โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Arnold Schwarzenegger เคยเสนอไอเดียให้มีคนถูกสังหารในหนัง 'Terminator 2' เยอะ ๆ จะได้ชนะ Sylvester Stallone

BT Beartai

อัพเดต 06 ก.ค. 2566 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2566 เวลา 03.29 น.
Arnold Schwarzenegger เคยเสนอไอเดียให้มีคนถูกสังหารในหนัง 'Terminator 2' เยอะ ๆ จะได้ชนะ Sylvester Stallone

คอหนังแอ็กชันยุค 80s คงไม่มีใครไม่รู้จัก 2 แอ็กชันสตาร์กล้ามล่ำ ที่ต่างก็มีผลงานการแสดงที่โด่งดังไปทั่วทั้งโลก ทั้ง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) แอ็กชันสตาร์สัญชาติออสเตรีย-อเมริกันอดีตนักกีฬาเพาะกาย และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียคนที่ 38 และปัจจุบัน เขายังรับหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายภาพยนตร์แอ็กชัน (Chief Action Officer – CAO) ของ Netflix อีกด้วย

และ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone) แอ็กชันสตาร์ชาวนิวยอร์ก ที่โด่งดังจากหนังแอ็กชันบู๊ระห่ำในนามของ ‘แรมโบ้’ ซึ่งจริง ๆ แล้วในยุคนั้น ทั้งคู่ก็ถือว่าอยู่ในจุดพีกที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน ฝั่งของชวาร์เซเน็กเกอร์กลายเป็นดาราหนังฟอร์มยักษ์ เพราะได้เล่นหนังทุนสร้างระดับ 100 ล้านเหรียญมาหลายเรื่อง ส่วนสตอลโลนเองก็สร้างได้ในหลายแฟรนไชส์ ทั้ง ‘Rocky’ และ ‘Rambo’ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นตำนานทั้งสิ้น

แต่อย่างที่รู้กันดีว่า เสือสิงห์ย่อมอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษรุ่งเรืองของทั้งคู่ และหนังแอ็กชันสายกล้ามก็คือ การพยายามช่วงชิงความเป็นหนึ่งในหนังแนวแอ็กชันกันอยู่เสมอ เลยเป็นที่มาของไอเดียแปลก ๆ ที่นักแสดงเจ้าของฉายา ‘ฅนเหล็ก’ ได้พยายามให้หนังภาคต่อ ‘Terminator 2: Judgment Day’ (1991) ที่กำกับและเขียนบทโดย เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) มีฉากสังหารเยอะเป็น 2 เท่าจากภาคแรก เพื่อจะได้ช่วงชิงความเป็นหนึ่งเหนือสตอลโลนที่ดังมาจากแฟรนไชส์ ‘Rambo’ มาแล้วก่อนหน้านั้น

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชวาร์เซเน็กเกอร์ในเสวนาพิเศษที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์อะคาเดมี (Academy Museum of Motion Pictures) โดยสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (The Academy of Motion Picture Arts and Sciences – AMPAS) ที่มีการสนทนาเกี่ยวกับแนวคิดการทำงานตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขา และเปิดตัวหนังสือ ‘ARNOLD’ ชุดหนังสือรวมภาพถ่ายและประวัติของตัวเขาเองที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ TASCHEN

ซึ่งส่วนหนึ่งของบทสนทนา ชวาร์เซเน็กเกอร์ได้เปิดเผยเบื้องหลัง ‘Terminator 2’ ที่ฮิตจนกลายเป็นตำนานของแฟรนไชส์นี้ และกลายเป็นอีกหนึ่งมาสเตอร์พีซของทั้งชวาร์เซเน็กเกอร์ และคาเมรอนไปแล้ว แต่ในช่วงแรก ๆ ของการสร้างหนังเรื่องนี้ เขาเคยรู้สึกไม่ชอบในไอเดียของหนังที่ต้องการเปลี่ยนหุ่นยนต์สังหาร T-800 ที่เป็นวายร้ายในภาคแรก สู่การเป็นหุ่นยนต์ฝ่ายดีในภาคนี้

“เหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้หนังฮิตอันดับแรกเลยก็คือ จิม คาเมรอน เพราะจิมเขาเป็นนักเขียนบทอัจฉริยะ เขาเป็นคนสร้างคอนเซปต์ที่ยอดเยี่ยมนี้ขึ้นมา แม้ในตอนแรกผมจะแอบสงสัยเขาอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเขาบอกกับผมว่า ‘ผมอยากให้คุณเป็น Terminator ในแบบที่ดี’ “

