โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลท.ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย ขานรับธีมเปิดเมืองครึ่งปีหลัง

ทันหุ้น

อัพเดต 07 เม.ย. 2565 เวลา 05.15 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 05.15 น.

#ตลท. #บล.เอเชีย พลัส #ทันหุ้น ตลท. โชว์ตลาดหุ้นไทย ต่างชาติเข้าซื้อมากสุดในอาเซียน ยอดซื้อสุทธิปัจจุบันอยู่ที่ 1.31 แสนล้านบาท ขณะที่ บล.เอเชีย พลัส มองปีนี้หุ้นไทย 1,810 จุด กำไรต่อหุ้นสูงขึ้นจากปีก่อน แนะหุ้นเด่น AEONTS-MAJOR

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2565 พบว่าตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2565 ปรับเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนกุมภาพันธ์ และนับตั้งแต่สิ้นปี 2564ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น 2.3%ซึ่งตลาดหุ้นไทยนับได้ว่ามีเสถียรภาพกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ หลายแห่ง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามรัสเซียกับยูเครน ซึ่งส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อ

ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยดีกว่าตลาดหุ้นอื่น เนื่องจากมีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้ว 4 เดือนติดต่อกัน โดยซื้อสุทธิรวม 131,367 ล้านบาท และมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

การที่นักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะตัวเลขจีดีพีของไทยที่มีการฟื้นตัวรวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน หรือบจ.ที่ดีขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อพบว่าไทยปรับตัวขึ้นมาไม่แรงเหมือนกับหลายๆ ประเทศในยุโรป ซึ่งการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ จะเป็นการเลือกลงทุนในประเทศที่มองว่ามีความน่าสนใจในการพักเงินลงทุน ซึ่งในไตรมาส 1/2565นักลงทุนต่างชาติย้ายเงินทุนกลับสู่ตลาดหุ้นในอาเซียน และพบว่ามีการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการเปิดประเทศของไทย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว และทำให้หุ้นกลุ่มบริการในไตรมาส 1/2565 ปรับตัวดีกว่าตลาดหุ้นโดยรวม และกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับเพิ่มขึ้นดีกว่าตลาด รวมถึงกลุ่มทรัพยากร ที่ปรับขึ้น เพราะได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น

ส่วนกรณีที่ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี และ 2 ปีของสหรัฐฯ ที่ติดลบ (Inverted Yield Curve) ทำให้ผู้ลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)นั้น ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป  ซึ่งการเกิด อ Inverted Yield Curve  อาจจะเกิดจากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในระยะยาว หรือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ปรับขึ้นเร็วเกินไป

ทั้งนี้ในเดือนมีนาคม 2565มีบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET 1 บริษัท ได้แก่บริษัท บีบีจีไอ จำกัด(มหาชน) หรือBBGI ซึ่งมีมูลค่าเสนอขายกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นหุ้นที่มีมูลค่าติด 1 ใน 5 ของหุ้น IPO ในอาเซียนสำหรับไตรมาส 1/2565

แนวโน้มไตรมาส 2/65

นายศรพล กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามในไตรมาส 2/2565 ปัจจัยต่างประเทศ จะประกอบด้วยการที่เฟด มีการส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน เพื่อเดินตามแผน, ปัจจัยต่อมาได้แก่สงครามรัสเซียกับยูเครน ว่าจะกลับมามีความรุนแรงอีกหรือไม่ และสถานการณ์โควิด-19ในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องติดตามว่าจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ต้องติดตามมาตรการของภาครัฐ ที่จะออกมา หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงขึ้น ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมา

นายภากร ปิตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติยังมองไทยเป็นจุดที่น่าสนใจเข้าลงทน เพราะเป็นตลาดที่มีเสถียรภาพ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น ดังนั้นจึงมีแผนที่จะจัดแนะนำข้อมูลหรือโรดโชว์กับนักลงทุนต่างชาติหลังจากที่บจ.ประกาศงบการเงินออกมาแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของผลดำเนินงานของบจ. ที่แข็งแกร่ง

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/2565 น่าจะแกว่งตัวขาขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยนั้นยังมีอัตราการเติบโตในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้เชื่อน่าจะได้เห็นการฟื้นตัว ประกอบกับฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว จึงน่าจะกลายเป็นปัจจัยหนุนให้สถาบันต่างๆ กลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้นในช่วงที่เหลือปีนี้ จากปัจจุบันที่สถาบันต่างๆ มีการถือครองเงินสดค่อนข้างมากขึ้น

