กลยุทธ์ “Lovemarks” ร้านเล็กแค่ไหน! ก็รวยได้ในปี 2025
บางทีก็สงสัยว่าสินค้าก็ดี ภาพลักษณ์แบรนด์ก็ไม่ได้แย่ แต่ทำไมลูกค้าไม่ติดใจ ไม่สามารถดึงดูดให้สนใจมาซื้อหรือใช้บริการได้เรื่อยๆ
คำตอบของเรื่องนี้คือ ““Lovemarks” มาจาก 2 ส่วนรวมกันคือ Respect + Love
- Respect = ความน่าเชื่อถือ
- Love = ความรัก
เท่ากับว่าการสร้าง Lovemarks คือการสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าภักดีด้วยหัวใจ แต่ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าการสร้างแบรนด์ที่แท้จริงมันมีถึง 5 ระดับ
- I don’t know you. ลูกค้าไม่รู้จักเราเลย
- I’ve heard about you. ลูกค้าพอจะเคยได้ยินแบรนด์ของเรามาบ้าง
- I remember you. ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้แล้ว
- I’ve tried before. ลูกค้าเคยลองใช้สินค้าหรือบริการแล้ว
- I’ll be with you forever. ลูกค้ากลายมาเป็นลูกค้าประจำ
พูดถึงการสร้าง Lovemarks Theory เป็นทฤษฎีที่พัฒนาขึ้นในปี 2004 หัวใจสำคัญของทฤษฏีนี้ นอกจากจะวัดจากระดับความรัก (Love) ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์แล้ว การที่แบรนด์ต้องมีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือความเคารพ (Respect) จากลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย
แล้วอะไรคือคีเวิร์ดสำคัญในการสร้าง Lovemarks ถือเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจในปี 2025 นี้ต้องสนใจให้มาก เพราะเป็นยุคที่มีการแข่งขันสูง ปัจจัยเสี่ยงก็มีรอบด้าน การดันตัวเองขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ลูกค้ารักและภักดี หมายถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ประการได้แก่
การสร้างความลึกลับ (Mystery)
ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ช่วยเสริมเสน่ห์ให้แบรนด์ดูน่าค้นหา ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีการเช่น การสร้างสตอรี (Storytelling) ให้แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างสินค้าและบริการ
ยกตัวอย่างน้ำจิ้มสุกี้ MK ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ หรือสูตรไก่ทอดของ KFC ที่มีความลึกลับ รวมถึงอีกหลายแบรนด์ที่มี Story เป็นตัวนำพาไปสู่ความสนใจ
การสร้างสัมผัสทั้ง 5 (Sensuality)
หมายถึง การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็น, การได้ยิน, การสัมผัส, การรับรส, การได้กลิ่น ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้แล้ว ยังช่วยสร้างประสบการณ์ดี ๆ หรือสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้อีกด้วย
เช่นร้านคาเฟ่ที่ใช้กลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นหอมในร้านที่มีความเป็นเอกลักษณ์ให้คนจำได้ว่านี่คือกลิ่นที่เป็นแบบเฉพาะ
การสร้างความใกล้ชิด (Intimacy)
คือ การสร้างความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์และลูกค้า เพื่อทำให้แบรนด์เป็นเหมือน “เพื่อน” หรือ “เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต” ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ก็มีหลากหลายวิธีเช่นการสร้างชุมชนบนโซเชียลมีเดียอย่าง บน Groups ใน Facebook เพื่อเป็นพื้นที่พูดคุย แจ้งปัญหา ทั้งระหว่างแบรนด์กับลูกค้า รวมถึงระหว่างลูกค้าด้วยกันเอง เป็นต้น
หรือถ้ายังไม่เห็นภาพชัดเจนในปัจจุบันก็มีอีกหลายธุรกิจที่นำ Lovemarks มาใช้อย่างได้ผลเช่น
- โค้ก คือตัวอย่างของการทำในเรื่องนี้ การสื่อสารแบรนด์ผ่านในเรื่องของ Passion & Inspiration ทำให้ภาพของ “โค้ก” ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นมากกว่าเพียงเครื่องดื่ม เช่น สร้างความสดชื่น สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน การคิดบวก และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม
- น้ำดื่มสิงห์ ที่เน้นความเป็น Best Quality ร่วมกับการสร้างแบรนด์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีการออกแคมเปญที่เกี่ยวข้อง และคงคอนเซปต์นี้ไว้อย่างมั่นคงตลอดมา
- บาร์บีคิวพลาซ่า ที่ใช้มาสคอตอย่างบาบีก้อนเป็นสื่อกลางระหว่างแบรนด์กับลูกค้าต่อมาคือการต่อยอดโปรเจ็กต์ให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ Personalized Benefits ของลูกค้าที่เป็นสมาชิก ผ่านการบอกต่อโปรโมชั่นหรือแคมเปญการตลาดที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มสนใจ ถือเป็นการพลิกโฉมการทำการตลาดแบบ Mass Marketing
ในปี 2025 การแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก และมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน การทำธุรกิจจึงต้องวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้จากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จคืออีกวิธีสู่การสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ
ดังนั้นเรื่องความรู้หรือการก้าวทันตามเทรนด์ในโลกยุคใหม่เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องปรับตัวและพัฒนาให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย
------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย >660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com