‘Terminator 2’ ในแบบที่ดี ตามความหมายของคาเมรอนก็คือ การที่ในภาคนี้ หุ่นยนต์สังหาร T-800 ถูกตั้งโปรแกรมใหม่เป็นรุ่น Model 101 ที่ไม่ได้เป็นวายร้ายสุดโหดเหมือนในภาคที่แล้ว แต่ต้องรับหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ที่ จอห์น คอนเนอร์ ในอนาคต ส่งกลับมาคุ้มกันตัวเขาเองในวัย 10 ขวบ (เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง – Edward Furlong) และ ซาราห์ คอนเนอร์ (ลินดา แฮมิลตัน – Linda Hamilton) แม่ของเขา จากหุ่นวายร้าย T-1000 (โรเบิร์ต แพตทริก – Robert Patrick) หุ่นยนต์สังหารรุ่นใหม่ที่สกายเน็ต (SkyNet) หวังส่งมาจัดการ จอห์น คอนเนอร์ แบบตัดไฟแต่ต้นลม

ด้วยพล็อตที่อยู่ดี ๆ ก็ให้หุ่นยนต์ T-800 มีความเป็นฮีโร แทนที่จะเป็นหุ่นยนต์สังหารเหมือนในภาคแรกแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จึงเป็นความเสี่ยงต่อตัวหนังจะออกมาดีหรือแป้กอยู่ไม่น้อย ชวาร์เซเน็กเกอร์เองจึงรู้สึกขัดใจยิบ ๆ กับคาแรกเตอร์ในภาคใหม่นี้ ประกอบกับว่าเขาเองก็มีเป้าหมายบางอย่างในใจ เขาเลยเสนอไอเดียให้คาเมรอนเพิ่มฉากแอ็กชันสังหารเข้าไปเยอะ ๆ และเน้นฉากสังหารรูปแบบใหม่ ๆ

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่อะไร แต่เพื่อจะได้เอาไปเคลมได้ว่าหนังของเขาเองมีฉากสังหารเยอะ (และเจ๋ง) กว่าหนังแอ็กชันของสตอลโลน แอ็กชันสตาร์อีกคนที่เป็นทั้งคู่แข่งและไม้เบื่อไม้เมาของเขาในเวลานั้น รวมทั้งยังเป็นเจ้าของบท จอห์น เจ แรมโบ (John J. Rambo) ทหารผ่านศึกนักสังหารใน ‘Rambo’ ที่ตอนนั้นทำออกมาแล้วถึง 3 ภาค ชวาร์เซเน็กเกอร์เลยใช้หนังเรื่องนี้เป็นตัวเปรียบเทียบจำนวนศพของผู้เสียชีวิตในหนังว่าใครจะเยอะและเหนือกว่ากัน

Sylvester Stallone Arnold Schwarzenegger James Cameron Terminator 2
Sylvester Stallone Arnold Schwarzenegger James Cameron Terminator 2

“ผมถามเขาว่า ‘ที่คุณบอกว่า Terminator ในแบบที่ดีนี่มันยังไงนะ’ ผมบอกเขาว่า ในภาคแรก ผมฆ่าคนไป 68 คนใช่มั้ย ผมว่าภาค 2 เราน่าจะต้องสังหารอย่างน้อยสัก 150 คนขึ้นไปสิ! เช่นว่า เชือดคอหอยมัน ยิงปืนใหญ่ใส่มัน แล้วก็ขับรถพุ่งชนใส่พวกมัน อะไรแบบนี้

“รู้ไว้เลยนะจิม เป้าหมายที่ผมอยากทำก็คือ ผมต้องได้เป็นที่หนึ่งในการสังหารคนบนหน้าจอ ผมอยากเอาชนะสตอลโลน” แต่นั่นก็ทำให้คาเมรอนถึงกับมองบน และเถียงกลับไอเดียบ้า ๆ ของนักแสดงคนเหล็กแบบทันควัน

“เขาพูดกับผมว่า ‘หยุดเลยอาร์โนลด์ นายนี่โคตรเพ้อเจ้อเลยว่ะ ฉันจะทำให้นายมั่นใจเลยว่า ใน ‘Terminator 2’ นายจะไม่ได้สังหารใครสักคนเดียว ผมตอบกลับว่า ‘นี่มันเป็นไอเดียที่ผมคิดว่าโคตรโง่ที่สุดที่ผมเคยเจอมาเลย มันจะเป็น ‘Terminator 2’ ไปได้ไงถ้าผมไม่ได้สังหารใครเลย อย่างน้อย ๆ ในหนังก็ต้องมีแหละ 2-3 ศพ'”

