ดร. ประสาร ชี้ 2 เหตุผล ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Green financing
เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 65ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวเปิดงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 23 Money Expo 2023 Bangkok ณ ชาเลนเจอร์ 2-3 เมืองทองธานี ว่าโลกยุคเรากำลังเผชิญปัญหาและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมขั้นวิกฤต และเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาโลกรวน ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและคุณภาพประชากร โรคอุบัติใหม่ หรือความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี
การดำเนินกิจการต่างๆ ในวันนี้ ไม่เพียงจะกำหนดทางรอดและโอกาสในการเติบโตต่อไปของคนรุ่นเราเอง แต่จะชี้ชะตาการมีชีวิตอยู่ที่ดี และความปลอดภัยของคนรุ่นลูกรุ่นหลานเราแต่โจทย์ของการพัฒนาวันนี้ยาก ซับซ้อน กว้างขวาง และต้องใช้เวลา ไม่มีรัฐบาลไหน หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หรือผู้นำคนใดคนหนึ่ง ทำเองได้ทั้งหมดทันที การป้องกันบรรเทาความรุนแรงของปัญหา และพลิกวิกฤตให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ จึงต้องเป็นเรื่องของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา
ผมขอเวลาไม่นานเล่าให้ฟังว่า สำหรับพวกเราที่อยู่ในแวดวงการเงิน การลงทุน รวมถึงนักลงทุนและผู้บริโภคทุกท่าน ทำไมควรให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราจะมีส่วนร่วมกันได้อย่างไร และใครกำลังทำอะไรเพื่อเอื้อให้เกิด Ecosystem ที่แข็งแรงสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนนี้อยู่บ้าง
Green Financing คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ
ผมเชื่อว่า ภาคการเงิน การลงทุน สามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนได้มาก เพราะเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ พลังของผู้บริโภคและนักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อย จะช่วยเร่งแรงสูบฉีด ให้การเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งระบบเกิดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในปัจจุบัน Sustainability กลายเป็นกระแสหลัก การเงินสีเขียว (Green financing) หรือการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable financing) เติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นความหวัง การมีส่วนร่วมของภาคการเงิน การลงทุนในกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำความดีเพื่อโลก แต่เป็นทางรอดและโอกาสเติบโตของธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
Green financing คืออะไร??
คือ ความพยายามทำให้สัดส่วนของเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจที่นำไปสู่กรพัฒนาอย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจากการปล่อยสินเชื่อภาคธนาคาร ภาคประกันภัย หรือภาคการลงทุน และยังรวมไปถึงการบริหารจัดการ ลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาส ในการทำให้เม็ดเงินเหล่านั้นงอกเงย เป็นผลตอบแทนทั้งทางการเงิน ทางสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
พูดง่ายๆ คือ การนำกรอบ ESG มาใช้พิจารณาตัดสินใจลงทุน ปล่อยสินเชื่อ ดำเนินธุรกิจ พัฒนำผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นทั้งด้านการเงิน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมนั่นเอง
ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับ Green financing
มีเหตุผล 2 ข้อสำคัญ คือ
หนึ่ง ในวิกฤตซ้อนวิกฤตที่เรากำลังเผชิญ มีความเสี่ยงจริงในการทำธุรกิจ ทั้งทางกายภาพ (Physical risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Transition risks) หรือกฏกติกา ควาต้องการตลาดมีความเข้มข้นขึ้น ประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัวต่อไป แต่กลายเป็นกติกาใหม่ในการทำธุรกิจระดับสากล และความได้เปรียบทางการค้าอย่าง CBAM หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง ในสินค้ำ 55 กลุ่ม
สิ่งที่ตามมา คือ มีกฏกติกาและมาตรฐานใหม่ๆ ที่ออกมาเพื่อพยายามช่วยให้ภาคการเงิน การลงทุน และผู้ประกอบการสามารถเดินบนเส้นทางใหม่นี้ได้ เช่น เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ หรือ TCFD เป็นต้น
สภาพแวดล้อมใหม่นี้ทำให้เราต้องเร่งเรียนรู้ปรับตัว และช่วยให้คู่ค้าเราปรับตัวได้ด้วย เพื่อรักษา Ecosystemcในภาพรวมให้ยังแข็งแรง และแข่งขันได้
ในขณะเดียวกัน ข้อสอง มันมีโอกาสทางธุรกิจอย่างมากที่มาพร้อมกับ New S Curve ของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจสีเขียว หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน
จีนเป็นตัวอย่างของการปรับตัวและนำปัญหามาเป็นโอกาสที่ชัดเจน อุตสาหกรรมรถยนต์จีนก้าวเร็วมากในเรื่องสิ่งแวดล้อม จีนกำลังจะเป็นผู้ส่งออกรถยนต์มากที่สุดในโลกทดแทนญี่ปุ่นในปีนี้ โดยคาดว่าจะส่งออกได้ 4-4.5 ล้านคัน และรถยนต์ที่จะส่งออกเป็นรถยนต์อีวี การที่บริษัทผู้ผลิตจีนมาได้ไกลและเร็วเช่นนี้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคการเงิน การลงทุน
และยังมีโอกาสอยู่อีกมาก โดยเฉพาะใน Climate Tech, Ed Tech หรือ Food Tech
ทุกคนช่วยสนับสนุนได้อย่างไร