ลุ้นดัชนีพุ่ง1,810จุด

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลของทางฝ่ายวิเคราะห์ในส่วนของนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 21 แห่ง พบว่า ส่วนใหญนั้นนักลงสถาบันเหล่านี้เลือกถือครองเงินสดเพิ่มมากขึ้นเป็น 30% จากเดิมที่ถือเงินสดไว้ราว 20% เพราะยังยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์และความไม่แน่นอนในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจอาจจะกลับมาชะลอตัว ฯลฯ จึงเลือกป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือครองเงินสดเป็นหลัก

"ในช่วงไตรมาส 2 นี้ตลาดหุ้นยังน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น และคงเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพราะยังมีปัจจัยที่กดดันและต้องติดตาม คือ การลงทุนในตลาดหุ้นในเรื่องของ Inverted Yield Curve ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และคงได้เห็นเม็ดจากสถาบันต่างๆ กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นในช่วงที่หลือปีนี้ หลังคลายกังวลเรื่องต่างๆ ข้างต้น"

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 2565 ฝ่ายวิเคราะห์ว่ายังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ เพราะต้องเป็นกลไกในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลบริษัทจดทะเบียนไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนในส่วนนี้มากนักและยังมีสามารถการกำไรอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งมาตรการผ่อนคลายโดยการเปิดประเทศและไม่มีมาตรการล็อกดาวน์ต่างๆ ซึ่งน่าจะทำให้นักท่องเที่ยวกับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นและสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ กลับมาเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ตลอดจนช่วยสนับสนุนภาพรวมธุรกิจให้ฟื้นตัวดีอีกทางหนึ่ง

ส่วนในแง่ของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2565 ทางฝายวิเคราะห์ประเมินว่า ยังมีตัวเลขบวก โดยคาดอัตราต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับแรงสนับสนุนจากทิศทาางราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งทางฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการ EPS เพิ่มขึ้นเมื่อรวมกับผลบวกของราคาน้ำมันของตลาดหุ้นไทยคงขยับเพิ่มเป็น 93.9 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ราว 86.20 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ การที่นักลงทุนสถาบันยังถือครองเงินสดอยุ่ในระดับที่สูงนั้นยังน่าจะกลายเป็นปัจจัยบวกให้กับตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2565 เพราะเม็ดเงินในส่วนนี้จะไหลเข้ามาลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรเติบโตอยู่ในระดับที่ดี เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยถือว่ายังมีผลตอบแทนในระดับที่สูง ดังนั้น ทางฝ่ายวิเคราะห์วางเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปี 2565 ไว้ระดับ 1,810 จุด หรืออิงตัวเลขดัชนี Market Equity Yield Growth ราว 4.3% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 4%

AEONTS-MAJORเด่น

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิเคราะให้คำแนะนำลงทุน โดยอิงหุ้นกลุ่มที่ได้รับปัจจัยบวกจากการผ่อนคลายของนโยบายภาครัฐในส่วนต่างๆ โดยหุ้นตัวแรกที่แนะนำลงทุน คือ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากการเปิดเมือง ซึ่งส่งผลให้กำลังในการจับจ่ายใช้สอยปรับตัวดีขึ้น และน่าจะช่วยสนับสนุให้ความต้องการสินเชื่อขยายตัว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์จึงประเมินราคาเป้าหมายหุ้น AEONTS ไว้ระดับ 250.00 บาท

นอกจากนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR เพราะได้ผลบวกจาการเปิดเมืองเช่นเดียวกัน ประกอบกับมีภาพยนต์ฮอลลีวูดส์ฟอร์มยักษ์และหนังไทยที่รอเข้าฉายในปี 2565 เป็นจำนวนมาก นอกเหนือ จากเงินลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้้ล้วนสนับสนุนผลงานของธุรกิจให้ขยายตัว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์จึงประเมินราคาเป้าหมายหุ้น MAJOR ไว้ระดับที่ 25.00 บาท 

รวมทั้งมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน อีกทั้งยังให้คำแนะนำลงทุนในหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC ให้ราคาเป้าหมาย 500.00 บาท เพราะเป็นหุ้นที่มีการลงทุนขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก และยังได้รับผลบวกจากการลงทุนที่ต่างๆ ที่น่าจะขยายตัวตามการฟื้นตัยของเศรษฐกิจ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...