ซึ่งถ้าอ้างอิงจำนวนการนับจำนวนการสังหารจากเว็บไซต์ listofdeaths.fandom.com ก็จะพบว่า สุดท้ายแล้ว นอกจากหุ่นสังหาร T-1000 แล้ว หุ่นยนต์ T-800 ก็แทบไม่ได้ฆ่าใครเรื่อยเปื่อยด้วยความโหดร้ายเหมือนภาคแรกจริง ๆ ด้วย และถ้าใครเคยดูแล้วก็จะพบว่า หุ่นยนต์ T-800 ไม่ได้แค่มารับหน้าที่คุ้มครองจอห์นและซาราห์เท่านั้น แต่หลังจากเสร็จภารกิจ T-800 ยังเลือกที่จะเสียสละด้วยการทำลายตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองยังมีเทคโนโลยีบางส่วนที่ตกทอดมาจาก SkyNet ซาราห์และจอห์นจึงต้องจำใจหย่อนตัวเขาลงไปในบ่อโลหะหลอมเหลว เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษยชาติต้องถูกทำลาย

ตัวหนังกลายเป็นหนังไซไฟที่ผสมปมดราม่าได้ชนิดที่เรียกว่าเล่นเอาหลายคนถึงกับน้ำตาซึม จนสามารถกลายเป็นหนังที่ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ทำรายได้มากที่สุดในแฟรนไชส์ และเป็นหนังภาคเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 สาขา และคว้ามาได้ 4 รางวัล ได้แก่ สาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม และวิชวลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม

“มันเป็นความซับซ้อนกว่าที่เคยเป็น มันเป็นการต่อสู้ระหว่างเขา กับตัวละครที่ไล่สังหารทุกคน แต่คุณกลับไม่สังหารเขาด้วยการยิงที่หัวเข่า หรือที่ไหล่เพื่อทำลายระบบ มันเป็นความยอดเยี่ยมของ จิม คาเมรอนนะครับ เขาเป็นนักเขียนบทที่ไม่ธรรมดา และยังเป็นผู้กำกับที่น่าเหลือเชื่อด้วย เขาเป็นคนที่เขียนบทภาพยนตร์ได้ดีมาก และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงรู้จักเขาในฐานะผู้กำกับอันดับหนึ่งของโลกจากหนัง ‘Avatar'”

แม้การเสนอไอเดียบู๊สะบั้นหั่นแหลกของชวาร์เซเน็กเกอร์ จะดูเป็นอะไรที่ออกแนวบ้าบิ่นเอาแต่ใจไปสักหน่อย แต่ถ้าหากย้อนกลับไปในยุค 80s อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคนั้นเขากับสตอลโลน ต่างก็เป็นคู่แข่งกัน ในฐานะเสือกับสิงห์แห่งวงการหนังแอ็กชันฮอลลีวูด ที่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามจะช่วงชิงความเป็นหนึ่งของแอ็กชันสตาร์แห่งทศวรรษ 1980 ให้ได้

ความขัดแย้งเริ่มต้นจากตอนที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกในงานลูกโลกทองคำ ปี 1977 ที่ต่างก็มีชื่อเข้าชิงรางวัลเหมือนกัน ฝั่งสตอลโลนเองก็พาบทบาทนักมวย ร็อกกี้ บัลบัว ไปไกลจนได้เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากหนัง ‘Rocky’ (1976) แต่กลับชวดรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย แถมคืนนั้น สตอลโลนเหมือนโดนเหยียบย่ำหัวใจ เพราะคู่แข่งอย่างชวาร์เซเน็กเกอร์ กลับได้รับรางวัลในสาขานักแสดงหน้าใหม่แห่งปี จากหนัง ‘Stay Hungry’ (1976) ไปครอง

Sylvester Stallone Arnold Schwarzenegger James Cameron Terminator 2
Sylvester Stallone Arnold Schwarzenegger James Cameron Terminator 2

แม้จริง ๆ แล้ว ‘Rocky’ จะคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่มาครองในปีนั้น แต่ด้วยท่าทีเย้ยหยันดูน่าหมั่นไส้ตอนรับรางวัลของชวาร์เซเน็กเกอร์ แถมหัวเราะเยาะใส่ ทำท่าดีใจเมื่ออีกฝ่ายชวดรางวัล ก็ทำให้สตอลโลนถึงกับหัวร้อน ภายหลัง สตอลโลนเองเผยว่าเขานี่แหละที่เคยหยิบแจกันดอกไม้ขว้างใส่ดาราแอ็กชันคู่แข่ง เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเขม่นกัน และมุ่งแข่งขันเพื่อสร้างผลงานที่เหนือกว่าอีกฝ่าย ที่ไม่เว้นแม้แต่ขนาดอาวุธที่ต้องใหญ่กว่า เหนือกว่า คนตายเยอะกว่า ความล่ำบึ้กของร่างกาย ที่ต่างฝ่ายต่างก็เกทับว่าของตัวเองเหนือกว่าอีกฝ่ายอยู่เสมอ