แล้วเราต้องทำอะไรกัน? ภาคการเงิน การลงทุน ภคคธุรกิจ ไปจนถึงภาคประกันภัย ต้องผนวกเรื่องความยั่งยืนหรือนำกรอบ ESG ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองให้ครอบคลุม เพิ่มความรอบคอบละเอียดอ่อน มาใช้ในการวางยุทธศาสตร์การประกอบธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เพื่อระดมทุนสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และใช้กรอบ ESG ในการตัดสินใจลงทุนอย่างจริงจัง
ภาคประชาชนหรือผู้บริโภค ผู้ลงทุน ต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลตรงนี้ให้มากและถี่ถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการลงทุนของตนเอง และยังเป็นการช่วยกันสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจหันไปลงทุนในกิจการที่สร้างคุณค่าต่อส่วนรวมมากขึ้นด้วย
ในประเทศไทย Green หรือ sustainable financing มีการเติบโตต่อเนื่อง และวันนี้เราเห็นตัวอย่างที่ดีเป็นแนวทำงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในด้านตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ ซึ่งมีอยู่ 4 ประเภทหลักๆ คือ Green Bond, Social bond, Sustainabilityty bond และ Sustainability-linked bond
ในปี 2565 ตราสารหนี้สีเขียว หรือ ตราสารหนี้เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Bond ปรับตัวเพิ่มขึ้นจำกปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัว จาก 28,706 ล้านบาท มาอยู่ที่ 41,219 ล้านบาท และมีการออกเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท เมื่อต้นปีนี้ เพื่อการลงทุนในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
การออกตราสารหนี้เพื่อสังคม หรือ Social bond นอกจากภาครัฐจะเป็นผู้นำร่อง ภาคเอกชนก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น มีบริษัทระดมทุนเพื่อไปสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่น หรือนำไปส่งเสริมการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการที่เป็นผู้หญิง
และนอกจากมีบริษัทไทยที่ออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน หรือ Sustainability bond แล้ว ยังมีบริษัทที่ออก Sustainability-linkedbond หรือหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน ที่นำผลสำเร็จของตัวชี้วัดทาง ESG ของบริษัทผู้ออก มากำหนดการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยด้วย สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนนี้ของทั้งฝั่งผู้ประกอบการและผู้ลงทุน
ในภาคการเงิน มีหลายธนาคารเริ่มใช้ ESG เป็นตัวกรองในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ และที่ดีมากคือ ธนาคำรมีกระบวนการเสริมขีดความสามารถด้าน ESG ให้กับธุรกิจคู่ค้าควบคู่ไปด้วย
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการลงนามสินเชื่อ Green Loan มูลค่ำ 2,000 ล้านบาท เพื่อการลงทุนในโครงการรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะ เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจใหม่ หรือ New S-Curve ซึ่งนอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ยังช่วยยกระดับการเดินทางขนส่งสาธารณะ ลดมลพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในภาคธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ปัจจุบัน มีบริษัทจดทะเบียนไทยถึง 169 บริษัทที่ใช้กรอบ ESG ในการดำเนินธุรกิจและทำได้ดี จนผ่านเกณฑ์ประเมินด้านความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ
สถาบันการเงินมีบทบาทได้อย่างไร ตลาดหลักทรัพย์มีบทบาทอะไรได้บ้าง
อย่างไรก็ดี ยังมีเรื่องให้ทำอีกมาก และหลายหน่วยกำลังช่วยกันดำเนินการอยู่ เพื่อเร่งการพัฒนาเรื่องนี้ให้กว้างขวาง ทั่วถึง และรวดเร็วยิ่งขึ้น
และยังมีประเด็นที่เป็นอุปสรรคอื่นๆ เช่น เรื่อง Greenwashing หรือการให้ข้อมูลเท็จและบิดเบือน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านสังคมสิ่งแวดล้อม แต่อาจไม่ได้ทำจริงหรือสร้างผลกระทบจริง เช่น ให้ข้อมูลเกินจริงในรายงานด้านความยั่งยืน ซึ่งย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการลงทุนอย่างยั่งยืนโดยรวม
ขอยกตัวอย่ำงของความพยายามที่หน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ผลักดันเรื่องการธนาคารเพื่อความยั่งยืนอย่างชัดเจน และกำลังจัดทำมาตรฐานกลางที่กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึง สิ่งแวดล้อม หรือ Taxonomy ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อทำให้กลไกการตลาดทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น และลดปัญหาเรื่อง Green washing
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง เมื่อปลายปีที่แล้ว เรมเพิ่งเริ่มเปิดระบบ ESG Data platform เพื่อรวมศูนย์ข้อมูล ESG ของบริษัทจดทะเบียน สร้างความโปร่งใสของข้อมูล คุณภาพมาตรฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบ และประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุน เรามี SET ESG Academy เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการ และยังทำเรื่อง Financial Literacyให้สังคมวงกว้างมายาวนานต่อเนื่อง เพื่อการมีส่วนร่วมในการลงทุนอย่ำงยั่งยืน
ทุกท่าน วันนี้ เราต่างกำลังร่วมรับผลกระทบของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน การจะลดความรุนแรง แก้ไขปัญหา หรือพลิกสถานกำรณ์สู่ความยั่งยืน จึงต้องเป็นเรื่องของทุกคน เชื่อว่า กลไกทางการเงิน การลงทุน การประกอบการของภาคธุรกิจ และการเลือกบริโภคและลงทุนของภาคประชาชน เป็นหัวใจและแรงขับเคลื่อนสำคัญในการทำให้ Mission impossible นี้ สำเร็จได้