โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐีเงินล้านในสหรัฐ 67% ไม่คิดว่าตัวเองรวย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ต.ค. 2567 เวลา 15.41 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2567 เวลา 13.07 น.
มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

คนในสหรัฐร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ แต่ชาวอเมริกันที่จัดว่าเป็นคนรวยกลับยังไม่รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวย แม้แต่คนที่มีความมั่งคั่ง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.30 ล้านบาท) ขึ้นไป ในการสำรวจล่าสุดก็พบว่ามีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่รู้สึกมั่นใจในสถานะทางการเงินของตัวเอง

รายงานการสำรวจความคิดเห็นฉบับใหม่ของ “เอเดลแมน ไฟแนนเชียล เอนจินส์” (Edelman Financial Engines) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 12% เท่านั้นที่คิดว่าตัวเองร่ำรวย แม้แต่เศรษฐีที่มีความมั่งคั่ง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.30 ล้านบาท) ขึ้นไป ก็มีเพียง 33% ที่คิดว่าตัวเองร่ำรวย นั่นหมายความว่าอีก 67% ไม่คิดว่าตัวเองรวย

ผลการสำรวจนี้ เอเดลแมนฯได้มาจากสำรวจความเห็นคนอายุมากกว่า 30 ปี จำนวนมากกว่า 3,000 คน ซึ่งรวมถึงชาวอเมริกันที่ร่ำรวยจำนวน 1,500 คน ที่มีทรัพย์สินในครัวเรือนระหว่าง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16.65 ล้านบาท) ถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 99.90 ล้านบาท) โดยสำรวจระหว่างวันที่ 12 มิถุนายนถึง 3 กรกฎาคม 2024

ซีเอ็นบีซี (CNBC) นำรายงานที่น่าสนใจนี้มาเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้โดยเทียบให้เห็นภาพว่า ตามข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐ ความมั่งคั่งสุทธิรวมของบรรดาผู้มั่งคั่ง 1% แรกในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67 ล้านล้านบาท) ดันความมั่งคั่งรวมขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 46.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,540 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปี 2024 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรจากหุ้นที่พวกเขาถือครองอยู่ ทั้งนี้ คนที่อยู่ในกลุ่มผู้มั่งคั่ง 1% แรกของสหรัฐนั้นมีความมั่งคั่งน้อยสุดอยู่ที่ 11 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 366 ล้านบาท)

เหตุผลที่ชาวอเมริกันไม่รู้สึกร่ำรวยขึ้นนั้น สามารถอธิบายได้เหตุผลหนึ่งด้วยข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐที่ว่า นับตั้งแต่ปี 2020 ที่ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะเป็นของคนที่เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่ง จีน แชตสกี (Jean Chatzky) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลและซีอีโอของเฮอร์มันนี่ (HerMoney.com) อธิบายว่า การเป็นเจ้าของบ้านไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นความมั่งคั่ง เพราะว่าบ้านเป็นสินทรัพย์ที่ใช้งานในทุก ๆ วัน ไม่เหมือนกับยอดเงินในบัญชีเงินเกษียณหรือเงินออมที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเงินที่เหลือกินเหลือใช้

ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นเวลานานทำให้สินค้าแทบทุกอย่างมีราคาแพงขึ้น และบีบคั้นครัวเรือนด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูง คนจำนวนมากต้องใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าใช้จ่ายในครัวเรือน นำไปสู่การที่ยอดหนี้บัตรเครดิตเพิ่มสูง และหนี้บัตรเครดิตก็กลายเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อการสร้างความมั่งคั่ง

ตามการสำรวจของเอเดลแมนฯ ชาวอเมริกัน 44% กล่าวว่า หนี้บัตรเครดิตเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งของตนเอง

แชตสกีอธิบายเพิ่มเติมว่า หนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นตัวทำลายการออมมากกว่าหนี้ประเภทอื่น เพราะเมื่อคุณมีหนี้บัตรเครดิต หมายความว่าคุณไม่สามารถออมเงินหรือลงทุนได้ ซึ่งนั่นเป็นอุปสรรคทั้งต่อการสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงและความรู้สึกมั่งคั่งขึ้นของผู้คน

นอกจากนั้น ในคำถามที่ว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะรู้สึกว่าตัวเองร่ำรวย ?

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ประมาณ 65% บอกว่า ต้องมีเงินในธนาคาร 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.30 ล้านบาท) จึงจะถือว่าตัวเองร่ำรวย ขณะที่อีก 28% ตอบว่าต้องมีอย่างน้อย 2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 67 ล้านบาท) และอีก 19% ตอบว่า 5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 166.5 ล้านบาท) ขึ้นไป ส่วนเฉพาะในบรรดาเศรษฐีเงินล้านที่มีสินทรัพย์ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป พบว่า 68% ตอบว่าต้องมีอย่างน้อย 3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 99.90 ล้านบาท) และ 40% บอกว่าต้องมีมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 166.5 ล้านบาท)

อิซาเบล แบร์โรว์ (Isabel Barrow) ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนการเงินของเอเดลแมน ไฟแนนเชียล เอนจินส์ (Edelman Financial Engines) มีคำอธิบายที่สามารถใช้สรุปประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดีว่า การรู้สึกว่าตัวเองร่ำรวยนั้นสามารถเชื่อมโยงได้กับการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน นั่นคือการได้ใช้ชีวิตตามฐานะและไม่เป็นหนี้เกินตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐีเงินล้านในสหรัฐ 67% ไม่คิดว่าตัวเองรวย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...