โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โต๊ะกิมตึ๋ง” โต๊ะเครื่องบูชาพระอย่างจีนแกมไทย ฮิตจนสมัยรัชกาลที่ 5 ต้องจัดประกวด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2567 เวลา 09.21 น.
โต๊ะกิมตึ๋งสำรับใหญ่ของวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

การจัดเครื่องบูชาพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาพระ เป็นที่นิยมอย่างมากช่วงต้นรัตนโกสินทร์ สืบเนื่องมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดเครื่องบูชาพระหลายแบบ โดยแบบที่เจ้านายและขุนนางนิยมกันมากคือ “โต๊ะกิมตึ๋ง” หรือเครื่องบูชาอย่างจีนแกมไทย ที่ฮิตถึงขั้นจัดประกวดประขันกันในสมัยรัชกาลที่ 5

เครื่องบูชาพระ 3 ประเภท ในสยาม

บทความ “‘อธิบายเครื่องบูชา’ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” เรียบเรียงโดย ดุษฎี ชัยเพชร เล่าว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่อง “อธิบายเครื่องบูชา” กล่าวถึงประเภทเครื่องบูชาในสยามว่า มีด้วยกัน 3 ประเภท คือ เครื่องบูชาอย่างไทย เครื่องบูชาอย่างไทยแกมจีน หรือ “ม้าหมู่” และเครื่องบูชาอย่างจีนแกมไทย หรือ “โต๊ะจีน”

ประเภทแรก เครื่องบูชาอย่างไทย แบ่งได้เป็น 3 อย่าง ดังนี้

เครื่องนมัสการของหลวง เรียกว่าเครื่องทองทิศ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงบูชาพระรัตนตรัยในงานพระราชพิธี มีเตียงทองตั้งเชิงเทียนแถวหนึ่ง 5 เชิง เชิงธูปแถวหนึ่ง 5 เชิง พานข้าวตอกแถวหนึ่ง 5 พาน พานดอกไม้แถวหนึ่ง 5 พาน

เครื่องห้า สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงบูชาเวลาทรงสดับพระธรรมเทศนา มีเชิงเทียน 2 กระถางปักธูป 1 กรวยปักดอกไม้ 5 กรวย ตั้งในพานทองลงยาราชาวดี

เครื่องทองน้อย สำหรับพระมหากษัตริย์บูชาเฉพาะอย่าง เช่น พระบรมอัฐิ มีเชิงเทียน 1 เชิงธูป 1 กรวยปักดอกไม้ 3 กรวย ตั้งในพานทองลงยาราชาวดี

ประเภทที่ 2 คือ เครื่องบูชาอย่างไทยแกมจีน หรือ “ม้าหมู่”

เหตุที่เรียกว่าเครื่องบูชาอย่างม้าหมู่ เพราะความคิดที่จัดเป็นเครื่องบูชาเป็นความคิดอย่างไทย แต่กระบวนการที่จัดเอาอย่างมาจากจีน โดยประยุกต์เอาเครื่องเรือนอย่างจีน หรือที่เรียกว่า “ลายฮ่อ” และลายแจกัน เครื่องถ้วยชามอย่างจีน เรียกว่า “ลายปักโก๊” ที่สวยงามมาใช้

กรมดำรงทรงระบุว่า ตามตำนานกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งช่วงนั้นราชทูตไทยเดินทางไปเมืองปักกิ่ง และได้เครื่องแต่งเรือนอย่างจีนกลับมาจัดและตกแต่งพระตำหนักในสวนขวา เกิดความนิยมกันมากขึ้น

กระทั่ง พ.ศ. 2391 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระองค์มีพระราชดำริให้จัดสร้างม้าหมู่ขึ้น โดยดัดแปลงตามเครื่องฮ่อ ใช้สำหรับตั้งเครื่องบูชาหน้าพระประธานในพระอุโบสถ เป็นม้าหมู่ขนาดใหญ่ และสำหรับตั้งเครื่องบูชาที่ตั้งประจำวิหารทิศ เป็นม้าหมู่ขนาดน้อย

ต่อมาจึงนิยมเอาแบบอย่าง จัดโต๊ะเครื่องบูชาอย่างม้าหมู่สำหรับใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป และมีโต๊ะประกอบที่ตั้งเครื่องบูชาในการทำบุญโอกาสต่าง ๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายในสมัยนั้น

