุนในรูปแบบนี้จะยังคงมีต่อเนื่องในอนาคต ทั้งจากการร่วมทุนของผู้ประกอบการรายเดิมที่เข้ามาในประเทศไทยแล้ว และผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเจรจาและมองหาโอกาสการร่วมมือเพื่อเข้ามาลงทุนอสังหาฯ ในประเทศไทย

แม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดี อีกทังในระยะยาวสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยก็อาจจะไม่ดีกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากกำลังซื้อของคนไทยในระยะยาวมีความเป็นไปได้ที่จะลดลง เพราะจำนวนประชากรในช่วงที่อายุไม่มากมีจำนวนลดลง แต่ด้วยศักยภาพในด้านการท่องเที่ยว และการเข้ามาของชาวต่างชาติที่มีแนวโน้มมากขึ้น ตลาดที่อยู่อาศัย หรือตลาดของธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยยังมีทิศทางที่ดีในระยะยาว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุนในโครงการประเภทใด

ผู้ประกอบการต่างชาติหลายรายมีการลงทุนในธุรกิจหลายประเภท และลงทุนในหลายประเทศ พวกเขาอาจจะมองประเทศไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ดังนั้น การร่วมทุนในโครงการคอนโดมิเนียมจึงเหมาะสมที่สุด อาจจะมีบางรายที่ร่วมทุนในการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน โรงแรมบ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก

บทความโดย สุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ จำกัด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...