อีกความแตกหักแบบสุด ๆ ที่สตอลโลนเคยเปิดเผยกับ Entertainment Weekly ก็คือ ชวาร์เซเน็กเกอร์เคยป่าวประกาศว่าเขาจะได้เล่นหนังตลกคู่หูตำรวจ ‘Stop! Or My Mom Will Shoot’ (1992) แต่สุดท้ายด้วยความอยากเอาชนะแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ สตอลโลนเลยสั่งให้เอเจนซีของเขาและสั่งให้แย่งเอาบทในหนังเรื่องนั้นมาเป็นของเขาให้จนได้ จนสุดท้ายเขาก็ได้เล่นหนังเรื่องนี้จริง ๆ แต่สุดท้ายหารู้ไม่ว่า ชวาร์เซเน็กเกอร์ตัวแสบนี่แหละ ที่วางยาป่าวประกาศลอย ๆ เพื่อหลอกให้เขาตายใจ อยากแย่งชิงบทหนังตลกที่โดนคำวิจารณ์ถล่มเละเทะ จนกลายเป็นหนังที่สตอลโลนเกลียดที่สุดในอาชีพนักแสดงในเวลาต่อมา

แต่สุดท้าย ด้วยความนิยมของหนังแอ็กชัน และดาราแอ็กชันที่เริ่มเสื่อมถอยลงในช่วงทศวรรษ 1990 ทำให้นักแสดงคู่แข่งต่างก็เริ่มมีผลงานน้อยลง ทำให้ทั้งคู่เริ่มวางความบาดหมางในอดีต และเริ่มหันมาเป็นเพื่อนกัน มีช่วงหนึ่งที่ทั้งคู่จับมือกันเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนร้านอาหาร ‘Planet Hollywood’ ในนิวยอร์ก ร่วมกับอดีตแอ็กชันสตาร์รุ่นน้อง บรูซ วิลลิส (Bruce Willis)

Sylvester Stallone Arnold Schwarzenegger James Cameron Terminator 2
Sylvester Stallone Arnold Schwarzenegger James Cameron Terminator 2

และเมื่อชวาร์เซเน็กเกอร์กระโดดลงมาเล่นการเมือง ด้วยการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียในปี 2003 ก็เป็นสตอลโลนที่บริจาคเงินให้กับแคมเปญการหาเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนเงิน 15,000 เหรียญ นอกจากนี้ แอ็กชันสตาร์ทั้ง 2 คนก็ได้มีโอกาสร่วมแสดงหนังแอ็กชันด้วยกันในยุค 2000 ทั้งในแฟรนไชส์ ‘The Expendables’ และหนังแหกคุก ‘Escape Plan’ (2013)

ใน ‘Arnold’ สารคดีมินิซีรีส์ 3 ตอนที่เปิดเผยเรื่องราวของชวาร์เซเน็กเกอร์เขาตั้งแต่วัยเด็ก การเป็นนักกีฬาเพาะกาย ความประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ และก้าวสู่แวดวงการเมือง ที่ฉายทาง Netflix โดยในตอนที่ 2 ที่ว่าด้วยเรื่องของพาร์ตนักแสดง ทั้งชวาร์เซเน็กเกอร์ และสตอลโลน ต่างก็ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งกันในอดีตชนิดที่ว่าอยู่ในห้องเดียวกันยังไม่ได้

ซึ่งในสารคดีเรื่องนี้ สตอลโลนได้กล่าวชื่นชมยกย่องชวาร์เซเน็กเกอร์ว่า เป็นแอ็กชันฮีโรที่เหนือกว่าตัวเขาเอง และไปถึงจุดสูงสุดอย่างที่เขาเองก็ทำไม่ได้ ในขณะที่ชวาร์เซเน็กเกอร์เองก็ยอมรับว่า ในยุคนั้น สตอลโลนแซงหน้าเขาด้วยหนังแอ็กชันที่โดดเด่น จนเขาอยากจะพยายามที่จะเอาชนะบ้าง และหากไม่มีสตอลโลน เขาเองก็อาจจะไม่มีแรงผลักดันให้ตัวเขาเองทุ่มเทอย่างหนักกับการแสดงหนังแอ็กชันในยุค 80s ไปแล้วก็ได้

ที่มา: Insider, MovieWeb, Ladbible, IndieWire

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...