เครื่องบูชาอย่างม้าหมู่ที่ใช้สำหรับเป็นที่ตั้งพระพุทธรูปประกอบเครื่องบูชา หรือใช้เป็นเครื่องประดับ จะต้องถือว่าที่ตั้งพระเป็นสำคัญ เหลือพื้นที่เท่าไหร่จึงจัดเครื่องบูชาเข้าตั้งประกอบ เช่น เชิงเทียนเครื่องปักดอกไม้ เป็นต้น

“โต๊ะกิมตึ๋ง” เครื่องบูชาอย่างจีนแกมไทย

ประเภทที่ 3 คือ เครื่องบูชาอย่างจีนแกมไทย หรือเรียกว่า “เครื่องบูชาอย่างโต๊ะจีน” เพราะเป็นแบบเครื่องบูชาของจีนและไทยเอามาคิดประกอบกัน ดัดแปลงใช้ตั้งเป็นอย่างเครื่องบูชาไทย ไม่เหมือนกับที่จีนตั้ง

กรมดำรงทรงอธิบายว่า เครื่องบูชาอย่างโต๊ะจีน ใช้ตั้งบนโต๊ะสูง แบ่งเป็น 2 โต๊ะต่างกัน คือ โต๊ะเครื่องบูชา 1 โต๊ะ โต๊ะเครื่องเซ่น 1 โต๊ะ ตั้งด้วยกันบ้าง ตั้งแยกกันบ้าง

โต๊ะเครื่องบูชาอย่างจีน ซึ่งมาจัดเป็นอย่างไทย เริ่มมีขึ้นเมื่อครั้งฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พ.ศ. 2391 ในคราวเดียวกับที่มีเครื่องบูชาอย่างม้าหมู่

ภายหลังเมื่อเกิดความนิยมอย่างมาก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก ต้นสกุล “โชติพุกกณะ”) จึงทูลขอให้กรมขุนราชสีหวิกรมทรงทำแบบอย่าง แล้วสั่งเครื่องโต๊ะเข้ามาขายเป็นชุดๆ เรียกว่า “โต๊ะกิมตึ๋ง” ตั้งแต่นั้นมาการตั้งโต๊ะเครื่องบูชาอย่างจีนแกมไทย ก็ได้กลายเป็นแบบแผนและใช้เครื่องถ้วยมาโดยตลอด

ถึงรัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดเครื่องอย่างโต๊ะจีน เมื่อมีงานหลวงก็ทรงให้จัดตั้งโต๊ะเครื่องบูชาประกวดอยู่บ่อยครั้ง และมีพระราชดำริตั้งแบบแผนเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง

เกณฑ์การพิจารณาในการประกวด ได้แก่ เครื่องบูชาที่ตั้งเป็นของเก่าของงามประกอบกัน ถือว่าดีกว่าของใหม่หรือของเก่าแต่ไม่งาม ควรตั้งเครื่องบูชาประเภทเดียวกันหรือลายเดียวกันทั้งโต๊ะ ถ้าตั้งลายต่างกัน เรียกว่า “จับฉ่าย” ก็ได้ แต่ก็ต้องต่างกันหมดทั้งโต๊ะ ให้ซ้ำกันได้เพียงลายละ 2 ชิ้น

ส่วนเครื่องบูชาต้องไม่ขาดธูปเทียน และต้องไม่ขาด “ชิ้นหลักโต๊ะ” กับทั้งต้องเลี่ยม ต้องมีกี๋หย่องรอง ตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ 5 มีช่องไฟให้เห็นเครื่องบูชาชัดไม่บังกัน และจัดให้สวยงามเหมาะสม

ปัจจุบัน การจัดเครื่องบูชาพระทั้ง 3 ประเภท ถือว่าหาชมได้ยากยิ่ง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ดุษฎี ชัยเพชร, ผู้เรียงเรียง. “‘อธิบายเครื่องบูชา’ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ”. เว็บไซต์สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กันยายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “โต๊ะกิมตึ๋ง” โต๊ะเครื่องบูชาพระอย่างจีนแกมไทย ฮิตจนสมัยรัชกาลที่ 5 ต้องจัดประกวด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...